หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » VOCAB 103 http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Dividend (เงินปันผล) http://hoondb.com/dividend/ http://hoondb.com/dividend/#comments Sat, 24 Aug 2013 17:49:54 +0000 http://hoondb.com/?p=224 คำว่า “Dividend” หมายความว่าอย่างไร? Dividend หรือ เงินปันผล คือ กำไรส่วนหนึ่งของบริษัทที่ถูกแบ่งออกมาให้ผู้ถือหุ้นตามมติคณะกรรมการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกำไรทั้งหมด มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท โดยการจ่ายเงินปันผลนั้นจะต้องมาจากกำไรจริง ๆ ของบริษัทเท่านั้น หากบริษัทขาดทุนจะไม่สามาถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ การรับเงินปันผลเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ดังนั้น หากหุ้นถูกโอนออกไปยังบุคคลอื่น ผู้ที่โอนออกไปแล้วจะไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใด ๆ ได้ เพราะถือว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวอีกต่อไปแล้ว โดยการจ่ายเงินปันผลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) เงินสดปันผล (Cash Dividend) คือ การจ่ายปันผลในรูปของเงินสด และ (2) หุ้นปันผล (Stock Dividend) คือ การจ่ายปันผลในรูปของหุ้น

Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น

Dividend Yield

เงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สามารถคำนวณได้จากการนำ เงินปันผล มาหารด้วย ราคาของหุ้น จะได้ออกมาเป็นอัตราผลตอบแทนคิดเป็น % จากเงินลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หุ้น ABC จ่ายเงินปันผลที่ 10 บาทต่อหุ้น โดยมีราคาอยู่ที่ 100 บาท Dividend Yield ของหุ้น ABC ก็จะเท่ากับ 10% สามารถตีความได้ว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลคิดเป็น 10% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมคำนึงถึงความผันผวนของราคาหุ้น ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนรวมด้วย

การรับเงินปันผล

(1) วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD: เครื่องหมาย XD ย่อมาจาก Exclude dividends ซึ่งแปลว่า ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล นั่นหมายความว่า หากซื้อหุ้นหลังจากขึ้นเครื่องหมายนี้แล้ว ก็จะไม่ได้รับเงินปันผลของงวดที่เพิ่งได้ประกาศจ่ายไป ดังนั้น หากต้องการรับเงินปันผลก็ต้องซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมาย แต่สามารถขายทิ้งได้หลังจากขึ้น XD แล้ว [ดูเครื่องหมายทั้งหมด]

ไม่ได้รับปันผล: มีหุ้นอยู่แล้วแต่ขายก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD หรือ ไม่มีหุ้นอยู่แล้วแต่ซื้อในวันหรือหลังวันที่ขึ้นเครื่องหมาย ได้รับปันผล: ซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมายและถือจนขึ้น XD

(2) วันที่จ่ายปันผล: คือวันที่ถึงกำหนดจ่ายเงินปันผล โดยมากมักมีระยะห่างหลายอาทิตย์นับตั้งแต่วันที่ขึ้นเครื่องหมาย

]]>
ความหมาย Dividend

คำว่า “Dividend” หมายความว่าอย่างไร? Dividend หรือ เงินปันผล คือ กำไรส่วนหนึ่งของบริษัทที่ถูกแบ่งออกมาให้ผู้ถือหุ้นตามมติคณะกรรมการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกำไรทั้งหมด มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท โดยการจ่ายเงินปันผลนั้นจะต้องมาจากกำไรจริง ๆ ของบริษัทเท่านั้น หากบริษัทขาดทุนจะไม่สามาถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ การรับเงินปันผลเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ดังนั้น หากหุ้นถูกโอนออกไปยังบุคคลอื่น ผู้ที่โอนออกไปแล้วจะไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใด ๆ ได้ เพราะถือว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวอีกต่อไปแล้ว โดยการจ่ายเงินปันผลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) เงินสดปันผล (Cash Dividend) คือ การจ่ายปันผลในรูปของเงินสด และ (2) หุ้นปันผล (Stock Dividend) คือ การจ่ายปันผลในรูปของหุ้น

Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น

Dividend Yield

เงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สามารถคำนวณได้จากการนำ เงินปันผล มาหารด้วย ราคาของหุ้น จะได้ออกมาเป็นอัตราผลตอบแทนคิดเป็น % จากเงินลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หุ้น ABC จ่ายเงินปันผลที่ 10 บาทต่อหุ้น โดยมีราคาอยู่ที่ 100 บาท Dividend Yield ของหุ้น ABC ก็จะเท่ากับ 10% สามารถตีความได้ว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลคิดเป็น 10% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมคำนึงถึงความผันผวนของราคาหุ้น ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนรวมด้วย

การรับเงินปันผล

(1) วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD: เครื่องหมาย XD ย่อมาจาก Exclude dividends ซึ่งแปลว่า ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล นั่นหมายความว่า หากซื้อหุ้นหลังจากขึ้นเครื่องหมายนี้แล้ว ก็จะไม่ได้รับเงินปันผลของงวดที่เพิ่งได้ประกาศจ่ายไป ดังนั้น หากต้องการรับเงินปันผลก็ต้องซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมาย แต่สามารถขายทิ้งได้หลังจากขึ้น XD แล้ว [ดูเครื่องหมายทั้งหมด]

ไม่ได้รับปันผล: มีหุ้นอยู่แล้วแต่ขายก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD หรือ ไม่มีหุ้นอยู่แล้วแต่ซื้อในวันหรือหลังวันที่ขึ้นเครื่องหมาย
ได้รับปันผล: ซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมายและถือจนขึ้น XD

(2) วันที่จ่ายปันผล: คือวันที่ถึงกำหนดจ่ายเงินปันผล โดยมากมักมีระยะห่างหลายอาทิตย์นับตั้งแต่วันที่ขึ้นเครื่องหมาย

]]>
http://hoondb.com/dividend/feed/ 0
Capital Gain http://hoondb.com/capital-gain/ http://hoondb.com/capital-gain/#comments Sat, 24 Aug 2013 13:30:58 +0000 http://hoondb.com/?p=227 คำว่า “Capital Gain” หมายความว่าอย่างไร? Capital Gain หรือ ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ คือรูปแบบของกำไรที่ได้มาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่า เกิดเป็นกำไรส่วนเกินของทุน กำไรที่ได้จาก Captial gain ถูกเรียกเก็บภาษีในบางประเทศ (Capital gains tax) ส่วนในประเทศไทยนั้นยังไม่มีการเรียกเก็บเฉพาะเงินได้จากการขาย หรือโอนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนในกรณีที่เป็นการขายหรือโอนหลักทรัพย์นอกตลาด ผู้ลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาที่อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษีจะต้องเสียภาษีโดยถูกหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีก้าวหน้า และต้องนำเงินได้ไปรวมคำนวณตอนสิ้นปี Captial Gain มีความหมายตรงข้ามกับ Capital Loss

Capital Gain = (ราคาล่าสุด – ราคาเริ่มต้น) / ราคาเริ่มต้น

ยกตัวอย่างการคำนวณ Capital Gain

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC เมื่อปีที่แล้วที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000,000 บาท หนึ่งปีผ่านไป หุ้น ABC ที่คุณถืออยู่ได้ปรับตัวสูงขึ้น มีราคาอยู่ที่ 130 บาท คุณเลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเพื่อทำกำไร และได้รับเงินกลับมา 100,000 x 130 = 13,000,000 บาท สรุปว่าคุณได้ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Capital Gain ทั้งหมด 3 ล้านบาท คิดเป็น (130 – 100) / 100 = 0.3 หรือ 30%

]]>
ความหมาย Capital Gain

คำว่า “Capital Gain” หมายความว่าอย่างไร? Capital Gain หรือ ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ คือรูปแบบของกำไรที่ได้มาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่า เกิดเป็นกำไรส่วนเกินของทุน กำไรที่ได้จาก Captial gain ถูกเรียกเก็บภาษีในบางประเทศ (Capital gains tax) ส่วนในประเทศไทยนั้นยังไม่มีการเรียกเก็บเฉพาะเงินได้จากการขาย หรือโอนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนในกรณีที่เป็นการขายหรือโอนหลักทรัพย์นอกตลาด ผู้ลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาที่อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษีจะต้องเสียภาษีโดยถูกหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีก้าวหน้า และต้องนำเงินได้ไปรวมคำนวณตอนสิ้นปี Captial Gain มีความหมายตรงข้ามกับ Capital Loss

Capital Gain = (ราคาล่าสุด – ราคาเริ่มต้น) / ราคาเริ่มต้น

ยกตัวอย่างการคำนวณ Capital Gain

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC เมื่อปีที่แล้วที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000,000 บาท หนึ่งปีผ่านไป หุ้น ABC ที่คุณถืออยู่ได้ปรับตัวสูงขึ้น มีราคาอยู่ที่ 130 บาท คุณเลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเพื่อทำกำไร และได้รับเงินกลับมา 100,000 x 130 = 13,000,000 บาท สรุปว่าคุณได้ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Capital Gain ทั้งหมด 3 ล้านบาท คิดเป็น (130 – 100) / 100 = 0.3 หรือ 30%

]]>
http://hoondb.com/capital-gain/feed/ 0
Capital Loss http://hoondb.com/capital-loss/ http://hoondb.com/capital-loss/#comments Sat, 24 Aug 2013 13:30:55 +0000 http://hoondb.com/?p=230 คำว่า “Capital Loss” หมายความว่าอย่างไร? Capital Loss หรือ ผลขาดทุนส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ คือรูปแบบของการขาดทุนที่เกิดได้จากมูลค่าที่ลดลง เกิดเป็นการขาดทุนจากต้นทุน ผลขาดทุนจาก Captial loss สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในบางประเทศตามที่กฎหมายได้ระบุไว้ Captial Loss มีความหมายตรงข้ามกับ Capital Gain

Capital Gain = (ราคาล่าสุด – ราคาเริ่มต้น) / ราคาเริ่มต้น โดยหากมีผลติดลบจะเรียกว่าเป็น Capital Loss

ยกตัวอย่างการคำนวณ Capital Loss

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC เมื่อปีที่แล้วที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000,000 บาท หนึ่งปีผ่านไป แต่โชคร้าย หุ้น ABC ที่คุณถืออยู่ได้ปรับตัวลงอย่างรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะลงตอไปเรื่อย โดยตอนนี้มีราคาตลาดอยู่ที่ 70 บาท คุณเลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเพื่อหยุดการขาดทุน และได้รับเงินกลับมา 100,000 x 70 = 7,000,000 บาท สรุปว่าคุณได้รับผลขาดทุนส่วนต่างจากราคาหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Capital Loss ทั้งหมด 3 ล้านบาท คิดเป็น (70 – 100) / 100 หรือ -30%

]]>
ความหมาย Capital Loss

คำว่า “Capital Loss” หมายความว่าอย่างไร? Capital Loss หรือ ผลขาดทุนส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ คือรูปแบบของการขาดทุนที่เกิดได้จากมูลค่าที่ลดลง เกิดเป็นการขาดทุนจากต้นทุน ผลขาดทุนจาก Captial loss สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในบางประเทศตามที่กฎหมายได้ระบุไว้ Captial Loss มีความหมายตรงข้ามกับ Capital Gain

Capital Gain = (ราคาล่าสุด – ราคาเริ่มต้น) / ราคาเริ่มต้น
โดยหากมีผลติดลบจะเรียกว่าเป็น Capital Loss

ยกตัวอย่างการคำนวณ Capital Loss

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC เมื่อปีที่แล้วที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000,000 บาท หนึ่งปีผ่านไป แต่โชคร้าย หุ้น ABC ที่คุณถืออยู่ได้ปรับตัวลงอย่างรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะลงตอไปเรื่อย โดยตอนนี้มีราคาตลาดอยู่ที่ 70 บาท คุณเลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเพื่อหยุดการขาดทุน และได้รับเงินกลับมา 100,000 x 70 = 7,000,000 บาท สรุปว่าคุณได้รับผลขาดทุนส่วนต่างจากราคาหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Capital Loss ทั้งหมด 3 ล้านบาท คิดเป็น (70 – 100) / 100 หรือ -30%

]]>
http://hoondb.com/capital-loss/feed/ 0
Cut Loss http://hoondb.com/cut-loss/ http://hoondb.com/cut-loss/#comments Sat, 24 Aug 2013 12:27:21 +0000 http://hoondb.com/?p=250 คำว่า “Cut Loss” หมายความว่าอย่างไร? Cut Loss หรือ คัทลอสคือการตัดขาดทุนหากราคาของหลักทรัพย์ที่ถืออยู่ ตกเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ (Stop loss) หรือไม่สามารถทนรับการขาดทุน (ราคาที่อาจร่วงลงมากกว่านี้) ได้อีกแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียมากขึ้นไปอีก เลยจำเป็นต้อง Cut loss ซึ่งจุดของการคัทลอสนั้นไม่มีกฎตายตัว ขึ้นอยู่กับรูปแบบเทคนิคของนักลงทุนแต่ละคน เช่น 2% สำหรับการเล่นรายวัน หรือ 6% สำหรับรายเดือน อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักลงทุนเอง

โดยหลักการแล้ว การ Cut Loss จะอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเปอร์เซ็นต์ขาดทุนยิ่งเยอะ เพราะการที่จะทำกำไรกลับมาชดเชยเงินทุนที่เสียไปให้กลับมาเท่าเดิมนั้นยากกว่าหากเทียบเป็นเปอร์เซ็น เช่นหาก Cut Loss ที่ 50% คุณจะต้องทำกำไรถึง 100% เพื่อชดเชยเงินทุนที่เสียไปให้กลับมาเท่าเดิม ดังนั้นการคัทลอสที่จำนวนน้อย ๆ เช่น 10% (ชดใช้ที่ 11%) จึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ทั้งนี้ต้องนำปัจจัยอื่น ๆ มาร่วมพิจารณาเพื่อหาจุดที่เหมาะสมของแต่ละสถานการณ์ด้วย

ยกตัวอย่างการใช้งาน: นายเอซื้อหุ้น XXX ที่ราคา 100 บาท และตัดสินใจว่าจะ Cut loss ที่ 3% ซึ่งในเวลาต่อมาราคาหุ้น XXX ลดลงเหลือ 97 บาท หรือลดลง 3% ของทุนนายเอ นายเอจึงทำการขายหุ้น XXX ทิ้งเพื่อคัทลอส

]]>
ความหมายของ “Cut Loss”

คำว่า “Cut Loss” หมายความว่าอย่างไร? Cut Loss หรือ คัทลอสคือการตัดขาดทุนหากราคาของหลักทรัพย์ที่ถืออยู่ ตกเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ (Stop loss) หรือไม่สามารถทนรับการขาดทุน (ราคาที่อาจร่วงลงมากกว่านี้) ได้อีกแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียมากขึ้นไปอีก เลยจำเป็นต้อง Cut loss ซึ่งจุดของการคัทลอสนั้นไม่มีกฎตายตัว ขึ้นอยู่กับรูปแบบเทคนิคของนักลงทุนแต่ละคน เช่น 2% สำหรับการเล่นรายวัน หรือ 6% สำหรับรายเดือน อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักลงทุนเอง

โดยหลักการแล้ว การ Cut Loss จะอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเปอร์เซ็นต์ขาดทุนยิ่งเยอะ เพราะการที่จะทำกำไรกลับมาชดเชยเงินทุนที่เสียไปให้กลับมาเท่าเดิมนั้นยากกว่าหากเทียบเป็นเปอร์เซ็น เช่นหาก Cut Loss ที่ 50% คุณจะต้องทำกำไรถึง 100% เพื่อชดเชยเงินทุนที่เสียไปให้กลับมาเท่าเดิม ดังนั้นการคัทลอสที่จำนวนน้อย ๆ เช่น 10% (ชดใช้ที่ 11%) จึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ทั้งนี้ต้องนำปัจจัยอื่น ๆ มาร่วมพิจารณาเพื่อหาจุดที่เหมาะสมของแต่ละสถานการณ์ด้วย

ยกตัวอย่างการใช้งาน: นายเอซื้อหุ้น XXX ที่ราคา 100 บาท และตัดสินใจว่าจะ Cut loss ที่ 3% ซึ่งในเวลาต่อมาราคาหุ้น XXX ลดลงเหลือ 97 บาท หรือลดลง 3% ของทุนนายเอ นายเอจึงทำการขายหุ้น XXX ทิ้งเพื่อคัทลอส

]]>
http://hoondb.com/cut-loss/feed/ 0
แมงเม่า http://hoondb.com/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2/ http://hoondb.com/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments Fri, 23 Aug 2013 16:21:17 +0000 http://hoondb.com/?p=78 คำว่า “แมงเม่า” หมายความว่าอย่างไร? ต้องอธิบายก่อนว่าแมลงเม่าเป็นแมลงชนิดหนึ่ง (มี 6 ขาจึงเรียกว่าแมลง) ที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่าปลวก มันมีพฤติกรรม (ของสัตว์) บินเข้าหาแสงไฟโดยไม่สนใจว่าจะเป็นแสงอะไร ในตลาดหุ้นเราเรียกนักลงทุนรายย่อยที่ขาดประสบการณ์ว่า “แมงเม่า” เปรียบเทียบได้กับแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟและก็ต้องตายไปในที่สุด

ดังนั้นคำว่า แมงเม่า จึงใช้เรียกนักเล่นหุ้นที่ขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนต้องออกจากตลาด เพราะหากไม่ขาดทุนย่อมแปลว่าเป็นคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในการเล่นหรือลงทุน ลักษณะพฤติกรรมของแมงเม่าหุ้นนั้นมีมากมาย แต่สิ่งที่บ่งบอกได้ชัดถึงความเป็นแมงเม่าก็คือ การไม่ศึกษาหาความรู้ก่อนลงมือเล่นหุ้น เล่นแบบมั่ว ๆ ใช้อารมณ์และเชื่อข่าวจากคนอื่นเป็นหลัก ซึ่งหากคุณมีลักษณะพฤติกรรมและคุณสมบัติที่เป็นแมงเม่าแล้ว ยังไงซักวันนึงก็ต้องเผลอหลงบินเข้ากองไฟอยู่ดี

ยกตัวอย่างการใช้งาน: แมงเม่าชอบขายทำกำไรเร็ว ๆ แทนที่จะปล่อยให้ผลกำไรวิ่งต่อไป ในขณะที่เวลาเสียไม่ยอมขาย ปล่อยขาดทุนไปเรื่อย ๆ และในที่สุดก็ตัดใจขาย (Cut loss) ตอนราคาใกล้จุดต่ำสุด

ยกตัวอย่างวงจรแห่งความล้มเหลวของแมงเม่า: ขายหมู -> ตกรถ -> ซื้อคืนตอนราคาสูง -> ติดดอย -> ซื้อถัวเฉลี่ย -> ถัวอีก -> ขายล้างพอร์ต -> ซื้อคืนตอนราคาเด้ง -> แล้วก็ย้อนกลับไปขายหมู

]]>
“แมงเม่า” เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกนักเล่นหุ้น…

คำว่า “แมงเม่า” หมายความว่าอย่างไร? ต้องอธิบายก่อนว่าแมลงเม่าเป็นแมลงชนิดหนึ่ง (มี 6 ขาจึงเรียกว่าแมลง) ที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่าปลวก มันมีพฤติกรรม (ของสัตว์) บินเข้าหาแสงไฟโดยไม่สนใจว่าจะเป็นแสงอะไร ในตลาดหุ้นเราเรียกนักลงทุนรายย่อยที่ขาดประสบการณ์ว่า “แมงเม่า” เปรียบเทียบได้กับแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟและก็ต้องตายไปในที่สุด

ดังนั้นคำว่า แมงเม่า จึงใช้เรียกนักเล่นหุ้นที่ขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนต้องออกจากตลาด เพราะหากไม่ขาดทุนย่อมแปลว่าเป็นคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในการเล่นหรือลงทุน ลักษณะพฤติกรรมของแมงเม่าหุ้นนั้นมีมากมาย แต่สิ่งที่บ่งบอกได้ชัดถึงความเป็นแมงเม่าก็คือ การไม่ศึกษาหาความรู้ก่อนลงมือเล่นหุ้น เล่นแบบมั่ว ๆ ใช้อารมณ์และเชื่อข่าวจากคนอื่นเป็นหลัก ซึ่งหากคุณมีลักษณะพฤติกรรมและคุณสมบัติที่เป็นแมงเม่าแล้ว ยังไงซักวันนึงก็ต้องเผลอหลงบินเข้ากองไฟอยู่ดี

ยกตัวอย่างการใช้งาน: แมงเม่าชอบขายทำกำไรเร็ว ๆ แทนที่จะปล่อยให้ผลกำไรวิ่งต่อไป ในขณะที่เวลาเสียไม่ยอมขาย ปล่อยขาดทุนไปเรื่อย ๆ และในที่สุดก็ตัดใจขาย (Cut loss) ตอนราคาใกล้จุดต่ำสุด

ยกตัวอย่างวงจรแห่งความล้มเหลวของแมงเม่า: ขายหมู -> ตกรถ -> ซื้อคืนตอนราคาสูง -> ติดดอย -> ซื้อถัวเฉลี่ย -> ถัวอีก -> ขายล้างพอร์ต -> ซื้อคืนตอนราคาเด้ง -> แล้วก็ย้อนกลับไปขายหมู

]]>
http://hoondb.com/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/ 0
ตกรถ http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%96/ http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%96/#comments Thu, 22 Aug 2013 08:54:42 +0000 http://hoondb.com/?p=67 คำว่า “ตกรถ” หมายความว่าอย่างไร? ตกรถคือการที่หุ้นขึ้นโดยที่ไม่มีเรา นั่นก็หมายความว่าเราไม่ได้ถือหุ้น ไม่มีหุ้นตัวที่ราคาได้ปรับขึ้นไปแล้ว แสดงว่าเราได้ตกรถไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง อาจตีความได้ว่าเสียโอกาสในการทำกำไร รถที่กำลังออกเดินทางนั้นเปรียบเสมือนราคาของหุ้นที่กำลังวิ่งขึ้น หากราคายังวิ่งขึ้นไปไม่ไกลมากก็อาจกระโดดขึ้นรถทัน แต่ถ้าราคาวิ่งไปสูงแล้ว นักเล่นหุ้นก็อาจทำได้เพียงแค่นั่งรอให้ราคาปรับตัวลงมา หรือ “รอรถ” วนกลับมารับ เพราะเกรงว่าหากรีบกระโดดขึ้นไปจะติดดอย

ดังนั้นการ ตกรถ จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง อย่าตกรถ! ระวังตกรถ! แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเราไม่สามารถมั่นใจอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่าราคาหุ้นที่เรามองอยู่นั้นจะวิ่งขึ้นไปในอนาคตได้หรือเปล่า อาจจะตกก็ได้? การ “กระโดดลงจากรถ” (รีบขายหุ้นทิ้ง) แล้วรถวิ่งต่อนั้นมีความหมายเหมือนกับการขายหมู

ยกตัวอย่างการใช้งาน: นายเอได้รับข่าวลือมาว่าราคาหุ้น XXX จะดีดขึ้นไปเกิน 30% ในวันพรุ่งนี้ แต่ก็ยังลังเลว่าจะซื้อดีหรือเปล่า เพราะถ้าข่าวเกิดเป็นจริงขึ้นมาก็คงตกรถ…

]]>
“ตกรถ” เป็นคำศัพท์เกี่ยวกับการเสียโอกาส…

คำว่า “ตกรถ” หมายความว่าอย่างไร? ตกรถคือการที่หุ้นขึ้นโดยที่ไม่มีเรา นั่นก็หมายความว่าเราไม่ได้ถือหุ้น ไม่มีหุ้นตัวที่ราคาได้ปรับขึ้นไปแล้ว แสดงว่าเราได้ตกรถไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง อาจตีความได้ว่าเสียโอกาสในการทำกำไร รถที่กำลังออกเดินทางนั้นเปรียบเสมือนราคาของหุ้นที่กำลังวิ่งขึ้น หากราคายังวิ่งขึ้นไปไม่ไกลมากก็อาจกระโดดขึ้นรถทัน แต่ถ้าราคาวิ่งไปสูงแล้ว นักเล่นหุ้นก็อาจทำได้เพียงแค่นั่งรอให้ราคาปรับตัวลงมา หรือ “รอรถ” วนกลับมารับ เพราะเกรงว่าหากรีบกระโดดขึ้นไปจะติดดอย

ดังนั้นการ ตกรถ จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง อย่าตกรถ! ระวังตกรถ! แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเราไม่สามารถมั่นใจอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่าราคาหุ้นที่เรามองอยู่นั้นจะวิ่งขึ้นไปในอนาคตได้หรือเปล่า อาจจะตกก็ได้? การ “กระโดดลงจากรถ” (รีบขายหุ้นทิ้ง) แล้วรถวิ่งต่อนั้นมีความหมายเหมือนกับการขายหมู

ยกตัวอย่างการใช้งาน: นายเอได้รับข่าวลือมาว่าราคาหุ้น XXX จะดีดขึ้นไปเกิน 30% ในวันพรุ่งนี้ แต่ก็ยังลังเลว่าจะซื้อดีหรือเปล่า เพราะถ้าข่าวเกิดเป็นจริงขึ้นมาก็คงตกรถ…

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%96/feed/ 0
ติดดอย http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2/ http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2/#comments Wed, 21 Aug 2013 18:15:03 +0000 http://hoondb.com/?p=42 คำว่า “ติดดอย” หมายความว่าอย่างไร? ติดดอยคือการที่ผู้ถือหุ้นได้เก็บหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ไว้ ในขณะที่ราคาหุ้นร่วงลงมาเรื่อย ๆ ยิ่งราคาหุ้นลดลงมากเท่าไหร่ ยิ่งติดดอยสูงเท่านั้น จะขายทิ้งเลยก็ทำไม่ได้เพราะว่าเสียดาย คิดว่าหากขายทิ้งไปยังไงในอนาคตราคาหุ้นก็น่าจะกลับมายืนอยู่ที่เดิมที่ซื้อไว้ได้ ก็เลยจำใจต้องทนถือหุ้นต่อไปเรื่อย ๆ เปรียบเทียบได้กับคนที่ติดอยู่บนดอย ทั้งเหงา ทั้งเศร้าและอ้างว้าง ครั้นจะกระโดดลงมาจากดอยก็ทำไม่ได้เพราะสูงเกินไป อาจเจ็บตัวหนัก ทำได้แค่เฝ้ารอคนขึ้นไปรับหรือยอมตายกระโดดลงมา

ดังนั้นอาการ ติดดอย จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เรามักได้ยินนักลงทุนในตลาดพูดว่า อย่าติดดอย! หรือ ระวังติดดอย! แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเราไม่สามารถมั่นใจได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าราคาหุ้นที่เราถืออยู่นั้นอยู่ส่วนใหนของภูเขาแล้ว อาจเป็นยอดดอยในช่วงเวลา 1 เดือนนับจากตอนนี้ หรืออาจจะเป็นเพียงแค่ตีนดอยในอีก 1 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ นักลงทุนบางคนใช้คำว่าว่าติดยอดดอยเอเวอร์เรส หรือติดดอยอยู่ดาวอังคาร ในกรณีที่ราคาหุ้นลดลงไปอย่างรุนแรงจนแทบหมดหวังว่าราคาจะสามารถเด้งกลับมาที่เดิมได้

ยกตัวอย่างการใช้งาน: หุ้นที่นายเอถืออยู่มีมูลค่าลดลงวันละประมาน 3% ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว วันแรกนายเอคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงจะดีขึ้นเอง เช่นเดียวกับวันที่สองและสาม แต่แล้วพอผ่านไปหลาย ๆ วันเข้านายเอก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าติดดอย

]]>
“ติดดอย” เป็นคำศัพท์เกี่ยวกับการขาดทุน…

คำว่า “ติดดอย” หมายความว่าอย่างไร? ติดดอยคือการที่ผู้ถือหุ้นได้เก็บหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ไว้ ในขณะที่ราคาหุ้นร่วงลงมาเรื่อย ๆ ยิ่งราคาหุ้นลดลงมากเท่าไหร่ ยิ่งติดดอยสูงเท่านั้น จะขายทิ้งเลยก็ทำไม่ได้เพราะว่าเสียดาย คิดว่าหากขายทิ้งไปยังไงในอนาคตราคาหุ้นก็น่าจะกลับมายืนอยู่ที่เดิมที่ซื้อไว้ได้ ก็เลยจำใจต้องทนถือหุ้นต่อไปเรื่อย ๆ เปรียบเทียบได้กับคนที่ติดอยู่บนดอย ทั้งเหงา ทั้งเศร้าและอ้างว้าง ครั้นจะกระโดดลงมาจากดอยก็ทำไม่ได้เพราะสูงเกินไป อาจเจ็บตัวหนัก ทำได้แค่เฝ้ารอคนขึ้นไปรับหรือยอมตายกระโดดลงมา

ดังนั้นอาการ ติดดอย จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เรามักได้ยินนักลงทุนในตลาดพูดว่า อย่าติดดอย! หรือ ระวังติดดอย! แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเราไม่สามารถมั่นใจได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าราคาหุ้นที่เราถืออยู่นั้นอยู่ส่วนใหนของภูเขาแล้ว อาจเป็นยอดดอยในช่วงเวลา 1 เดือนนับจากตอนนี้ หรืออาจจะเป็นเพียงแค่ตีนดอยในอีก 1 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ นักลงทุนบางคนใช้คำว่าว่าติดยอดดอยเอเวอร์เรส หรือติดดอยอยู่ดาวอังคาร ในกรณีที่ราคาหุ้นลดลงไปอย่างรุนแรงจนแทบหมดหวังว่าราคาจะสามารถเด้งกลับมาที่เดิมได้

ยกตัวอย่างการใช้งาน: หุ้นที่นายเอถืออยู่มีมูลค่าลดลงวันละประมาน 3% ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว วันแรกนายเอคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงจะดีขึ้นเอง เช่นเดียวกับวันที่สองและสาม แต่แล้วพอผ่านไปหลาย ๆ วันเข้านายเอก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าติดดอย

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2/feed/ 0
ขายหมู http://hoondb.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9/ http://hoondb.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9/#comments Wed, 21 Aug 2013 13:36:49 +0000 http://hoondb.com/?p=7 คำว่า “ขายหมู” หมายความว่าอย่างไร? ขายหมูคือการที่ผู้ถือหุ้นได้ขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เพื่อทำกำไร แต่แล้วหุ้นที่ขายไปกลับมีราคาที่พุ่งสูงขึ้นกว่าตอนที่ขายไปเรื่อย ๆ ทำให้ได้กำไรน้อยกว่าที่สมควรจะได้ นั่นหมายความว่าหากถือหุ้นต่อไปโดยที่ยังไม่ขายจะทำให้มีกำไรมากกว่าเดิมเยอะ หรือเรียกได้ว่าขายหุ้นไปในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของมัน เปรียบเทียบได้กับการขายหมูตัวเล็ก ๆ หากเก็บไว้เจ้าหมูที่เลี้ยงก็จะเติบโตอ้วนท้วนสมบูรณ์ และสามรถขายไปได้ในราคาที่ดีกว่า

ดังนั้นการ ขายหมู จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง อย่าขายหมู! ห้ามขายหมู! แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเราไม่สามารถมั่นใจอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่าหุ้นที่เราถืออยู่ จะเติบโตกลายเป็นหมูตัวใหญ่ๆ เนื้อเยอะๆ ขายได้ราคางามๆ ในอนาคตได้หรือเปล่า

ยกตัวอย่างการใช้งาน: นายเอตัดสินใจขายหุ้น XXX ไปในราคา 18 บาท แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานราคา หุ้น XXX ได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 20 บาท สรุปได้ว่า นายเอขายหมู

]]>
“ขายหมู” เป็นคำศัพท์เกี่ยวกับการขายหุ้น…

คำว่า “ขายหมู” หมายความว่าอย่างไร? ขายหมูคือการที่ผู้ถือหุ้นได้ขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เพื่อทำกำไร แต่แล้วหุ้นที่ขายไปกลับมีราคาที่พุ่งสูงขึ้นกว่าตอนที่ขายไปเรื่อย ๆ ทำให้ได้กำไรน้อยกว่าที่สมควรจะได้ นั่นหมายความว่าหากถือหุ้นต่อไปโดยที่ยังไม่ขายจะทำให้มีกำไรมากกว่าเดิมเยอะ หรือเรียกได้ว่าขายหุ้นไปในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของมัน เปรียบเทียบได้กับการขายหมูตัวเล็ก ๆ หากเก็บไว้เจ้าหมูที่เลี้ยงก็จะเติบโตอ้วนท้วนสมบูรณ์ และสามรถขายไปได้ในราคาที่ดีกว่า

ดังนั้นการ ขายหมู จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง อย่าขายหมู! ห้ามขายหมู! แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเราไม่สามารถมั่นใจอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่าหุ้นที่เราถืออยู่ จะเติบโตกลายเป็นหมูตัวใหญ่ๆ เนื้อเยอะๆ ขายได้ราคางามๆ ในอนาคตได้หรือเปล่า

ยกตัวอย่างการใช้งาน: นายเอตัดสินใจขายหุ้น XXX ไปในราคา 18 บาท แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานราคา หุ้น XXX ได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 20 บาท สรุปได้ว่า นายเอขายหมู

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9/feed/ 0