หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » HOON 101 http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 ประโยชน์ของหุ้นและการลงทุน? http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/ http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/#comments Mon, 09 Sep 2013 16:54:36 +0000 http://hoondb.com/?p=771 ทำไมต้องเล่นหุ้น อะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนในหุ้น? พูดกันตามตรงเลยการใช้เงินนั้นเป็นเรื่องสนุก! สนุกกว่าการพยามเก็บเงินเยอะ หากคุณมีเงินเหลืออยู่ในบัญชี คุณอาจซื้อทีวีเครื่องใหม่ รถยนต์คันใหม่ สร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อเรือยอร์ชส่วนตัว หรือเที่ยวรอบโลกอย่างที่เคยฝันไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่แบบนั้นเพราะคุณมีเงินในบัญชีที่ไม่มากพอ การนำเงินเก็บมาลงทุนทำให้มันงอกเงยจึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ฐานะของตนเองและครอบครัว

บนโลกนี้มีวิธีหาเงินอยู่สองวิธีคือ 1. ทำงาน (มนุษย์เงินเดือน เวลาแลกเงิน) 2. ใช้เงินทำงาน (การลงทุน) พวกเราส่วนใหญ่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า การหาเงินคือการหางานทำ มีเงินเดือน และนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างนึงก็คือ หากต้องการเงินเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องทำงานมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องการเวลานอน เวลาพักผ่อนอยู่ดี การทำงานหาเงินเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาใช้ชีวิตมันไม่มีความสุขหรอก

คุณไม่สามารถก๊อบปี้ตัวเองออกมาเป็นสองคนแล้วช่วยกันทำงานหาเงินใช่หรือไม่? ดังนั้นคุณจึงต้องใช้ลูกน้องของคุณในการช่วยหาเงิน ซึ่งก็คือ “เงิน” นั่นเอง! ด้วยวิธีนี้ ในขณะที่คุณกำลังทำเรื่องอื่นอยู่เช่น งานประจำตอนกลางวัน ดูหนังตอนกลางคืน อ่านหนังสือคลายเครียด หรือสังสรรค์กับเพื่อน ๆ คุณก็ยังสามารถทำเงินได้อยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับเรื่องอื่น ๆ การลงทุนสามารถเพิ่มศักยภาพในการหาเงินของคุณได้

หุ้น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม ที่ดิน ธุรกิจ และอื่น ๆ ที่สามารถจัดได้ว่าเป็นการลงทุน ล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ในความเป็นจริงแล้วหลักการที่เราพูดถึงในด้านบนไม่ได้ให้ความสำคัญเลยว่าจะเป็นการลงทุนด้วยวิธีไหน เพราะหัวใจของมันก็คือการใช้เงินทำงานเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น แต่ตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การลงทุนในหุ้นก่อน

ข้อดีของการลงทุนในหุ้น

1. ให้ผลตอบแทนที่ดี: คุณรู้หรือไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปี 2012 เท่ากับ 3% การฝากเงินไว้ในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีซักเท่าไหร่สำหรับผลตอบแทน แต่การลงทุนในหุ้นอย่างถูกวิธีสามารถสร้างผลตอบแทนดีกว่าทั้งจาก Capital gain และจากเงินปันผลในระยะยาว 2. ดูแลจัดการง่าย: ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการถือหุ้นไม่ว่าจะถือไว้นานซักแค่ไหนก็ตาม จะถือไว้ตลอดชีวิตเลยก็ได้!! อยากขายทิ้งเมื่อไหร่ก็สามารถขายได้ทันที ไม่มีสัญญาผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถลงทุนซื้อขายได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทีมเหมือนการทำธุรกิจ

3. มีความโปร่งใส: สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่นรายงานประจำปีของบริษัทเพื่อวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจลงทุนได้ ไม่มีใครบังคับให้คุณรีบลงทุน สามารถใช้เวลานานเท่าไหร่ในการศึกษาก่อนลงทุนก็ได้ ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และ/หรือ ผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อเสียของการลงทุนในหุ้น

ราคาผันผวน: ราคาของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ การขาดทุน (Capital loss) จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากนักลงทุนวิเคราะห์ผิดพลาด หรือมีแผนจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดีมากพอ นักลงทุนที่มีอายุเยอะแล้ว (ใกล้เกษียณ) อาจไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงนี้ได้จึงไม่ควรลงทุนเป็นหุ้นทั้งหมด แนะนำให้ลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

สรุปประโยชน์ของการลงทุนในหุ้น

ยกตัวอย่างที่ดีของหุ้นที่ประสบความสำเร็จเช่น SCBLIF (บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต) ในวันที่ 27/11/2008 หุ้น SCBLIF มีราคาอยู่ที่ 145 บาท เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีราคา SCBLIF ได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1,016 บาท (9/9/2013) นักลงทุนที่ได้ซื้อ SCBLIF เก็บเอาไว้เมื่อปี 2008 จะมีเงินเพิ่มมากขึ้นถึง 7 เท่าตัวในปี 2013 ดังนั้นหากเราเลือกลงทุนกับหุ้นดี ๆ ซักตัวในจังหวะที่เหมาะสม มันก็อาจสร้างผลตอบแทนให้เราได้เป็นกอบเป็นกำ ในทางกลับกัน เงินต้นของเราอาจหายไปมากกว่า 50% หรือหายไปทั้งหมดเลย (ในกรณีที่แย่ที่สุด) ก็เป็นได้หากเราเลือกหุ้นผิดตัวและไม่มีความรู้มากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์…

]]>
การลงทุนในหุ้นมีประโยชน์อย่างไร…

ทำไมต้องเล่นหุ้น อะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนในหุ้น? พูดกันตามตรงเลยการใช้เงินนั้นเป็นเรื่องสนุก! สนุกกว่าการพยามเก็บเงินเยอะ หากคุณมีเงินเหลืออยู่ในบัญชี คุณอาจซื้อทีวีเครื่องใหม่ รถยนต์คันใหม่ สร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อเรือยอร์ชส่วนตัว หรือเที่ยวรอบโลกอย่างที่เคยฝันไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่แบบนั้นเพราะคุณมีเงินในบัญชีที่ไม่มากพอ การนำเงินเก็บมาลงทุนทำให้มันงอกเงยจึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ฐานะของตนเองและครอบครัว

บนโลกนี้มีวิธีหาเงินอยู่สองวิธีคือ 1. ทำงาน (มนุษย์เงินเดือน เวลาแลกเงิน) 2. ใช้เงินทำงาน (การลงทุน) พวกเราส่วนใหญ่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า การหาเงินคือการหางานทำ มีเงินเดือน และนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างนึงก็คือ หากต้องการเงินเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องทำงานมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องการเวลานอน เวลาพักผ่อนอยู่ดี การทำงานหาเงินเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาใช้ชีวิตมันไม่มีความสุขหรอก

คุณไม่สามารถก๊อบปี้ตัวเองออกมาเป็นสองคนแล้วช่วยกันทำงานหาเงินใช่หรือไม่? ดังนั้นคุณจึงต้องใช้ลูกน้องของคุณในการช่วยหาเงิน ซึ่งก็คือ “เงิน” นั่นเอง! ด้วยวิธีนี้ ในขณะที่คุณกำลังทำเรื่องอื่นอยู่เช่น งานประจำตอนกลางวัน ดูหนังตอนกลางคืน อ่านหนังสือคลายเครียด หรือสังสรรค์กับเพื่อน ๆ คุณก็ยังสามารถทำเงินได้อยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับเรื่องอื่น ๆ การลงทุนสามารถเพิ่มศักยภาพในการหาเงินของคุณได้

หุ้น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม ที่ดิน ธุรกิจ และอื่น ๆ ที่สามารถจัดได้ว่าเป็นการลงทุน ล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ในความเป็นจริงแล้วหลักการที่เราพูดถึงในด้านบนไม่ได้ให้ความสำคัญเลยว่าจะเป็นการลงทุนด้วยวิธีไหน เพราะหัวใจของมันก็คือการใช้เงินทำงานเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น แต่ตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การลงทุนในหุ้นก่อน

ข้อดีของการลงทุนในหุ้น

1. ให้ผลตอบแทนที่ดี: คุณรู้หรือไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปี 2012 เท่ากับ 3% การฝากเงินไว้ในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีซักเท่าไหร่สำหรับผลตอบแทน แต่การลงทุนในหุ้นอย่างถูกวิธีสามารถสร้างผลตอบแทนดีกว่าทั้งจาก Capital gain และจากเงินปันผลในระยะยาว

2. ดูแลจัดการง่าย:
ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการถือหุ้นไม่ว่าจะถือไว้นานซักแค่ไหนก็ตาม จะถือไว้ตลอดชีวิตเลยก็ได้!! อยากขายทิ้งเมื่อไหร่ก็สามารถขายได้ทันที ไม่มีสัญญาผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถลงทุนซื้อขายได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทีมเหมือนการทำธุรกิจ

3. มีความโปร่งใส: สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่นรายงานประจำปีของบริษัทเพื่อวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจลงทุนได้ ไม่มีใครบังคับให้คุณรีบลงทุน สามารถใช้เวลานานเท่าไหร่ในการศึกษาก่อนลงทุนก็ได้ ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และ/หรือ ผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อเสียของการลงทุนในหุ้น

ราคาผันผวน: ราคาของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ การขาดทุน (Capital loss) จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากนักลงทุนวิเคราะห์ผิดพลาด หรือมีแผนจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดีมากพอ นักลงทุนที่มีอายุเยอะแล้ว (ใกล้เกษียณ) อาจไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงนี้ได้จึงไม่ควรลงทุนเป็นหุ้นทั้งหมด แนะนำให้ลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

สรุปประโยชน์ของการลงทุนในหุ้น

ยกตัวอย่างที่ดีของหุ้นที่ประสบความสำเร็จเช่น SCBLIF (บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต) ในวันที่ 27/11/2008 หุ้น SCBLIF มีราคาอยู่ที่ 145 บาท เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีราคา SCBLIF ได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1,016 บาท (9/9/2013) นักลงทุนที่ได้ซื้อ SCBLIF เก็บเอาไว้เมื่อปี 2008 จะมีเงินเพิ่มมากขึ้นถึง 7 เท่าตัวในปี 2013 ดังนั้นหากเราเลือกลงทุนกับหุ้นดี ๆ ซักตัวในจังหวะที่เหมาะสม มันก็อาจสร้างผลตอบแทนให้เราได้เป็นกอบเป็นกำ ในทางกลับกัน เงินต้นของเราอาจหายไปมากกว่า 50% หรือหายไปทั้งหมดเลย (ในกรณีที่แย่ที่สุด) ก็เป็นได้หากเราเลือกหุ้นผิดตัวและไม่มีความรู้มากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์…

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/feed/ 0
ตลาดหุ้นคืออะไร? http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments Sat, 07 Sep 2013 09:15:47 +0000 http://hoondb.com/?p=648 ตลาดหุ้นคืออะไร? ทำไมถึงต้องมีตลาดหุ้นด้วย? ตลาดหุ้นคือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ อ่านความหมายของตลาดหุ้นตรงนี้ ในบทความนี้เราจะอธิบายถึงพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างง่าย ๆ หากลองย้อนกลับไปเรื่องกิจการร้านอาหารไทยในบทความที่แล้ว (หุ้นคืออะไร?) คุณต้องการผู้ร่วมลงทุน แต่คุณไม่รู้จะไปหานักลงทุนเหล่านั้นจากที่ไหน คุณอาจหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาร่วมลงทุนก็เป็นได้ แต่หากวันนึงผู้ร่วมลงทุนต้องการขายหุ้นทิ้งไปล่ะ? พวกเขาก็ต้องออกตระเวนหานักลงทุนรายใหม่เพื่อที่จะขายหุ้นให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะกิจการที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้!

Supermarket (ซุปเปอร์มาร์เก็ต) คือสถานที่ขายอาหาร เหตุผลที่คุณต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เพราะมันรวมอาหารทุก ๆ อย่างเอาไว้ในที่เดียวกัน มันง่ายกว่าการขับรถไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อสด แล้ววนไปร้านขายผัก หรือร้านเฉพาะทางต่าง ๆ ตลาดหุ้นก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับหุ้น! ให้ลองจินตนาการว่า SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) คือห้องใหญ่ ๆ ห้องนึงที่ทุกคนสามารถเข้าไปทำการซื้อหุ้นหรือขายหุ้นก็ได้ การซื้อขายหุ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เราไม่ต้องเดินทางไปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อซื้อขายหุ้น แค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก็สามารถซื้อขายผ่านการโทรสั่งเจ้าหน้าที่การตลาด หรือส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อความรวดเร็วและยังประหยัดค่าคอมอีกด้วย

  EBAY | AMAZON | STOCK MARKET

สมมุติว่าเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก Amazon เราก็จะค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอราคาที่เราพอใจ ผู้ขายอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าราคาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ถ้าขายได้น้อยแสดงว่าราคาสูงเกินไปหรือว่าสินค้าไม่ดีกันแน่? รูปแบบการขายนี้ทำให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะว่ารู้ราคาของผู้ขาย แต่ผู้ขายไม่รู้ราคาของผู้ที่สนใจจะซื้อ

ในทางกลับกันหากเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก ebay เราจะต้องไป Bid (ประมูล) แข่งกับผู้ซื้อคนอื่น ๆ และจะไม่เห็น reserve price (ราคาขั้นต่ำที่ผู้ขายต้องการขาย) จะเห็นได้ว่าผู้ขายเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสามารถเห็น demand ของผู้ซื้อได้ในขณะที่ผู้ซื้อไม่รู้ราคาขั้นต่ำของผู้ขาย ebay และ Amazon จึงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ Demand ของผู้ซื้อ และ Supply ของผู้ขาย แต่ทั้งสองมีข้อจำกัดที่คล้าย ๆ กันคือ 1. ความโปร่งใสทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขาย 2. ความกระจัดกระจาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องหากันให้เจอก่อนที่จะเริ่มซื้อขายกันได้

แต่หลักการทำงานของ ตลาดหุ้น ไม่เหมือนกับตลาดด้านบนที่กล่าวมา ราคาของฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นโปร่งใส โดยฝ่ายผู้ซื้อต้องตั้งราคาเสนอซื้อ (Bid) และฝ่ายผู้ขายต้องตั้งราคาเสนอขาย (Offer) ตลาดหุ้นมีที่ซื้อขายเพียงที่เดียวเท่านั้นสำหรับหุ้นแต่ละตัว ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องหากันให้เจอก่อน ความกระจัดกระจายของแหล่งที่ขายจึงไม่มี ราคาจะเป็นไปตามกลไกการของตลาด การซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจะถูกจับคู่ให้เองโดยอัตโนมัติ (ตามคิว) หลังจากที่ผู้ซื้อและผู้ขายส่งคำสั่ง Bid และ Offer

ยกตัวอย่างการซื้อขาย iPhone ในรูปแบบของตลาดหุ้น: หากผู้ที่ต้องการขายไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอขายที่ (101, 102, 103, 104 ดอลล่าร์) และผู้ที่ต้องการซื้อไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอซื้อที่ (99, 98, 97, 96 ดอลล่าร์) การซื้อขายก็จะไม่เกิดขึ้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกจับคู่ซื้อขายก็ต่อเมื่อราคาตรงกันเท่านั้น (ราคาที่ทั้งสองฝั่งพึงพอใจ) เช่นถ้าผู้ซื้อตั้ง bid ที่ 100 และผู้ขายตั้ง offer ที่ 100 ทั้งสองคนก็จะถูกจับคู่กันโดยทันที (การซื้อขายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) ราคาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นล่าสุดของ iPhone ก็จะเท่ากับ 100 ดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าการจับคู่ซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทั้งสองฝั่งสามารถตกลงราคากันได้เท่านั้น

ลองสมมุติใหม่ว่าวันดีคืนดีมีข่าวออกมาว่าไอโฟนทุกเครื่องมีปัญหาเรื่องแบตเสื่อมอย่างรุนแรงหลังจากการใช้งานได้เพียง 3 เดือน ทุกคนจึงเทขายไอโฟนออกมา ทำให้ในตลาดมีคนต้องการขายมากกว่าคนต้องการซื้อ (supply > demand) ราคาไอโฟนจึงร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่ตลาดคิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

ตัวอย่างด้านบนเป็นเพียงการซื้อขายของสินค้าด้วยรูปแบบกลไกลของตลาดหุ้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างตลาดซื้อขายทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีหุ้นมากกว่า 500 ตัวในตลาด การขึ้นลงของราคาหุ้นเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SET Index ที่เราใช้เป็นเครื่องสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้น (ผลกระทบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ Market Cap ของหุ้นตัวนั้น ๆ)

หากลองมองย้อนกลับไปในอดีตเราสามารถสังเกตุได้ถึงความสัมพันธ์ของ SET Index และเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันโดยตลอดมา อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเป็นตลาดแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ ราคาของหุ้นในตลาดจึงสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้ (สามารถรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงสวนกระแสเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นระยะ ๆ ได้

]]>
ตลาดหุ้นคือ…

ตลาดหุ้นคืออะไร? ทำไมถึงต้องมีตลาดหุ้นด้วย? ตลาดหุ้นคือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ อ่านความหมายของตลาดหุ้นตรงนี้ ในบทความนี้เราจะอธิบายถึงพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างง่าย ๆ หากลองย้อนกลับไปเรื่องกิจการร้านอาหารไทยในบทความที่แล้ว (หุ้นคืออะไร?) คุณต้องการผู้ร่วมลงทุน แต่คุณไม่รู้จะไปหานักลงทุนเหล่านั้นจากที่ไหน คุณอาจหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาร่วมลงทุนก็เป็นได้ แต่หากวันนึงผู้ร่วมลงทุนต้องการขายหุ้นทิ้งไปล่ะ? พวกเขาก็ต้องออกตระเวนหานักลงทุนรายใหม่เพื่อที่จะขายหุ้นให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะกิจการที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้!

Supermarket (ซุปเปอร์มาร์เก็ต) คือสถานที่ขายอาหาร เหตุผลที่คุณต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เพราะมันรวมอาหารทุก ๆ อย่างเอาไว้ในที่เดียวกัน มันง่ายกว่าการขับรถไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อสด แล้ววนไปร้านขายผัก หรือร้านเฉพาะทางต่าง ๆ ตลาดหุ้นก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับหุ้น! ให้ลองจินตนาการว่า SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) คือห้องใหญ่ ๆ ห้องนึงที่ทุกคนสามารถเข้าไปทำการซื้อหุ้นหรือขายหุ้นก็ได้ การซื้อขายหุ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เราไม่ต้องเดินทางไปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อซื้อขายหุ้น แค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก็สามารถซื้อขายผ่านการโทรสั่งเจ้าหน้าที่การตลาด หรือส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อความรวดเร็วและยังประหยัดค่าคอมอีกด้วย

  EBAY | AMAZON | STOCK MARKET

สมมุติว่าเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก Amazon เราก็จะค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอราคาที่เราพอใจ ผู้ขายอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าราคาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ถ้าขายได้น้อยแสดงว่าราคาสูงเกินไปหรือว่าสินค้าไม่ดีกันแน่? รูปแบบการขายนี้ทำให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะว่ารู้ราคาของผู้ขาย แต่ผู้ขายไม่รู้ราคาของผู้ที่สนใจจะซื้อ

ในทางกลับกันหากเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก ebay เราจะต้องไป Bid (ประมูล) แข่งกับผู้ซื้อคนอื่น ๆ และจะไม่เห็น reserve price (ราคาขั้นต่ำที่ผู้ขายต้องการขาย) จะเห็นได้ว่าผู้ขายเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสามารถเห็น demand ของผู้ซื้อได้ในขณะที่ผู้ซื้อไม่รู้ราคาขั้นต่ำของผู้ขาย ebay และ Amazon จึงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ Demand ของผู้ซื้อ และ Supply ของผู้ขาย แต่ทั้งสองมีข้อจำกัดที่คล้าย ๆ กันคือ 1. ความโปร่งใสทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขาย 2. ความกระจัดกระจาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องหากันให้เจอก่อนที่จะเริ่มซื้อขายกันได้

แต่หลักการทำงานของ ตลาดหุ้น ไม่เหมือนกับตลาดด้านบนที่กล่าวมา ราคาของฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นโปร่งใส โดยฝ่ายผู้ซื้อต้องตั้งราคาเสนอซื้อ (Bid) และฝ่ายผู้ขายต้องตั้งราคาเสนอขาย (Offer) ตลาดหุ้นมีที่ซื้อขายเพียงที่เดียวเท่านั้นสำหรับหุ้นแต่ละตัว ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องหากันให้เจอก่อน ความกระจัดกระจายของแหล่งที่ขายจึงไม่มี ราคาจะเป็นไปตามกลไกการของตลาด การซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจะถูกจับคู่ให้เองโดยอัตโนมัติ (ตามคิว) หลังจากที่ผู้ซื้อและผู้ขายส่งคำสั่ง Bid และ Offer

ยกตัวอย่างการซื้อขาย iPhone ในรูปแบบของตลาดหุ้น: หากผู้ที่ต้องการขายไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอขายที่ (101, 102, 103, 104 ดอลล่าร์) และผู้ที่ต้องการซื้อไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอซื้อที่ (99, 98, 97, 96 ดอลล่าร์) การซื้อขายก็จะไม่เกิดขึ้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกจับคู่ซื้อขายก็ต่อเมื่อราคาตรงกันเท่านั้น (ราคาที่ทั้งสองฝั่งพึงพอใจ) เช่นถ้าผู้ซื้อตั้ง bid ที่ 100 และผู้ขายตั้ง offer ที่ 100 ทั้งสองคนก็จะถูกจับคู่กันโดยทันที (การซื้อขายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) ราคาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นล่าสุดของ iPhone ก็จะเท่ากับ 100 ดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าการจับคู่ซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทั้งสองฝั่งสามารถตกลงราคากันได้เท่านั้น

ลองสมมุติใหม่ว่าวันดีคืนดีมีข่าวออกมาว่าไอโฟนทุกเครื่องมีปัญหาเรื่องแบตเสื่อมอย่างรุนแรงหลังจากการใช้งานได้เพียง 3 เดือน ทุกคนจึงเทขายไอโฟนออกมา ทำให้ในตลาดมีคนต้องการขายมากกว่าคนต้องการซื้อ (supply > demand) ราคาไอโฟนจึงร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่ตลาดคิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

ตัวอย่างด้านบนเป็นเพียงการซื้อขายของสินค้าด้วยรูปแบบกลไกลของตลาดหุ้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างตลาดซื้อขายทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีหุ้นมากกว่า 500 ตัวในตลาด การขึ้นลงของราคาหุ้นเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SET Index ที่เราใช้เป็นเครื่องสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้น (ผลกระทบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ Market Cap ของหุ้นตัวนั้น ๆ)

หากลองมองย้อนกลับไปในอดีตเราสามารถสังเกตุได้ถึงความสัมพันธ์ของ SET Index และเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันโดยตลอดมา อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเป็นตลาดแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ ราคาของหุ้นในตลาดจึงสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้ (สามารถรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงสวนกระแสเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นระยะ ๆ ได้

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/ 0
หุ้นคืออะไร? http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments Wed, 04 Sep 2013 14:52:30 +0000 http://hoondb.com/?p=18 เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าหุ้นคืออะไร ทำไมถึงต้องมีหุ้นด้วย? บทความนี้จะอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับหุ้นให้อ่านแบบง่าย ๆ หากต้องการความหมายของหุ้นให้อ่านตรงนี้ก่อน! ลองสมมุติดูว่าคุณต้องการจะทำธุรกิจร้านอาหารไทย โดยคำนวนและตัดสินใจแล้วว่าจะต้องลงทุนเป็นเงินทั้งหมด 10 ล้านบาทเพื่อที่จะจัดตั้งบริษัทและเปิดร้านอาหารแห่งนี้ได้ คุณแบ่งบริษัทของคุณเป็น 1000 ส่วน หรือ 1000 หุ้น และกำหนดราคาไว้ที่หุ้นละ 1 หมื่นบาท หากสามารถขายหุ้นทั้งหมดให้กับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณก็จะได้รับเงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท (1000 หุ้น x 1 หมื่นบาท) เป็นทุนสำหรับเปิดบริษัท

ถ้าในปีแรกร้านอาหารของคุณได้กำไรเป็นจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากหักภาษีแล้ว หุ้นแต่ละหน่วยก็จะได้รับผลตอบแทน 1 ส่วน 1000 (1/1000) ของกำไร คุณจะต้องเอา 1 ล้านบาทที่เป็นกำไรมาหาร 1 พันซึ่งเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท กำไรต่อหุ้น หรือ Earnings per share ก็จะเท่ากับ 100 บาท หลังจากนั้นก็จะมีการเรียกประชุม คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้เงินในการ จ่ายเงินสดปันผล (Cash Dividend), ซื้อหุ้นคืน (Stock Repurchase) หรือว่านำไปขยายกิจการต่อไป

เมื่อถึงจุดนึง คุณมีความต้องการที่จะขายหุ้นของกิจการร้านอาหารไทยที่คุณได้เปิดขึ้นมา โดยถ้าบริษัทใหญ่มากพอและผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของ ตลาดหลักทรัพย์ คุณก็จะสามารถนำหุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดได้ (IPO) สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือการซื้อขาย นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้โดยผ่าน โบรกเกอร์ โดยบอกกับตลาดว่าพวกเขาสนใจที่จะซื้อขายหุ้นของบริษัทใดบริษัทนึง หรือที่เราเรียกว่าการส่งคำสั่งซื้อขาย ตลาดก็จะจับคู่ซื้อขายให้กับนักลงทุนพร้อมกับคิด ค่าคอมมิสชั่น (commision) สำหรับดำเนินการ

ในความเป็นจริงแล้วมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทระดับหมื่นล้านหรือบริษัทเล็ก ๆ ผู้ถือหุ้นทุกคนคือเจ้าของบริษัทเหมือนกัน (ตามสัดส่วนที่ถือครอง) โดยราคาของหุ้นที่อยู่ในตลาดไม่แตกต่างจากการประมูลสินค้า นักลงทุนเช่นคุณกำลังตัดสินใจที่จะซื้อ หรือขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นหุ้น DTAC (บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) อยู่ที่ราคา 100 บาทต่อหุ้นในตอนนี้ หากมีคนต้องการขายมัน แต่ดันไม่มีใครอยากซื้อที่ราคานี้ ราคาหุ้น DTAC ก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีใครซักคนเข้ามาช้อนซื้อ และในทางกลับกันสมมุติว่านักลงทุนส่วนใหญ่เห็นว่า DTAC สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและคาดว่าจะมีกำไรมากมายในอนาคต ราคาหุ้น DTAC ก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะมีคนต้องการซื้อในราคาที่สูงกว่าตอนนี้ หรือ หากมีนักลงทุนรายใหญ่เทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มี Supply มากกว่า Demand ชั่วขณะ ก็สามารถส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงได้เช่นกัน

สรุปแล้ว หุ้นคือ หลักทรัพย์หรือหน่วยของบริษัทที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของในตัวบริษัทนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถมีทั้งกำไรและขาดทุนได้ขึ้นอยู่กับกิจการของบริษัทว่าดำเนินไปได้ด้วยดี มีอนาคตหรือเปล่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นมีเยอะแยะมากมาย ราคาของหุ้นจึงอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของมันก็เป็นได้ ซึ่งคำว่า “มูลค่าที่แท้จริง” หรือ “Intrinsic Value” ของหุ้นแต่ละตัวก็ต้องไปตีความกันอีกที เพราะความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับราคาหุ้น…

]]>
หุ้นคือหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง…

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าหุ้นคืออะไร ทำไมถึงต้องมีหุ้นด้วย? บทความนี้จะอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับหุ้นให้อ่านแบบง่าย ๆ หากต้องการความหมายของหุ้นให้อ่านตรงนี้ก่อน! ลองสมมุติดูว่าคุณต้องการจะทำธุรกิจร้านอาหารไทย โดยคำนวนและตัดสินใจแล้วว่าจะต้องลงทุนเป็นเงินทั้งหมด 10 ล้านบาทเพื่อที่จะจัดตั้งบริษัทและเปิดร้านอาหารแห่งนี้ได้ คุณแบ่งบริษัทของคุณเป็น 1000 ส่วน หรือ 1000 หุ้น และกำหนดราคาไว้ที่หุ้นละ 1 หมื่นบาท หากสามารถขายหุ้นทั้งหมดให้กับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณก็จะได้รับเงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท (1000 หุ้น x 1 หมื่นบาท) เป็นทุนสำหรับเปิดบริษัท

ถ้าในปีแรกร้านอาหารของคุณได้กำไรเป็นจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากหักภาษีแล้ว หุ้นแต่ละหน่วยก็จะได้รับผลตอบแทน 1 ส่วน 1000 (1/1000) ของกำไร คุณจะต้องเอา 1 ล้านบาทที่เป็นกำไรมาหาร 1 พันซึ่งเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท กำไรต่อหุ้น หรือ Earnings per share ก็จะเท่ากับ 100 บาท หลังจากนั้นก็จะมีการเรียกประชุม คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้เงินในการ จ่ายเงินสดปันผล (Cash Dividend), ซื้อหุ้นคืน (Stock Repurchase) หรือว่านำไปขยายกิจการต่อไป

เมื่อถึงจุดนึง คุณมีความต้องการที่จะขายหุ้นของกิจการร้านอาหารไทยที่คุณได้เปิดขึ้นมา โดยถ้าบริษัทใหญ่มากพอและผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของ ตลาดหลักทรัพย์ คุณก็จะสามารถนำหุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดได้ (IPO) สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือการซื้อขาย นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้โดยผ่าน โบรกเกอร์ โดยบอกกับตลาดว่าพวกเขาสนใจที่จะซื้อขายหุ้นของบริษัทใดบริษัทนึง หรือที่เราเรียกว่าการส่งคำสั่งซื้อขาย ตลาดก็จะจับคู่ซื้อขายให้กับนักลงทุนพร้อมกับคิด ค่าคอมมิสชั่น (commision) สำหรับดำเนินการ

ในความเป็นจริงแล้วมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทระดับหมื่นล้านหรือบริษัทเล็ก ๆ ผู้ถือหุ้นทุกคนคือเจ้าของบริษัทเหมือนกัน (ตามสัดส่วนที่ถือครอง) โดยราคาของหุ้นที่อยู่ในตลาดไม่แตกต่างจากการประมูลสินค้า นักลงทุนเช่นคุณกำลังตัดสินใจที่จะซื้อ หรือขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นหุ้น DTAC (บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) อยู่ที่ราคา 100 บาทต่อหุ้นในตอนนี้ หากมีคนต้องการขายมัน แต่ดันไม่มีใครอยากซื้อที่ราคานี้ ราคาหุ้น DTAC ก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีใครซักคนเข้ามาช้อนซื้อ และในทางกลับกันสมมุติว่านักลงทุนส่วนใหญ่เห็นว่า DTAC สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและคาดว่าจะมีกำไรมากมายในอนาคต ราคาหุ้น DTAC ก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะมีคนต้องการซื้อในราคาที่สูงกว่าตอนนี้ หรือ หากมีนักลงทุนรายใหญ่เทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มี Supply มากกว่า Demand ชั่วขณะ ก็สามารถส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงได้เช่นกัน

สรุปแล้ว หุ้นคือ หลักทรัพย์หรือหน่วยของบริษัทที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของในตัวบริษัทนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถมีทั้งกำไรและขาดทุนได้ขึ้นอยู่กับกิจการของบริษัทว่าดำเนินไปได้ด้วยดี มีอนาคตหรือเปล่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นมีเยอะแยะมากมาย ราคาของหุ้นจึงอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของมันก็เป็นได้ ซึ่งคำว่า “มูลค่าที่แท้จริง” หรือ “Intrinsic Value” ของหุ้นแต่ละตัวก็ต้องไปตีความกันอีกที เพราะความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับราคาหุ้น…

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/ 0