หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » หุ้นคืออะไร http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 ประโยชน์ของหุ้นและการลงทุน? http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/ http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/#comments Mon, 09 Sep 2013 16:54:36 +0000 http://hoondb.com/?p=771 ทำไมต้องเล่นหุ้น อะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนในหุ้น? พูดกันตามตรงเลยการใช้เงินนั้นเป็นเรื่องสนุก! สนุกกว่าการพยามเก็บเงินเยอะ หากคุณมีเงินเหลืออยู่ในบัญชี คุณอาจซื้อทีวีเครื่องใหม่ รถยนต์คันใหม่ สร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อเรือยอร์ชส่วนตัว หรือเที่ยวรอบโลกอย่างที่เคยฝันไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่แบบนั้นเพราะคุณมีเงินในบัญชีที่ไม่มากพอ การนำเงินเก็บมาลงทุนทำให้มันงอกเงยจึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ฐานะของตนเองและครอบครัว

บนโลกนี้มีวิธีหาเงินอยู่สองวิธีคือ 1. ทำงาน (มนุษย์เงินเดือน เวลาแลกเงิน) 2. ใช้เงินทำงาน (การลงทุน) พวกเราส่วนใหญ่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า การหาเงินคือการหางานทำ มีเงินเดือน และนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างนึงก็คือ หากต้องการเงินเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องทำงานมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องการเวลานอน เวลาพักผ่อนอยู่ดี การทำงานหาเงินเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาใช้ชีวิตมันไม่มีความสุขหรอก

คุณไม่สามารถก๊อบปี้ตัวเองออกมาเป็นสองคนแล้วช่วยกันทำงานหาเงินใช่หรือไม่? ดังนั้นคุณจึงต้องใช้ลูกน้องของคุณในการช่วยหาเงิน ซึ่งก็คือ “เงิน” นั่นเอง! ด้วยวิธีนี้ ในขณะที่คุณกำลังทำเรื่องอื่นอยู่เช่น งานประจำตอนกลางวัน ดูหนังตอนกลางคืน อ่านหนังสือคลายเครียด หรือสังสรรค์กับเพื่อน ๆ คุณก็ยังสามารถทำเงินได้อยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับเรื่องอื่น ๆ การลงทุนสามารถเพิ่มศักยภาพในการหาเงินของคุณได้

หุ้น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม ที่ดิน ธุรกิจ และอื่น ๆ ที่สามารถจัดได้ว่าเป็นการลงทุน ล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ในความเป็นจริงแล้วหลักการที่เราพูดถึงในด้านบนไม่ได้ให้ความสำคัญเลยว่าจะเป็นการลงทุนด้วยวิธีไหน เพราะหัวใจของมันก็คือการใช้เงินทำงานเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น แต่ตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การลงทุนในหุ้นก่อน

ข้อดีของการลงทุนในหุ้น

1. ให้ผลตอบแทนที่ดี: คุณรู้หรือไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปี 2012 เท่ากับ 3% การฝากเงินไว้ในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีซักเท่าไหร่สำหรับผลตอบแทน แต่การลงทุนในหุ้นอย่างถูกวิธีสามารถสร้างผลตอบแทนดีกว่าทั้งจาก Capital gain และจากเงินปันผลในระยะยาว 2. ดูแลจัดการง่าย: ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการถือหุ้นไม่ว่าจะถือไว้นานซักแค่ไหนก็ตาม จะถือไว้ตลอดชีวิตเลยก็ได้!! อยากขายทิ้งเมื่อไหร่ก็สามารถขายได้ทันที ไม่มีสัญญาผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถลงทุนซื้อขายได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทีมเหมือนการทำธุรกิจ

3. มีความโปร่งใส: สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่นรายงานประจำปีของบริษัทเพื่อวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจลงทุนได้ ไม่มีใครบังคับให้คุณรีบลงทุน สามารถใช้เวลานานเท่าไหร่ในการศึกษาก่อนลงทุนก็ได้ ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และ/หรือ ผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อเสียของการลงทุนในหุ้น

ราคาผันผวน: ราคาของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ การขาดทุน (Capital loss) จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากนักลงทุนวิเคราะห์ผิดพลาด หรือมีแผนจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดีมากพอ นักลงทุนที่มีอายุเยอะแล้ว (ใกล้เกษียณ) อาจไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงนี้ได้จึงไม่ควรลงทุนเป็นหุ้นทั้งหมด แนะนำให้ลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

สรุปประโยชน์ของการลงทุนในหุ้น

ยกตัวอย่างที่ดีของหุ้นที่ประสบความสำเร็จเช่น SCBLIF (บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต) ในวันที่ 27/11/2008 หุ้น SCBLIF มีราคาอยู่ที่ 145 บาท เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีราคา SCBLIF ได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1,016 บาท (9/9/2013) นักลงทุนที่ได้ซื้อ SCBLIF เก็บเอาไว้เมื่อปี 2008 จะมีเงินเพิ่มมากขึ้นถึง 7 เท่าตัวในปี 2013 ดังนั้นหากเราเลือกลงทุนกับหุ้นดี ๆ ซักตัวในจังหวะที่เหมาะสม มันก็อาจสร้างผลตอบแทนให้เราได้เป็นกอบเป็นกำ ในทางกลับกัน เงินต้นของเราอาจหายไปมากกว่า 50% หรือหายไปทั้งหมดเลย (ในกรณีที่แย่ที่สุด) ก็เป็นได้หากเราเลือกหุ้นผิดตัวและไม่มีความรู้มากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์…

]]>
การลงทุนในหุ้นมีประโยชน์อย่างไร…

ทำไมต้องเล่นหุ้น อะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนในหุ้น? พูดกันตามตรงเลยการใช้เงินนั้นเป็นเรื่องสนุก! สนุกกว่าการพยามเก็บเงินเยอะ หากคุณมีเงินเหลืออยู่ในบัญชี คุณอาจซื้อทีวีเครื่องใหม่ รถยนต์คันใหม่ สร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อเรือยอร์ชส่วนตัว หรือเที่ยวรอบโลกอย่างที่เคยฝันไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่แบบนั้นเพราะคุณมีเงินในบัญชีที่ไม่มากพอ การนำเงินเก็บมาลงทุนทำให้มันงอกเงยจึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ฐานะของตนเองและครอบครัว

บนโลกนี้มีวิธีหาเงินอยู่สองวิธีคือ 1. ทำงาน (มนุษย์เงินเดือน เวลาแลกเงิน) 2. ใช้เงินทำงาน (การลงทุน) พวกเราส่วนใหญ่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า การหาเงินคือการหางานทำ มีเงินเดือน และนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างนึงก็คือ หากต้องการเงินเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องทำงานมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องการเวลานอน เวลาพักผ่อนอยู่ดี การทำงานหาเงินเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาใช้ชีวิตมันไม่มีความสุขหรอก

คุณไม่สามารถก๊อบปี้ตัวเองออกมาเป็นสองคนแล้วช่วยกันทำงานหาเงินใช่หรือไม่? ดังนั้นคุณจึงต้องใช้ลูกน้องของคุณในการช่วยหาเงิน ซึ่งก็คือ “เงิน” นั่นเอง! ด้วยวิธีนี้ ในขณะที่คุณกำลังทำเรื่องอื่นอยู่เช่น งานประจำตอนกลางวัน ดูหนังตอนกลางคืน อ่านหนังสือคลายเครียด หรือสังสรรค์กับเพื่อน ๆ คุณก็ยังสามารถทำเงินได้อยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับเรื่องอื่น ๆ การลงทุนสามารถเพิ่มศักยภาพในการหาเงินของคุณได้

หุ้น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม ที่ดิน ธุรกิจ และอื่น ๆ ที่สามารถจัดได้ว่าเป็นการลงทุน ล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ในความเป็นจริงแล้วหลักการที่เราพูดถึงในด้านบนไม่ได้ให้ความสำคัญเลยว่าจะเป็นการลงทุนด้วยวิธีไหน เพราะหัวใจของมันก็คือการใช้เงินทำงานเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น แต่ตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การลงทุนในหุ้นก่อน

ข้อดีของการลงทุนในหุ้น

1. ให้ผลตอบแทนที่ดี: คุณรู้หรือไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปี 2012 เท่ากับ 3% การฝากเงินไว้ในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีซักเท่าไหร่สำหรับผลตอบแทน แต่การลงทุนในหุ้นอย่างถูกวิธีสามารถสร้างผลตอบแทนดีกว่าทั้งจาก Capital gain และจากเงินปันผลในระยะยาว

2. ดูแลจัดการง่าย:
ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการถือหุ้นไม่ว่าจะถือไว้นานซักแค่ไหนก็ตาม จะถือไว้ตลอดชีวิตเลยก็ได้!! อยากขายทิ้งเมื่อไหร่ก็สามารถขายได้ทันที ไม่มีสัญญาผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถลงทุนซื้อขายได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทีมเหมือนการทำธุรกิจ

3. มีความโปร่งใส: สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่นรายงานประจำปีของบริษัทเพื่อวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจลงทุนได้ ไม่มีใครบังคับให้คุณรีบลงทุน สามารถใช้เวลานานเท่าไหร่ในการศึกษาก่อนลงทุนก็ได้ ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และ/หรือ ผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อเสียของการลงทุนในหุ้น

ราคาผันผวน: ราคาของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ การขาดทุน (Capital loss) จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากนักลงทุนวิเคราะห์ผิดพลาด หรือมีแผนจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดีมากพอ นักลงทุนที่มีอายุเยอะแล้ว (ใกล้เกษียณ) อาจไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงนี้ได้จึงไม่ควรลงทุนเป็นหุ้นทั้งหมด แนะนำให้ลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

สรุปประโยชน์ของการลงทุนในหุ้น

ยกตัวอย่างที่ดีของหุ้นที่ประสบความสำเร็จเช่น SCBLIF (บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต) ในวันที่ 27/11/2008 หุ้น SCBLIF มีราคาอยู่ที่ 145 บาท เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีราคา SCBLIF ได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1,016 บาท (9/9/2013) นักลงทุนที่ได้ซื้อ SCBLIF เก็บเอาไว้เมื่อปี 2008 จะมีเงินเพิ่มมากขึ้นถึง 7 เท่าตัวในปี 2013 ดังนั้นหากเราเลือกลงทุนกับหุ้นดี ๆ ซักตัวในจังหวะที่เหมาะสม มันก็อาจสร้างผลตอบแทนให้เราได้เป็นกอบเป็นกำ ในทางกลับกัน เงินต้นของเราอาจหายไปมากกว่า 50% หรือหายไปทั้งหมดเลย (ในกรณีที่แย่ที่สุด) ก็เป็นได้หากเราเลือกหุ้นผิดตัวและไม่มีความรู้มากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์…

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/feed/ 0
ตลาดหุ้นคืออะไร? http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments Sat, 07 Sep 2013 09:15:47 +0000 http://hoondb.com/?p=648 ตลาดหุ้นคืออะไร? ทำไมถึงต้องมีตลาดหุ้นด้วย? ตลาดหุ้นคือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ อ่านความหมายของตลาดหุ้นตรงนี้ ในบทความนี้เราจะอธิบายถึงพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างง่าย ๆ หากลองย้อนกลับไปเรื่องกิจการร้านอาหารไทยในบทความที่แล้ว (หุ้นคืออะไร?) คุณต้องการผู้ร่วมลงทุน แต่คุณไม่รู้จะไปหานักลงทุนเหล่านั้นจากที่ไหน คุณอาจหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาร่วมลงทุนก็เป็นได้ แต่หากวันนึงผู้ร่วมลงทุนต้องการขายหุ้นทิ้งไปล่ะ? พวกเขาก็ต้องออกตระเวนหานักลงทุนรายใหม่เพื่อที่จะขายหุ้นให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะกิจการที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้!

Supermarket (ซุปเปอร์มาร์เก็ต) คือสถานที่ขายอาหาร เหตุผลที่คุณต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เพราะมันรวมอาหารทุก ๆ อย่างเอาไว้ในที่เดียวกัน มันง่ายกว่าการขับรถไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อสด แล้ววนไปร้านขายผัก หรือร้านเฉพาะทางต่าง ๆ ตลาดหุ้นก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับหุ้น! ให้ลองจินตนาการว่า SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) คือห้องใหญ่ ๆ ห้องนึงที่ทุกคนสามารถเข้าไปทำการซื้อหุ้นหรือขายหุ้นก็ได้ การซื้อขายหุ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เราไม่ต้องเดินทางไปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อซื้อขายหุ้น แค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก็สามารถซื้อขายผ่านการโทรสั่งเจ้าหน้าที่การตลาด หรือส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อความรวดเร็วและยังประหยัดค่าคอมอีกด้วย

  EBAY | AMAZON | STOCK MARKET

สมมุติว่าเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก Amazon เราก็จะค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอราคาที่เราพอใจ ผู้ขายอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าราคาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ถ้าขายได้น้อยแสดงว่าราคาสูงเกินไปหรือว่าสินค้าไม่ดีกันแน่? รูปแบบการขายนี้ทำให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะว่ารู้ราคาของผู้ขาย แต่ผู้ขายไม่รู้ราคาของผู้ที่สนใจจะซื้อ

ในทางกลับกันหากเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก ebay เราจะต้องไป Bid (ประมูล) แข่งกับผู้ซื้อคนอื่น ๆ และจะไม่เห็น reserve price (ราคาขั้นต่ำที่ผู้ขายต้องการขาย) จะเห็นได้ว่าผู้ขายเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสามารถเห็น demand ของผู้ซื้อได้ในขณะที่ผู้ซื้อไม่รู้ราคาขั้นต่ำของผู้ขาย ebay และ Amazon จึงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ Demand ของผู้ซื้อ และ Supply ของผู้ขาย แต่ทั้งสองมีข้อจำกัดที่คล้าย ๆ กันคือ 1. ความโปร่งใสทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขาย 2. ความกระจัดกระจาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องหากันให้เจอก่อนที่จะเริ่มซื้อขายกันได้

แต่หลักการทำงานของ ตลาดหุ้น ไม่เหมือนกับตลาดด้านบนที่กล่าวมา ราคาของฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นโปร่งใส โดยฝ่ายผู้ซื้อต้องตั้งราคาเสนอซื้อ (Bid) และฝ่ายผู้ขายต้องตั้งราคาเสนอขาย (Offer) ตลาดหุ้นมีที่ซื้อขายเพียงที่เดียวเท่านั้นสำหรับหุ้นแต่ละตัว ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องหากันให้เจอก่อน ความกระจัดกระจายของแหล่งที่ขายจึงไม่มี ราคาจะเป็นไปตามกลไกการของตลาด การซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจะถูกจับคู่ให้เองโดยอัตโนมัติ (ตามคิว) หลังจากที่ผู้ซื้อและผู้ขายส่งคำสั่ง Bid และ Offer

ยกตัวอย่างการซื้อขาย iPhone ในรูปแบบของตลาดหุ้น: หากผู้ที่ต้องการขายไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอขายที่ (101, 102, 103, 104 ดอลล่าร์) และผู้ที่ต้องการซื้อไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอซื้อที่ (99, 98, 97, 96 ดอลล่าร์) การซื้อขายก็จะไม่เกิดขึ้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกจับคู่ซื้อขายก็ต่อเมื่อราคาตรงกันเท่านั้น (ราคาที่ทั้งสองฝั่งพึงพอใจ) เช่นถ้าผู้ซื้อตั้ง bid ที่ 100 และผู้ขายตั้ง offer ที่ 100 ทั้งสองคนก็จะถูกจับคู่กันโดยทันที (การซื้อขายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) ราคาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นล่าสุดของ iPhone ก็จะเท่ากับ 100 ดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าการจับคู่ซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทั้งสองฝั่งสามารถตกลงราคากันได้เท่านั้น

ลองสมมุติใหม่ว่าวันดีคืนดีมีข่าวออกมาว่าไอโฟนทุกเครื่องมีปัญหาเรื่องแบตเสื่อมอย่างรุนแรงหลังจากการใช้งานได้เพียง 3 เดือน ทุกคนจึงเทขายไอโฟนออกมา ทำให้ในตลาดมีคนต้องการขายมากกว่าคนต้องการซื้อ (supply > demand) ราคาไอโฟนจึงร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่ตลาดคิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

ตัวอย่างด้านบนเป็นเพียงการซื้อขายของสินค้าด้วยรูปแบบกลไกลของตลาดหุ้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างตลาดซื้อขายทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีหุ้นมากกว่า 500 ตัวในตลาด การขึ้นลงของราคาหุ้นเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SET Index ที่เราใช้เป็นเครื่องสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้น (ผลกระทบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ Market Cap ของหุ้นตัวนั้น ๆ)

หากลองมองย้อนกลับไปในอดีตเราสามารถสังเกตุได้ถึงความสัมพันธ์ของ SET Index และเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันโดยตลอดมา อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเป็นตลาดแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ ราคาของหุ้นในตลาดจึงสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้ (สามารถรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงสวนกระแสเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นระยะ ๆ ได้

]]>
ตลาดหุ้นคือ…

ตลาดหุ้นคืออะไร? ทำไมถึงต้องมีตลาดหุ้นด้วย? ตลาดหุ้นคือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ อ่านความหมายของตลาดหุ้นตรงนี้ ในบทความนี้เราจะอธิบายถึงพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างง่าย ๆ หากลองย้อนกลับไปเรื่องกิจการร้านอาหารไทยในบทความที่แล้ว (หุ้นคืออะไร?) คุณต้องการผู้ร่วมลงทุน แต่คุณไม่รู้จะไปหานักลงทุนเหล่านั้นจากที่ไหน คุณอาจหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาร่วมลงทุนก็เป็นได้ แต่หากวันนึงผู้ร่วมลงทุนต้องการขายหุ้นทิ้งไปล่ะ? พวกเขาก็ต้องออกตระเวนหานักลงทุนรายใหม่เพื่อที่จะขายหุ้นให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะกิจการที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้!

Supermarket (ซุปเปอร์มาร์เก็ต) คือสถานที่ขายอาหาร เหตุผลที่คุณต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เพราะมันรวมอาหารทุก ๆ อย่างเอาไว้ในที่เดียวกัน มันง่ายกว่าการขับรถไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อสด แล้ววนไปร้านขายผัก หรือร้านเฉพาะทางต่าง ๆ ตลาดหุ้นก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับหุ้น! ให้ลองจินตนาการว่า SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) คือห้องใหญ่ ๆ ห้องนึงที่ทุกคนสามารถเข้าไปทำการซื้อหุ้นหรือขายหุ้นก็ได้ การซื้อขายหุ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เราไม่ต้องเดินทางไปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อซื้อขายหุ้น แค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก็สามารถซื้อขายผ่านการโทรสั่งเจ้าหน้าที่การตลาด หรือส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อความรวดเร็วและยังประหยัดค่าคอมอีกด้วย

  EBAY | AMAZON | STOCK MARKET

สมมุติว่าเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก Amazon เราก็จะค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอราคาที่เราพอใจ ผู้ขายอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าราคาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ถ้าขายได้น้อยแสดงว่าราคาสูงเกินไปหรือว่าสินค้าไม่ดีกันแน่? รูปแบบการขายนี้ทำให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะว่ารู้ราคาของผู้ขาย แต่ผู้ขายไม่รู้ราคาของผู้ที่สนใจจะซื้อ

ในทางกลับกันหากเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก ebay เราจะต้องไป Bid (ประมูล) แข่งกับผู้ซื้อคนอื่น ๆ และจะไม่เห็น reserve price (ราคาขั้นต่ำที่ผู้ขายต้องการขาย) จะเห็นได้ว่าผู้ขายเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสามารถเห็น demand ของผู้ซื้อได้ในขณะที่ผู้ซื้อไม่รู้ราคาขั้นต่ำของผู้ขาย ebay และ Amazon จึงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ Demand ของผู้ซื้อ และ Supply ของผู้ขาย แต่ทั้งสองมีข้อจำกัดที่คล้าย ๆ กันคือ 1. ความโปร่งใสทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขาย 2. ความกระจัดกระจาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องหากันให้เจอก่อนที่จะเริ่มซื้อขายกันได้

แต่หลักการทำงานของ ตลาดหุ้น ไม่เหมือนกับตลาดด้านบนที่กล่าวมา ราคาของฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นโปร่งใส โดยฝ่ายผู้ซื้อต้องตั้งราคาเสนอซื้อ (Bid) และฝ่ายผู้ขายต้องตั้งราคาเสนอขาย (Offer) ตลาดหุ้นมีที่ซื้อขายเพียงที่เดียวเท่านั้นสำหรับหุ้นแต่ละตัว ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องหากันให้เจอก่อน ความกระจัดกระจายของแหล่งที่ขายจึงไม่มี ราคาจะเป็นไปตามกลไกการของตลาด การซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจะถูกจับคู่ให้เองโดยอัตโนมัติ (ตามคิว) หลังจากที่ผู้ซื้อและผู้ขายส่งคำสั่ง Bid และ Offer

ยกตัวอย่างการซื้อขาย iPhone ในรูปแบบของตลาดหุ้น: หากผู้ที่ต้องการขายไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอขายที่ (101, 102, 103, 104 ดอลล่าร์) และผู้ที่ต้องการซื้อไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอซื้อที่ (99, 98, 97, 96 ดอลล่าร์) การซื้อขายก็จะไม่เกิดขึ้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกจับคู่ซื้อขายก็ต่อเมื่อราคาตรงกันเท่านั้น (ราคาที่ทั้งสองฝั่งพึงพอใจ) เช่นถ้าผู้ซื้อตั้ง bid ที่ 100 และผู้ขายตั้ง offer ที่ 100 ทั้งสองคนก็จะถูกจับคู่กันโดยทันที (การซื้อขายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) ราคาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นล่าสุดของ iPhone ก็จะเท่ากับ 100 ดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าการจับคู่ซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทั้งสองฝั่งสามารถตกลงราคากันได้เท่านั้น

ลองสมมุติใหม่ว่าวันดีคืนดีมีข่าวออกมาว่าไอโฟนทุกเครื่องมีปัญหาเรื่องแบตเสื่อมอย่างรุนแรงหลังจากการใช้งานได้เพียง 3 เดือน ทุกคนจึงเทขายไอโฟนออกมา ทำให้ในตลาดมีคนต้องการขายมากกว่าคนต้องการซื้อ (supply > demand) ราคาไอโฟนจึงร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่ตลาดคิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

ตัวอย่างด้านบนเป็นเพียงการซื้อขายของสินค้าด้วยรูปแบบกลไกลของตลาดหุ้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างตลาดซื้อขายทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีหุ้นมากกว่า 500 ตัวในตลาด การขึ้นลงของราคาหุ้นเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SET Index ที่เราใช้เป็นเครื่องสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้น (ผลกระทบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ Market Cap ของหุ้นตัวนั้น ๆ)

หากลองมองย้อนกลับไปในอดีตเราสามารถสังเกตุได้ถึงความสัมพันธ์ของ SET Index และเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันโดยตลอดมา อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเป็นตลาดแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ ราคาของหุ้นในตลาดจึงสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้ (สามารถรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงสวนกระแสเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นระยะ ๆ ได้

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/ 0
หุ้นคืออะไร? http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments Wed, 04 Sep 2013 14:52:30 +0000 http://hoondb.com/?p=18 เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าหุ้นคืออะไร ทำไมถึงต้องมีหุ้นด้วย? บทความนี้จะอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับหุ้นให้อ่านแบบง่าย ๆ หากต้องการความหมายของหุ้นให้อ่านตรงนี้ก่อน! ลองสมมุติดูว่าคุณต้องการจะทำธุรกิจร้านอาหารไทย โดยคำนวนและตัดสินใจแล้วว่าจะต้องลงทุนเป็นเงินทั้งหมด 10 ล้านบาทเพื่อที่จะจัดตั้งบริษัทและเปิดร้านอาหารแห่งนี้ได้ คุณแบ่งบริษัทของคุณเป็น 1000 ส่วน หรือ 1000 หุ้น และกำหนดราคาไว้ที่หุ้นละ 1 หมื่นบาท หากสามารถขายหุ้นทั้งหมดให้กับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณก็จะได้รับเงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท (1000 หุ้น x 1 หมื่นบาท) เป็นทุนสำหรับเปิดบริษัท

ถ้าในปีแรกร้านอาหารของคุณได้กำไรเป็นจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากหักภาษีแล้ว หุ้นแต่ละหน่วยก็จะได้รับผลตอบแทน 1 ส่วน 1000 (1/1000) ของกำไร คุณจะต้องเอา 1 ล้านบาทที่เป็นกำไรมาหาร 1 พันซึ่งเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท กำไรต่อหุ้น หรือ Earnings per share ก็จะเท่ากับ 100 บาท หลังจากนั้นก็จะมีการเรียกประชุม คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้เงินในการ จ่ายเงินสดปันผล (Cash Dividend), ซื้อหุ้นคืน (Stock Repurchase) หรือว่านำไปขยายกิจการต่อไป

เมื่อถึงจุดนึง คุณมีความต้องการที่จะขายหุ้นของกิจการร้านอาหารไทยที่คุณได้เปิดขึ้นมา โดยถ้าบริษัทใหญ่มากพอและผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของ ตลาดหลักทรัพย์ คุณก็จะสามารถนำหุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดได้ (IPO) สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือการซื้อขาย นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้โดยผ่าน โบรกเกอร์ โดยบอกกับตลาดว่าพวกเขาสนใจที่จะซื้อขายหุ้นของบริษัทใดบริษัทนึง หรือที่เราเรียกว่าการส่งคำสั่งซื้อขาย ตลาดก็จะจับคู่ซื้อขายให้กับนักลงทุนพร้อมกับคิด ค่าคอมมิสชั่น (commision) สำหรับดำเนินการ

ในความเป็นจริงแล้วมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทระดับหมื่นล้านหรือบริษัทเล็ก ๆ ผู้ถือหุ้นทุกคนคือเจ้าของบริษัทเหมือนกัน (ตามสัดส่วนที่ถือครอง) โดยราคาของหุ้นที่อยู่ในตลาดไม่แตกต่างจากการประมูลสินค้า นักลงทุนเช่นคุณกำลังตัดสินใจที่จะซื้อ หรือขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นหุ้น DTAC (บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) อยู่ที่ราคา 100 บาทต่อหุ้นในตอนนี้ หากมีคนต้องการขายมัน แต่ดันไม่มีใครอยากซื้อที่ราคานี้ ราคาหุ้น DTAC ก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีใครซักคนเข้ามาช้อนซื้อ และในทางกลับกันสมมุติว่านักลงทุนส่วนใหญ่เห็นว่า DTAC สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและคาดว่าจะมีกำไรมากมายในอนาคต ราคาหุ้น DTAC ก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะมีคนต้องการซื้อในราคาที่สูงกว่าตอนนี้ หรือ หากมีนักลงทุนรายใหญ่เทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มี Supply มากกว่า Demand ชั่วขณะ ก็สามารถส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงได้เช่นกัน

สรุปแล้ว หุ้นคือ หลักทรัพย์หรือหน่วยของบริษัทที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของในตัวบริษัทนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถมีทั้งกำไรและขาดทุนได้ขึ้นอยู่กับกิจการของบริษัทว่าดำเนินไปได้ด้วยดี มีอนาคตหรือเปล่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นมีเยอะแยะมากมาย ราคาของหุ้นจึงอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของมันก็เป็นได้ ซึ่งคำว่า “มูลค่าที่แท้จริง” หรือ “Intrinsic Value” ของหุ้นแต่ละตัวก็ต้องไปตีความกันอีกที เพราะความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับราคาหุ้น…

]]>
หุ้นคือหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง…

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าหุ้นคืออะไร ทำไมถึงต้องมีหุ้นด้วย? บทความนี้จะอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับหุ้นให้อ่านแบบง่าย ๆ หากต้องการความหมายของหุ้นให้อ่านตรงนี้ก่อน! ลองสมมุติดูว่าคุณต้องการจะทำธุรกิจร้านอาหารไทย โดยคำนวนและตัดสินใจแล้วว่าจะต้องลงทุนเป็นเงินทั้งหมด 10 ล้านบาทเพื่อที่จะจัดตั้งบริษัทและเปิดร้านอาหารแห่งนี้ได้ คุณแบ่งบริษัทของคุณเป็น 1000 ส่วน หรือ 1000 หุ้น และกำหนดราคาไว้ที่หุ้นละ 1 หมื่นบาท หากสามารถขายหุ้นทั้งหมดให้กับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณก็จะได้รับเงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท (1000 หุ้น x 1 หมื่นบาท) เป็นทุนสำหรับเปิดบริษัท

ถ้าในปีแรกร้านอาหารของคุณได้กำไรเป็นจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากหักภาษีแล้ว หุ้นแต่ละหน่วยก็จะได้รับผลตอบแทน 1 ส่วน 1000 (1/1000) ของกำไร คุณจะต้องเอา 1 ล้านบาทที่เป็นกำไรมาหาร 1 พันซึ่งเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท กำไรต่อหุ้น หรือ Earnings per share ก็จะเท่ากับ 100 บาท หลังจากนั้นก็จะมีการเรียกประชุม คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้เงินในการ จ่ายเงินสดปันผล (Cash Dividend), ซื้อหุ้นคืน (Stock Repurchase) หรือว่านำไปขยายกิจการต่อไป

เมื่อถึงจุดนึง คุณมีความต้องการที่จะขายหุ้นของกิจการร้านอาหารไทยที่คุณได้เปิดขึ้นมา โดยถ้าบริษัทใหญ่มากพอและผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของ ตลาดหลักทรัพย์ คุณก็จะสามารถนำหุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดได้ (IPO) สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือการซื้อขาย นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้โดยผ่าน โบรกเกอร์ โดยบอกกับตลาดว่าพวกเขาสนใจที่จะซื้อขายหุ้นของบริษัทใดบริษัทนึง หรือที่เราเรียกว่าการส่งคำสั่งซื้อขาย ตลาดก็จะจับคู่ซื้อขายให้กับนักลงทุนพร้อมกับคิด ค่าคอมมิสชั่น (commision) สำหรับดำเนินการ

ในความเป็นจริงแล้วมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทระดับหมื่นล้านหรือบริษัทเล็ก ๆ ผู้ถือหุ้นทุกคนคือเจ้าของบริษัทเหมือนกัน (ตามสัดส่วนที่ถือครอง) โดยราคาของหุ้นที่อยู่ในตลาดไม่แตกต่างจากการประมูลสินค้า นักลงทุนเช่นคุณกำลังตัดสินใจที่จะซื้อ หรือขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นหุ้น DTAC (บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) อยู่ที่ราคา 100 บาทต่อหุ้นในตอนนี้ หากมีคนต้องการขายมัน แต่ดันไม่มีใครอยากซื้อที่ราคานี้ ราคาหุ้น DTAC ก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีใครซักคนเข้ามาช้อนซื้อ และในทางกลับกันสมมุติว่านักลงทุนส่วนใหญ่เห็นว่า DTAC สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและคาดว่าจะมีกำไรมากมายในอนาคต ราคาหุ้น DTAC ก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะมีคนต้องการซื้อในราคาที่สูงกว่าตอนนี้ หรือ หากมีนักลงทุนรายใหญ่เทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มี Supply มากกว่า Demand ชั่วขณะ ก็สามารถส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงได้เช่นกัน

สรุปแล้ว หุ้นคือ หลักทรัพย์หรือหน่วยของบริษัทที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของในตัวบริษัทนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถมีทั้งกำไรและขาดทุนได้ขึ้นอยู่กับกิจการของบริษัทว่าดำเนินไปได้ด้วยดี มีอนาคตหรือเปล่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นมีเยอะแยะมากมาย ราคาของหุ้นจึงอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของมันก็เป็นได้ ซึ่งคำว่า “มูลค่าที่แท้จริง” หรือ “Intrinsic Value” ของหุ้นแต่ละตัวก็ต้องไปตีความกันอีกที เพราะความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับราคาหุ้น…

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/ 0
Initial Public Offering (IPO) http://hoondb.com/initial-public-offering-ipo/ http://hoondb.com/initial-public-offering-ipo/#comments Sun, 01 Sep 2013 12:44:57 +0000 http://hoondb.com/?p=589 คำว่า “IPO” หมายความว่าอย่างไร? Initial Public Offering (IPO) คือ การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ก่อนมีการนำเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่นักลงทุนทั่วไปเรียกกันว่า หุ้นไอพีโอ ซึ่งตามความหมายแล้วก็คือหุ้นที่กำลังจะเข้าตลาด บริษัทที่ต้องการหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม เพื่อนำมาขยายกิจการหรือกระจายการถือครองหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ก็สามารถนำหุ้นออกมาเสนอขายได้ (IPO) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจประเภทการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการ (Underwriter) ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. รวมถึงต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ด้วย

การจองซื้อหุ้น IPO สามารถทำได้โดยการติดต่อผ่านทางบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์นั้น ๆ เพื่อสอบถามช่องทางในการจองซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การได้สิทธิจองซื้อหุ้น IPO มักขึ้นอยู่กับความต้องการของหุ้นตัวนั้น ๆ และสถานะของนักลงทุน เช่น หากมีวอลุ่มในการซื้อขายสูง ๆ ก็อาจได้รับสิทธิพิเศษในการจองซื้อหุ้น IPO ก่อนผู้อื่น

จากสถิติย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมา เราได้พบว่าราคาของหุ้น IPO มีแนวโน้มที่จะปิดสูงกว่าราคาเดิมในการซื้อขายวันแรกเนื่องด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น แรงเก็งกำไร หรือ นักลงทุนที่พลาดโอกาสในการจองซื้อหุ้น IPO รีบเข้าซื้อในวันแรกเป็นจำนวนมาก เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้น IPO จะตกลงในวันแรกก็มีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น PACE ที่เริ่มซื้อขายวันที่ 7 สิงหาคม 2556 (บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน ) โดยมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 3.50 บาท ได้ปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 3.10 บาท และในวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ราคา PACE ได้ลดลงเหลืออยู่แค่ 1.50 บาทเท่านั้น!

]]>
ความหมาย Initial Public Offering

คำว่า “IPO” หมายความว่าอย่างไร? Initial Public Offering (IPO) คือ การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ก่อนมีการนำเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่นักลงทุนทั่วไปเรียกกันว่า หุ้นไอพีโอ ซึ่งตามความหมายแล้วก็คือหุ้นที่กำลังจะเข้าตลาด บริษัทที่ต้องการหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม เพื่อนำมาขยายกิจการหรือกระจายการถือครองหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ก็สามารถนำหุ้นออกมาเสนอขายได้ (IPO) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจประเภทการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการ (Underwriter) ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. รวมถึงต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ด้วย

การจองซื้อหุ้น IPO สามารถทำได้โดยการติดต่อผ่านทางบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์นั้น ๆ เพื่อสอบถามช่องทางในการจองซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การได้สิทธิจองซื้อหุ้น IPO มักขึ้นอยู่กับความต้องการของหุ้นตัวนั้น ๆ และสถานะของนักลงทุน เช่น หากมีวอลุ่มในการซื้อขายสูง ๆ ก็อาจได้รับสิทธิพิเศษในการจองซื้อหุ้น IPO ก่อนผู้อื่น

จากสถิติย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมา เราได้พบว่าราคาของหุ้น IPO มีแนวโน้มที่จะปิดสูงกว่าราคาเดิมในการซื้อขายวันแรกเนื่องด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น แรงเก็งกำไร หรือ นักลงทุนที่พลาดโอกาสในการจองซื้อหุ้น IPO รีบเข้าซื้อในวันแรกเป็นจำนวนมาก เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้น IPO จะตกลงในวันแรกก็มีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น PACE ที่เริ่มซื้อขายวันที่ 7 สิงหาคม 2556 (บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน ) โดยมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 3.50 บาท ได้ปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 3.10 บาท และในวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ราคา PACE ได้ลดลงเหลืออยู่แค่ 1.50 บาทเท่านั้น!

]]>
http://hoondb.com/initial-public-offering-ipo/feed/ 0
การซื้อหุ้นคืน (Share Repurchase) http://hoondb.com/share-repurchase/ http://hoondb.com/share-repurchase/#comments Sat, 31 Aug 2013 13:54:41 +0000 http://hoondb.com/?p=518 คำว่า “Share Repurchase” หมายความว่าอย่างไร? Share Repurchase (Stock Repurchese) หรือการซื้อหุ้นคืน คือการที่บริษัทซื้อหุ้นตัวเองคืนจากตลาด การซื้อหุ้นคืนของบริษัท (ลงทุนในบริษัทตัวเอง) อาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าหุ้นของบริษัทมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงในความคิดของบริษัท การซื้อหุ้นคืนส่งผลให้จำนวนหุ้นในตลาดลดน้อยลงและกำไรต่อหุ้น (Earnings per share) เพิ่มขึ้น การซื้อหุ้นคืนนั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ได้กำหนดไว้ เหตุผลทั่วไปสำหรับการซื้อหุ้นคืนของบริษัทคือ “เราไม่สามารถหาการลงทุนไหนที่จะดีไปกว่าบริษัทตัวเอง”

ยกตัวอย่าง: บริษัท A มีกำไรสะสม มีสภาพคล่องทางการเงินสูงมาก และมองเห็นว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีราคาถูกหากเปรียบเทียบกับปัจจัยต่าง ๆ บริษัท A จึงตัดสินใจทำการซื้อหุ้นคืน (Stock Repurchase) ทำให้หุ้นที่เหลืออยู่ในตลาดมีจำนวนน้อยลง ส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นในบริษัท A จึงมีมากขึ้น

]]>
ความหมายของ “Share Repurchase”

คำว่า “Share Repurchase” หมายความว่าอย่างไร? Share Repurchase (Stock Repurchese) หรือการซื้อหุ้นคืน คือการที่บริษัทซื้อหุ้นตัวเองคืนจากตลาด การซื้อหุ้นคืนของบริษัท (ลงทุนในบริษัทตัวเอง) อาจเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าหุ้นของบริษัทมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงในความคิดของบริษัท การซื้อหุ้นคืนส่งผลให้จำนวนหุ้นในตลาดลดน้อยลงและกำไรต่อหุ้น (Earnings per share) เพิ่มขึ้น การซื้อหุ้นคืนนั้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ได้กำหนดไว้ เหตุผลทั่วไปสำหรับการซื้อหุ้นคืนของบริษัทคือ “เราไม่สามารถหาการลงทุนไหนที่จะดีไปกว่าบริษัทตัวเอง”

ยกตัวอย่าง: บริษัท A มีกำไรสะสม มีสภาพคล่องทางการเงินสูงมาก และมองเห็นว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีราคาถูกหากเปรียบเทียบกับปัจจัยต่าง ๆ บริษัท A จึงตัดสินใจทำการซื้อหุ้นคืน (Stock Repurchase) ทำให้หุ้นที่เหลืออยู่ในตลาดมีจำนวนน้อยลง ส่วนแบ่งของผู้ถือหุ้นในบริษัท A จึงมีมากขึ้น

]]>
http://hoondb.com/share-repurchase/feed/ 0
พอร์ตหุ้น http://hoondb.com/%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments Mon, 26 Aug 2013 13:18:42 +0000 http://hoondb.com/?p=138 คำว่า “พอร์ตหุ้น” หมายความว่าอย่างไร? พอร์ตหุ้นหรือพอร์ตการลงทุน (Investment Portfolio) คือการกลุ่มของหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หน่วยลงทุน, หุ้น หรือ พันธบัตร เป็นต้น พอร์ตการลงทุนในที่นี้จึงหมายถึงการลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ ประเภท โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการลงทุน ซึ่งก็คือการสร้างผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้

คนทั่วไปสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (หรือที่เราเรียกกันว่า พอร์ตหุ้น) ได้กับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือตามธนาคารต่าง ๆ ที่มีส่วนของหลักทรัพย์อยู่ด้วยเช่น ธนาคารกรุงเทพ โดยทั่วไปแล้วประเภทของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ บัญชีเงินสด (Cash Account), บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) และ บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Credit Balance Account)

]]>
ความหมายของ “พอร์ตหุ้น”

คำว่า “พอร์ตหุ้น” หมายความว่าอย่างไร? พอร์ตหุ้นหรือพอร์ตการลงทุน (Investment Portfolio) คือการกลุ่มของหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หน่วยลงทุน, หุ้น หรือ พันธบัตร เป็นต้น พอร์ตการลงทุนในที่นี้จึงหมายถึงการลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ ประเภท โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการลงทุน ซึ่งก็คือการสร้างผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้

คนทั่วไปสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (หรือที่เราเรียกกันว่า พอร์ตหุ้น) ได้กับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือตามธนาคารต่าง ๆ ที่มีส่วนของหลักทรัพย์อยู่ด้วยเช่น ธนาคารกรุงเทพ โดยทั่วไปแล้วประเภทของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ บัญชีเงินสด (Cash Account), บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) และ บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Credit Balance Account)

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/ 0
หุ้นสามัญ (Common Stock) http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d/#comments Sun, 25 Aug 2013 08:37:36 +0000 http://hoondb.com/?p=175 คำว่า “หุ้นสามัญ” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นสามัญ หรือ Common Stock บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น

สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้ว อาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น (Capital Gain) ซึ่งไม่แน่นอนเพราะผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนั้นอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย และ/หรือ ราคาหุ้นตกเกิดเป็น (Capital Loss) ก็เป็นไปได้ และหากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการมีการจำหน่ายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุนคืน

]]>
ความหมาย หุ้นสามัญ

คำว่า “หุ้นสามัญ” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นสามัญ หรือ Common Stock บางคนก็เรียกว่าหุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือครองหุ้นสามัญมีสิทธิเข้าประชุมและออกคะแนนเสียงในที่ประชุม และร่วมพิจารณาตัดสินใจปัญหาสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น

สิทธิผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นสามัญได้รับก็คือ เงินปันผล (Dividend) จากกำไรของบริษัทตามอัตราที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ ซึ่งจะได้รับหลังจากที่จ่ายปันผลให้แก่หุ้นบุริมสิทธิไปก่อนแล้ว อาจมีผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น (Capital Gain) ซึ่งไม่แน่นอนเพราะผลประโยชน์ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท ดังนั้นอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย และ/หรือ ราคาหุ้นตกเกิดเป็น (Capital Loss) ก็เป็นไปได้ และหากบริษัทล้มละลายหรือเลิกกิจการมีการจำหน่ายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิที่จะได้รับแบ่งทรัพย์สินคืนตามสัดส่วนของหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ได้ชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้รวมไปถึงผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจนครบถ้วนแล้ว จึงจัดได้ว่าผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในลำดับสุดท้ายของการได้รับส่วนที่เหลือจากการลงทุนคืน

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d/feed/ 0
หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock) http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c/#comments Sun, 25 Aug 2013 08:37:30 +0000 http://hoondb.com/?p=280 คำว่า “หุ้นบุริมสิทธิ์” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นบุริมสิทธิ์ หรือ Preferred Stock คือตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทในระดับที่สูงกว่าหุ้นสามัญ หมายความว่าจะมีสิทธิในการรับชำระคืนเงินทุนในกรณีบริษัทเลิกกิจการก่อนหุ้นสามัญแต่หลังจากเจ้าหนี้ หุ้นบุริมสิทธิ์คือหุ้นสามัญผสมกับความเป็นเจ้าหนี้ มีลักษณะเป็นกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารเหมือนหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญหากบริษัทจ่ายปันผลอีกด้วย

หุ้นบุริมสิทธิ์ หรือ Preferred Stock สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น ชนิดสะสม, ชนิดไม่สะสม, ชนิดร่วมรับ และ ชนิดไม่ร่วมรับ ซึ่งหุ้นบุริมสิทธิ์แต่ละประเภทจะมีสิทธิที่แตกต่างกันในเรื่องของอัตราการรับเงินปันผล

]]>
ความหมายของ “หุ้นบุริมสิทธิ์”

คำว่า “หุ้นบุริมสิทธิ์” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นบุริมสิทธิ์ หรือ Preferred Stock คือตราสารทุนที่บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทในระดับที่สูงกว่าหุ้นสามัญ หมายความว่าจะมีสิทธิในการรับชำระคืนเงินทุนในกรณีบริษัทเลิกกิจการก่อนหุ้นสามัญแต่หลังจากเจ้าหนี้ หุ้นบุริมสิทธิ์คือหุ้นสามัญผสมกับความเป็นเจ้าหนี้ มีลักษณะเป็นกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารเหมือนหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญหากบริษัทจ่ายปันผลอีกด้วย

หุ้นบุริมสิทธิ์ หรือ Preferred Stock สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น ชนิดสะสม, ชนิดไม่สะสม, ชนิดร่วมรับ และ ชนิดไม่ร่วมรับ ซึ่งหุ้นบุริมสิทธิ์แต่ละประเภทจะมีสิทธิที่แตกต่างกันในเรื่องของอัตราการรับเงินปันผล

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c/feed/ 0
หุ้น http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments Fri, 23 Aug 2013 16:26:17 +0000 http://hoondb.com/?p=157 คำว่า “หุ้น” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นคือหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของในส่วนหนึ่งของบริษัท ผู้ถือหุ้นจึงมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัท โดยความเป็นเจ้าของสามารถระบุได้ด้วยจำนวนหุ้นต่อหุ้นทั้งหมด ราคาของหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะตลาดซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผลประกอบการของบริษัท เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วหุ้นสามาถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ หุ้นสามัญ (Common Stock) และ หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock)

หุ้น จัดเป็นการลงทุนพื้นฐานของเกือบทุกพอร์ตการลงทุน (Portfolio) เพราะจากอดีตที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนแบบอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในระยะยาว

]]>
ความหมายของ “หุ้น”

คำว่า “หุ้น” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นคือหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของในส่วนหนึ่งของบริษัท ผู้ถือหุ้นจึงมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัท โดยความเป็นเจ้าของสามารถระบุได้ด้วยจำนวนหุ้นต่อหุ้นทั้งหมด ราคาของหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะตลาดซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผลประกอบการของบริษัท เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วหุ้นสามาถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ หุ้นสามัญ (Common Stock) และ หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock)

หุ้น จัดเป็นการลงทุนพื้นฐานของเกือบทุกพอร์ตการลงทุน (Portfolio) เพราะจากอดีตที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนแบบอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในระยะยาว

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/ 0