หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » มือใหม่เล่นหุ้น http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Blue-chip stock (หุ้นบลูชิพ) http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%9e/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%9e/#comments Mon, 30 Sep 2013 14:40:27 +0000 http://hoondb.com/?p=1718 คำว่า “Blue-chip stock” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นบลูชิพ คืออะไร? ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า “บลูชิพ (Blue-chip)” คือชนิดของชิพที่ใช้กันในคาสิโน (บ่อนการพนัน!) ซึ่งชิพแต่ละสีก็จะมูลค่าที่ไม่เท่ากัน โดยในยุคแรก ๆ ชิพสีน้ำเงินในเกม Poker เป็นสีที่แพงที่สุด (ยุคนี้ไม่รู้?) ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า หุ้นบลูชิพ 

หุ้นบลูชิพ คือ หุ้นที่มั่นคง เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ (มีสินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง) มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดสูง (market capitalization) สถานะการเงินมั่นคง สามารถทำกำไรได้ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา มีอัตราผลตอบแทนที่ไม่ผันผวน โดยส่วนใหญ่จะมีค่าใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์

หุ้นบลูชิพ (Blue chip stock) จึงจัดได้ว่าเป็นหุ้นชั้นดี มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำ จึงส่งผลหุ้นบลูชิพให้มีราคาค่อนข้างสูง โดยคุณสมบัติคร่าว ๆ ของการคัดเลือกหุ้นบลูชิพมีดังต่อไปนี้:

มี Market Cap ขนาดใหญ่ (เช่นมากกว่า x หมื่นล้านบาท หรืออยู่ใน SET50) สถานะทางการเงินมั่นคง มีผลกำไรอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารมีชื่อเสียงในด้านความสามารถ บริษัทเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สินค้าและบริการมีคุณภาพ เป็นบริษัทผู้นำตลาด มีความสามารถในการแข่งขันสูง (Competitive advantage)

ยกตัวอย่าง: หุ้นบลูชิพในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่น PTT (บริษัท ปตท.), SCC (บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย), ADVANC (บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์เซอรวิส), CPF (บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) เป็นต้น

ยกตัวอย่าง: หุ้นบลูชิพของต่างประเทศ เช่น IBM (International Business Machines Corp.), XOM (Exxon Mobil Corp.), KO (Coca-Cola Co.), JPM (JPMorgan Chase & Co.) เป็นต้น

]]>
ความหมาย “หุ้นบลูชิพ”

คำว่า “Blue-chip stock” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นบลูชิพ คืออะไร? ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า “บลูชิพ (Blue-chip)” คือชนิดของชิพที่ใช้กันในคาสิโน (บ่อนการพนัน!) ซึ่งชิพแต่ละสีก็จะมูลค่าที่ไม่เท่ากัน โดยในยุคแรก ๆ ชิพสีน้ำเงินในเกม Poker เป็นสีที่แพงที่สุด (ยุคนี้ไม่รู้?) ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า หุ้นบลูชิพ 

หุ้นบลูชิพ คือ หุ้นที่มั่นคง เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ (มีสินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง) มีมูลค่ากิจการตามราคาตลาดสูง (market capitalization) สถานะการเงินมั่นคง สามารถทำกำไรได้ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา มีอัตราผลตอบแทนที่ไม่ผันผวน โดยส่วนใหญ่จะมีค่าใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์


หุ้นบลูชิพ (Blue chip stock) จึงจัดได้ว่าเป็นหุ้นชั้นดี มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างต่ำ จึงส่งผลหุ้นบลูชิพให้มีราคาค่อนข้างสูง โดยคุณสมบัติคร่าว ๆ ของการคัดเลือกหุ้นบลูชิพมีดังต่อไปนี้:

  • มี Market Cap ขนาดใหญ่ (เช่นมากกว่า x หมื่นล้านบาท หรืออยู่ใน SET50)
  • สถานะทางการเงินมั่นคง มีผลกำไรอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารมีชื่อเสียงในด้านความสามารถ
  • บริษัทเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สินค้าและบริการมีคุณภาพ
  • เป็นบริษัทผู้นำตลาด มีความสามารถในการแข่งขันสูง (Competitive advantage)

ยกตัวอย่าง: หุ้นบลูชิพในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่น PTT (บริษัท ปตท.), SCC (บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย), ADVANC (บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์เซอรวิส), CPF (บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร) เป็นต้น

ยกตัวอย่าง: หุ้นบลูชิพของต่างประเทศ เช่น IBM (International Business Machines Corp.), XOM (Exxon Mobil Corp.), KO (Coca-Cola Co.), JPM (JPMorgan Chase & Co.) เป็นต้น

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%9e/feed/ 0
โบรกเกอร์ไหนดี !? วิธีเลือกโบรกเกอร์สำหรับมือใหม่ (เล่นหุ้น) http://hoondb.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/ http://hoondb.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments Wed, 18 Sep 2013 18:18:39 +0000 http://hoondb.com/?p=1198 สำหรับมือใหม่: โบรกเกอร์คืออะไร? ทำไมต้องมีโบรกเกอร์ด้วย? โบรกเกอร์คือคนกลางหรือที่เราเรียกว่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ คุณไม่สามารถซื้อขายโดยตรงจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้! นักลงทุนจะต้องมี พอร์ตหุ้น ก่อนที่จะเริ่มต้นซื้อขายหุ้นได้ ซึ่งเราสามารถมีพอร์ตหุ้นได้โดยการไปเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับโบรกเกอร์ ลองคลิกอ่าน ความหมายของคำว่าโบรกเกอร์ ตรงนี้ก่อน

โบรกเกอร์ไม่ชั่วร้าย !! หลาย ๆ คนอาจเคยอ่านเจอว่าโบรกเกอร์ไม่ดีมั่งอะไรมั่ง คำติเหล่านั้นอาจเป็นความจริงในบางส่วนแต่ก็คงไม่ทั้งหมด โบรกเกอร์ต้องการพวกคุณในการสร้างรายได้ (ค่าคอม) ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากโบรกเกอร์อยากที่จะทำการค้ากับคุณไปเรื่อย ๆ พวกเขาไม่ได้ต้องการทำให้คุณเจ๊งเลย! ลองคิดดูว่าถ้าคุณเสียเงินทั้งหมดไปกับการเล่นหุ้น โบรกเกอร์ก็จะเสียคุณซึ่งเป็นลูกค้าไปเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเลือกโบรกเกอร์ให้เหมาะสมกับตัวคุณก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

5 ข้อสำคัญสำหรับการพิจารณาเลือกโบรกเกอร์

คุณทราบหรือไม่ว่ามีโบรกเกอร์ประมาณ 30 บริษัทที่พร้อมให้บริการกับคุณ! การค่อย ๆ นั่งเลือกโบรกเกอร์ที่พอใจและเหมาะสมสำหรับตัวคุณอาจเป็นเรื่องที่กินเวลาและน่าปวดหัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากไม่รู้ว่าต้องมองหาอะไรบ้าง ข้างล่างนี้เราจะอธิบายถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับการพิจารณาเลือกโบรกเกอร์

1. ความปลอดภัย

ความปลอดภัยคือสิ่งแรกที่คุณต้องดูก่อนเลือกโปรกเกอร์ คุณคงไม่อยากจะฝากเงินไว้กับคนที่เคลมว่า “ปลอดภัย 100% ปราศจากความเสี่ยง” ใช่มั้ย? โชคดีที่การหาโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้เป็นเรื่องไม่ยากนัก เพราะโบรกเกอร์หรือบริษัทหลักทรัพย์ต้องมีใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการและเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุณสามารถดูรายชื่อโบรกเกอร์ได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือจากแถบเมนูทางด้านซ้ายมือเลยก็ได้

2. ค่าคอมมิสชั่น

ไม่ว่าคุณจะเทรดหุ้นด้วยวิธีไหน ชอบหรือไม่ก็ตาม คุณจะถูกเรียกเก็บเงินค่าคอมมิสชั่นทุกครั้งที่ได้ทำการซื้อขาย ดังนั้นคุณควรจะหาข้อมูลและเปรียบเทียบตัวเลือกต่าง ๆ ของแต่ละโบรกเกอร์ แต่ละประเภทของบัญชี บางโบรกเกอร์ไม่คิดค่าคอมมิสชั่นขั้นต่ำต่อวัน ลองคลิกอ่านความหมายของคำว่า ค่าคอมมิสชั่น ก่อนได้ที่นี่ หรือ ดูค่าคอมมิสชั่นขั้นต่ำของแต่ละโบรกเกอร์ ได้ที่นี่เลย

3. การฝากและถอนเงิน

โบรกเกอร์ที่ดีต้องสามารถฝากเงินเข้าไปและถอนเงินออกมาได้ง่าย ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่โบรกเกอร์จะต้องทำให้การฝากและถอนเป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะเหตุผลเดียวที่โบรกเกอร์ถือเงินคุณเอาไว้คือเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการเทรด หากขั้นตอนเหล่านี้ยุ่งยากก็ควรมองข้ามโบรกเกอร์นั้นไปได้เลย

4. Customer Service

ไม่มีใครหรือบริษัทไหนจะเพอร์เฟคไปทั้งหมด คุณจะต้องเลือกโบรกเกอร์ที่สามารถติดต่อได้รวดเร็ว สามารถแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น บางโบรกเกอร์บริการอย่างดีในขั้นตอนการเปิดบัญชี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าบริการหลังจากนั้นจะดีตามไปด้วย โบรกเกอร์ที่ดีต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และจัดการคำสั่งซื้อขายของลูกค้าด้วยบริการที่ดีและรวดเร็ว รวมไปถึงการให้คำแนะนำและตอบคำถามของนักลงทุนมือใหม่อย่างเต็มใจด้วย

5. บริการอื่น ๆ

บริการอื่น ๆ เช่นบทวิเคราะห์ และ รายงานวิจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประจำวัน สัปดาห์ หรือ เดือน โบรกเกอร์ที่ดีต้องมีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและครบถ้วน มีโปรแกรมดูหุ้น หรือ แอพพลิเคชั่นมือถือสำหรับอำนวยความสะดวกมั้ย? ห้องค้าหลักทรัพย์ของโบรกเกอร์มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้หรือเปล่า? มีข้อมูลข่าวอัพเดทจากสำนักข่าวต่าง ๆ หรือเปล่า? ลองตรวจสอบและเปรียบเทียบบริการเสริมอื่น ๆ ของแต่ละโบรกเกอร์ที่อาจให้ประโยชน์กับคุณได้

ขั้นตอนสุดท้ายกับการเลือกโบรกเกอร์

หลังจากที่ได้หาข้อมูลต่าง ๆ พิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่คุณหามาอีกทีเพื่อความแน่ใจด้วย (รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้) คุณควรสอบถามข้อมูลจากทางโบรกเกอร์นั้น ๆ โดยตรงหากมีข้อสงสัยใด ๆ

]]>
วิธีการเลือกและพิจารณาโบรกเกอร์อย่างละเอียด

สำหรับมือใหม่: โบรกเกอร์คืออะไร? ทำไมต้องมีโบรกเกอร์ด้วย? โบรกเกอร์คือคนกลางหรือที่เราเรียกว่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ คุณไม่สามารถซื้อขายโดยตรงจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้! นักลงทุนจะต้องมี พอร์ตหุ้น ก่อนที่จะเริ่มต้นซื้อขายหุ้นได้ ซึ่งเราสามารถมีพอร์ตหุ้นได้โดยการไปเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับโบรกเกอร์ ลองคลิกอ่าน ความหมายของคำว่าโบรกเกอร์ ตรงนี้ก่อน


โบรกเกอร์ไม่ชั่วร้าย !! หลาย ๆ คนอาจเคยอ่านเจอว่าโบรกเกอร์ไม่ดีมั่งอะไรมั่ง คำติเหล่านั้นอาจเป็นความจริงในบางส่วนแต่ก็คงไม่ทั้งหมด โบรกเกอร์ต้องการพวกคุณในการสร้างรายได้ (ค่าคอม) ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากโบรกเกอร์อยากที่จะทำการค้ากับคุณไปเรื่อย ๆ พวกเขาไม่ได้ต้องการทำให้คุณเจ๊งเลย! ลองคิดดูว่าถ้าคุณเสียเงินทั้งหมดไปกับการเล่นหุ้น โบรกเกอร์ก็จะเสียคุณซึ่งเป็นลูกค้าไปเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเลือกโบรกเกอร์ให้เหมาะสมกับตัวคุณก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน


5 ข้อสำคัญสำหรับการพิจารณาเลือกโบรกเกอร์

คุณทราบหรือไม่ว่ามีโบรกเกอร์ประมาณ 30 บริษัทที่พร้อมให้บริการกับคุณ! การค่อย ๆ นั่งเลือกโบรกเกอร์ที่พอใจและเหมาะสมสำหรับตัวคุณอาจเป็นเรื่องที่กินเวลาและน่าปวดหัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากไม่รู้ว่าต้องมองหาอะไรบ้าง ข้างล่างนี้เราจะอธิบายถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับการพิจารณาเลือกโบรกเกอร์

1. ความปลอดภัย

ความปลอดภัยคือสิ่งแรกที่คุณต้องดูก่อนเลือกโปรกเกอร์ คุณคงไม่อยากจะฝากเงินไว้กับคนที่เคลมว่า “ปลอดภัย 100% ปราศจากความเสี่ยง” ใช่มั้ย? โชคดีที่การหาโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้เป็นเรื่องไม่ยากนัก เพราะโบรกเกอร์หรือบริษัทหลักทรัพย์ต้องมีใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการและเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุณสามารถดูรายชื่อโบรกเกอร์ได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือจากแถบเมนูทางด้านซ้ายมือเลยก็ได้

2. ค่าคอมมิสชั่น

ไม่ว่าคุณจะเทรดหุ้นด้วยวิธีไหน ชอบหรือไม่ก็ตาม คุณจะถูกเรียกเก็บเงินค่าคอมมิสชั่นทุกครั้งที่ได้ทำการซื้อขาย ดังนั้นคุณควรจะหาข้อมูลและเปรียบเทียบตัวเลือกต่าง ๆ ของแต่ละโบรกเกอร์ แต่ละประเภทของบัญชี บางโบรกเกอร์ไม่คิดค่าคอมมิสชั่นขั้นต่ำต่อวัน ลองคลิกอ่านความหมายของคำว่า ค่าคอมมิสชั่น ก่อนได้ที่นี่ หรือ ดูค่าคอมมิสชั่นขั้นต่ำของแต่ละโบรกเกอร์ ได้ที่นี่เลย

3. การฝากและถอนเงิน

โบรกเกอร์ที่ดีต้องสามารถฝากเงินเข้าไปและถอนเงินออกมาได้ง่าย ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่โบรกเกอร์จะต้องทำให้การฝากและถอนเป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะเหตุผลเดียวที่โบรกเกอร์ถือเงินคุณเอาไว้คือเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการเทรด หากขั้นตอนเหล่านี้ยุ่งยากก็ควรมองข้ามโบรกเกอร์นั้นไปได้เลย

4. Customer Service

ไม่มีใครหรือบริษัทไหนจะเพอร์เฟคไปทั้งหมด คุณจะต้องเลือกโบรกเกอร์ที่สามารถติดต่อได้รวดเร็ว สามารถแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น บางโบรกเกอร์บริการอย่างดีในขั้นตอนการเปิดบัญชี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าบริการหลังจากนั้นจะดีตามไปด้วย โบรกเกอร์ที่ดีต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และจัดการคำสั่งซื้อขายของลูกค้าด้วยบริการที่ดีและรวดเร็ว รวมไปถึงการให้คำแนะนำและตอบคำถามของนักลงทุนมือใหม่อย่างเต็มใจด้วย

5. บริการอื่น ๆ

บริการอื่น ๆ เช่นบทวิเคราะห์ และ รายงานวิจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประจำวัน สัปดาห์ หรือ เดือน โบรกเกอร์ที่ดีต้องมีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและครบถ้วน มีโปรแกรมดูหุ้น หรือ แอพพลิเคชั่นมือถือสำหรับอำนวยความสะดวกมั้ย? ห้องค้าหลักทรัพย์ของโบรกเกอร์มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้หรือเปล่า? มีข้อมูลข่าวอัพเดทจากสำนักข่าวต่าง ๆ หรือเปล่า? ลองตรวจสอบและเปรียบเทียบบริการเสริมอื่น ๆ ของแต่ละโบรกเกอร์ที่อาจให้ประโยชน์กับคุณได้


ขั้นตอนสุดท้ายกับการเลือกโบรกเกอร์

หลังจากที่ได้หาข้อมูลต่าง ๆ พิจารณา เปรียบเทียบ และตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่คุณหามาอีกทีเพื่อความแน่ใจด้วย (รายละเอียดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้) คุณควรสอบถามข้อมูลจากทางโบรกเกอร์นั้น ๆ โดยตรงหากมีข้อสงสัยใด ๆ

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/ 0
ประโยชน์ของหุ้นและการลงทุน? http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/ http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/#comments Mon, 09 Sep 2013 16:54:36 +0000 http://hoondb.com/?p=771 ทำไมต้องเล่นหุ้น อะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนในหุ้น? พูดกันตามตรงเลยการใช้เงินนั้นเป็นเรื่องสนุก! สนุกกว่าการพยามเก็บเงินเยอะ หากคุณมีเงินเหลืออยู่ในบัญชี คุณอาจซื้อทีวีเครื่องใหม่ รถยนต์คันใหม่ สร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อเรือยอร์ชส่วนตัว หรือเที่ยวรอบโลกอย่างที่เคยฝันไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่แบบนั้นเพราะคุณมีเงินในบัญชีที่ไม่มากพอ การนำเงินเก็บมาลงทุนทำให้มันงอกเงยจึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ฐานะของตนเองและครอบครัว

บนโลกนี้มีวิธีหาเงินอยู่สองวิธีคือ 1. ทำงาน (มนุษย์เงินเดือน เวลาแลกเงิน) 2. ใช้เงินทำงาน (การลงทุน) พวกเราส่วนใหญ่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า การหาเงินคือการหางานทำ มีเงินเดือน และนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างนึงก็คือ หากต้องการเงินเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องทำงานมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องการเวลานอน เวลาพักผ่อนอยู่ดี การทำงานหาเงินเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาใช้ชีวิตมันไม่มีความสุขหรอก

คุณไม่สามารถก๊อบปี้ตัวเองออกมาเป็นสองคนแล้วช่วยกันทำงานหาเงินใช่หรือไม่? ดังนั้นคุณจึงต้องใช้ลูกน้องของคุณในการช่วยหาเงิน ซึ่งก็คือ “เงิน” นั่นเอง! ด้วยวิธีนี้ ในขณะที่คุณกำลังทำเรื่องอื่นอยู่เช่น งานประจำตอนกลางวัน ดูหนังตอนกลางคืน อ่านหนังสือคลายเครียด หรือสังสรรค์กับเพื่อน ๆ คุณก็ยังสามารถทำเงินได้อยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับเรื่องอื่น ๆ การลงทุนสามารถเพิ่มศักยภาพในการหาเงินของคุณได้

หุ้น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม ที่ดิน ธุรกิจ และอื่น ๆ ที่สามารถจัดได้ว่าเป็นการลงทุน ล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ในความเป็นจริงแล้วหลักการที่เราพูดถึงในด้านบนไม่ได้ให้ความสำคัญเลยว่าจะเป็นการลงทุนด้วยวิธีไหน เพราะหัวใจของมันก็คือการใช้เงินทำงานเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น แต่ตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การลงทุนในหุ้นก่อน

ข้อดีของการลงทุนในหุ้น

1. ให้ผลตอบแทนที่ดี: คุณรู้หรือไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปี 2012 เท่ากับ 3% การฝากเงินไว้ในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีซักเท่าไหร่สำหรับผลตอบแทน แต่การลงทุนในหุ้นอย่างถูกวิธีสามารถสร้างผลตอบแทนดีกว่าทั้งจาก Capital gain และจากเงินปันผลในระยะยาว 2. ดูแลจัดการง่าย: ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการถือหุ้นไม่ว่าจะถือไว้นานซักแค่ไหนก็ตาม จะถือไว้ตลอดชีวิตเลยก็ได้!! อยากขายทิ้งเมื่อไหร่ก็สามารถขายได้ทันที ไม่มีสัญญาผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถลงทุนซื้อขายได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทีมเหมือนการทำธุรกิจ

3. มีความโปร่งใส: สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่นรายงานประจำปีของบริษัทเพื่อวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจลงทุนได้ ไม่มีใครบังคับให้คุณรีบลงทุน สามารถใช้เวลานานเท่าไหร่ในการศึกษาก่อนลงทุนก็ได้ ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และ/หรือ ผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อเสียของการลงทุนในหุ้น

ราคาผันผวน: ราคาของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ การขาดทุน (Capital loss) จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากนักลงทุนวิเคราะห์ผิดพลาด หรือมีแผนจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดีมากพอ นักลงทุนที่มีอายุเยอะแล้ว (ใกล้เกษียณ) อาจไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงนี้ได้จึงไม่ควรลงทุนเป็นหุ้นทั้งหมด แนะนำให้ลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

สรุปประโยชน์ของการลงทุนในหุ้น

ยกตัวอย่างที่ดีของหุ้นที่ประสบความสำเร็จเช่น SCBLIF (บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต) ในวันที่ 27/11/2008 หุ้น SCBLIF มีราคาอยู่ที่ 145 บาท เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีราคา SCBLIF ได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1,016 บาท (9/9/2013) นักลงทุนที่ได้ซื้อ SCBLIF เก็บเอาไว้เมื่อปี 2008 จะมีเงินเพิ่มมากขึ้นถึง 7 เท่าตัวในปี 2013 ดังนั้นหากเราเลือกลงทุนกับหุ้นดี ๆ ซักตัวในจังหวะที่เหมาะสม มันก็อาจสร้างผลตอบแทนให้เราได้เป็นกอบเป็นกำ ในทางกลับกัน เงินต้นของเราอาจหายไปมากกว่า 50% หรือหายไปทั้งหมดเลย (ในกรณีที่แย่ที่สุด) ก็เป็นได้หากเราเลือกหุ้นผิดตัวและไม่มีความรู้มากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์…

]]>
การลงทุนในหุ้นมีประโยชน์อย่างไร…

ทำไมต้องเล่นหุ้น อะไรคือเหตุผลที่ต้องลงทุนในหุ้น? พูดกันตามตรงเลยการใช้เงินนั้นเป็นเรื่องสนุก! สนุกกว่าการพยามเก็บเงินเยอะ หากคุณมีเงินเหลืออยู่ในบัญชี คุณอาจซื้อทีวีเครื่องใหม่ รถยนต์คันใหม่ สร้างบ้านหลังใหม่ ซื้อเรือยอร์ชส่วนตัว หรือเที่ยวรอบโลกอย่างที่เคยฝันไว้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่แบบนั้นเพราะคุณมีเงินในบัญชีที่ไม่มากพอ การนำเงินเก็บมาลงทุนทำให้มันงอกเงยจึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ฐานะของตนเองและครอบครัว

บนโลกนี้มีวิธีหาเงินอยู่สองวิธีคือ 1. ทำงาน (มนุษย์เงินเดือน เวลาแลกเงิน) 2. ใช้เงินทำงาน (การลงทุน) พวกเราส่วนใหญ่โตมาพร้อมกับความคิดที่ว่า การหาเงินคือการหางานทำ มีเงินเดือน และนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ แต่มันมีปัญหาอยู่อย่างนึงก็คือ หากต้องการเงินเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องทำงานมากขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องการเวลานอน เวลาพักผ่อนอยู่ดี การทำงานหาเงินเยอะ ๆ แต่ไม่มีเวลาใช้ชีวิตมันไม่มีความสุขหรอก

คุณไม่สามารถก๊อบปี้ตัวเองออกมาเป็นสองคนแล้วช่วยกันทำงานหาเงินใช่หรือไม่? ดังนั้นคุณจึงต้องใช้ลูกน้องของคุณในการช่วยหาเงิน ซึ่งก็คือ “เงิน” นั่นเอง! ด้วยวิธีนี้ ในขณะที่คุณกำลังทำเรื่องอื่นอยู่เช่น งานประจำตอนกลางวัน ดูหนังตอนกลางคืน อ่านหนังสือคลายเครียด หรือสังสรรค์กับเพื่อน ๆ คุณก็ยังสามารถทำเงินได้อยู่ตลอดเวลาควบคู่ไปกับเรื่องอื่น ๆ การลงทุนสามารถเพิ่มศักยภาพในการหาเงินของคุณได้

หุ้น พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม ที่ดิน ธุรกิจ และอื่น ๆ ที่สามารถจัดได้ว่าเป็นการลงทุน ล้วนแต่มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ในความเป็นจริงแล้วหลักการที่เราพูดถึงในด้านบนไม่ได้ให้ความสำคัญเลยว่าจะเป็นการลงทุนด้วยวิธีไหน เพราะหัวใจของมันก็คือการใช้เงินทำงานเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น แต่ตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่การลงทุนในหุ้นก่อน

ข้อดีของการลงทุนในหุ้น

1. ให้ผลตอบแทนที่ดี: คุณรู้หรือไม่ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปี 2012 เท่ากับ 3% การฝากเงินไว้ในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีซักเท่าไหร่สำหรับผลตอบแทน แต่การลงทุนในหุ้นอย่างถูกวิธีสามารถสร้างผลตอบแทนดีกว่าทั้งจาก Capital gain และจากเงินปันผลในระยะยาว

2. ดูแลจัดการง่าย:
ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการถือหุ้นไม่ว่าจะถือไว้นานซักแค่ไหนก็ตาม จะถือไว้ตลอดชีวิตเลยก็ได้!! อยากขายทิ้งเมื่อไหร่ก็สามารถขายได้ทันที ไม่มีสัญญาผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถลงทุนซื้อขายได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมทีมเหมือนการทำธุรกิจ

3. มีความโปร่งใส: สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่นรายงานประจำปีของบริษัทเพื่อวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจลงทุนได้ ไม่มีใครบังคับให้คุณรีบลงทุน สามารถใช้เวลานานเท่าไหร่ในการศึกษาก่อนลงทุนก็ได้ ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และ/หรือ ผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อเสียของการลงทุนในหุ้น

ราคาผันผวน: ราคาของหุ้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ การขาดทุน (Capital loss) จึงเกิดขึ้นได้ง่ายและสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากนักลงทุนวิเคราะห์ผิดพลาด หรือมีแผนจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดีมากพอ นักลงทุนที่มีอายุเยอะแล้ว (ใกล้เกษียณ) อาจไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงนี้ได้จึงไม่ควรลงทุนเป็นหุ้นทั้งหมด แนะนำให้ลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

สรุปประโยชน์ของการลงทุนในหุ้น

ยกตัวอย่างที่ดีของหุ้นที่ประสบความสำเร็จเช่น SCBLIF (บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต) ในวันที่ 27/11/2008 หุ้น SCBLIF มีราคาอยู่ที่ 145 บาท เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีราคา SCBLIF ได้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 1,016 บาท (9/9/2013) นักลงทุนที่ได้ซื้อ SCBLIF เก็บเอาไว้เมื่อปี 2008 จะมีเงินเพิ่มมากขึ้นถึง 7 เท่าตัวในปี 2013 ดังนั้นหากเราเลือกลงทุนกับหุ้นดี ๆ ซักตัวในจังหวะที่เหมาะสม มันก็อาจสร้างผลตอบแทนให้เราได้เป็นกอบเป็นกำ ในทางกลับกัน เงินต้นของเราอาจหายไปมากกว่า 50% หรือหายไปทั้งหมดเลย (ในกรณีที่แย่ที่สุด) ก็เป็นได้หากเราเลือกหุ้นผิดตัวและไม่มีความรู้มากพอที่จะแก้ไขสถานการณ์…

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/feed/ 0
ตลาดหุ้นคืออะไร? http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments Sat, 07 Sep 2013 09:15:47 +0000 http://hoondb.com/?p=648 ตลาดหุ้นคืออะไร? ทำไมถึงต้องมีตลาดหุ้นด้วย? ตลาดหุ้นคือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ อ่านความหมายของตลาดหุ้นตรงนี้ ในบทความนี้เราจะอธิบายถึงพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างง่าย ๆ หากลองย้อนกลับไปเรื่องกิจการร้านอาหารไทยในบทความที่แล้ว (หุ้นคืออะไร?) คุณต้องการผู้ร่วมลงทุน แต่คุณไม่รู้จะไปหานักลงทุนเหล่านั้นจากที่ไหน คุณอาจหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาร่วมลงทุนก็เป็นได้ แต่หากวันนึงผู้ร่วมลงทุนต้องการขายหุ้นทิ้งไปล่ะ? พวกเขาก็ต้องออกตระเวนหานักลงทุนรายใหม่เพื่อที่จะขายหุ้นให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะกิจการที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้!

Supermarket (ซุปเปอร์มาร์เก็ต) คือสถานที่ขายอาหาร เหตุผลที่คุณต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เพราะมันรวมอาหารทุก ๆ อย่างเอาไว้ในที่เดียวกัน มันง่ายกว่าการขับรถไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อสด แล้ววนไปร้านขายผัก หรือร้านเฉพาะทางต่าง ๆ ตลาดหุ้นก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับหุ้น! ให้ลองจินตนาการว่า SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) คือห้องใหญ่ ๆ ห้องนึงที่ทุกคนสามารถเข้าไปทำการซื้อหุ้นหรือขายหุ้นก็ได้ การซื้อขายหุ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เราไม่ต้องเดินทางไปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อซื้อขายหุ้น แค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก็สามารถซื้อขายผ่านการโทรสั่งเจ้าหน้าที่การตลาด หรือส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อความรวดเร็วและยังประหยัดค่าคอมอีกด้วย

  EBAY | AMAZON | STOCK MARKET

สมมุติว่าเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก Amazon เราก็จะค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอราคาที่เราพอใจ ผู้ขายอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าราคาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ถ้าขายได้น้อยแสดงว่าราคาสูงเกินไปหรือว่าสินค้าไม่ดีกันแน่? รูปแบบการขายนี้ทำให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะว่ารู้ราคาของผู้ขาย แต่ผู้ขายไม่รู้ราคาของผู้ที่สนใจจะซื้อ

ในทางกลับกันหากเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก ebay เราจะต้องไป Bid (ประมูล) แข่งกับผู้ซื้อคนอื่น ๆ และจะไม่เห็น reserve price (ราคาขั้นต่ำที่ผู้ขายต้องการขาย) จะเห็นได้ว่าผู้ขายเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสามารถเห็น demand ของผู้ซื้อได้ในขณะที่ผู้ซื้อไม่รู้ราคาขั้นต่ำของผู้ขาย ebay และ Amazon จึงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ Demand ของผู้ซื้อ และ Supply ของผู้ขาย แต่ทั้งสองมีข้อจำกัดที่คล้าย ๆ กันคือ 1. ความโปร่งใสทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขาย 2. ความกระจัดกระจาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องหากันให้เจอก่อนที่จะเริ่มซื้อขายกันได้

แต่หลักการทำงานของ ตลาดหุ้น ไม่เหมือนกับตลาดด้านบนที่กล่าวมา ราคาของฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นโปร่งใส โดยฝ่ายผู้ซื้อต้องตั้งราคาเสนอซื้อ (Bid) และฝ่ายผู้ขายต้องตั้งราคาเสนอขาย (Offer) ตลาดหุ้นมีที่ซื้อขายเพียงที่เดียวเท่านั้นสำหรับหุ้นแต่ละตัว ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องหากันให้เจอก่อน ความกระจัดกระจายของแหล่งที่ขายจึงไม่มี ราคาจะเป็นไปตามกลไกการของตลาด การซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจะถูกจับคู่ให้เองโดยอัตโนมัติ (ตามคิว) หลังจากที่ผู้ซื้อและผู้ขายส่งคำสั่ง Bid และ Offer

ยกตัวอย่างการซื้อขาย iPhone ในรูปแบบของตลาดหุ้น: หากผู้ที่ต้องการขายไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอขายที่ (101, 102, 103, 104 ดอลล่าร์) และผู้ที่ต้องการซื้อไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอซื้อที่ (99, 98, 97, 96 ดอลล่าร์) การซื้อขายก็จะไม่เกิดขึ้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกจับคู่ซื้อขายก็ต่อเมื่อราคาตรงกันเท่านั้น (ราคาที่ทั้งสองฝั่งพึงพอใจ) เช่นถ้าผู้ซื้อตั้ง bid ที่ 100 และผู้ขายตั้ง offer ที่ 100 ทั้งสองคนก็จะถูกจับคู่กันโดยทันที (การซื้อขายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) ราคาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นล่าสุดของ iPhone ก็จะเท่ากับ 100 ดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าการจับคู่ซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทั้งสองฝั่งสามารถตกลงราคากันได้เท่านั้น

ลองสมมุติใหม่ว่าวันดีคืนดีมีข่าวออกมาว่าไอโฟนทุกเครื่องมีปัญหาเรื่องแบตเสื่อมอย่างรุนแรงหลังจากการใช้งานได้เพียง 3 เดือน ทุกคนจึงเทขายไอโฟนออกมา ทำให้ในตลาดมีคนต้องการขายมากกว่าคนต้องการซื้อ (supply > demand) ราคาไอโฟนจึงร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่ตลาดคิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

ตัวอย่างด้านบนเป็นเพียงการซื้อขายของสินค้าด้วยรูปแบบกลไกลของตลาดหุ้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างตลาดซื้อขายทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีหุ้นมากกว่า 500 ตัวในตลาด การขึ้นลงของราคาหุ้นเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SET Index ที่เราใช้เป็นเครื่องสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้น (ผลกระทบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ Market Cap ของหุ้นตัวนั้น ๆ)

หากลองมองย้อนกลับไปในอดีตเราสามารถสังเกตุได้ถึงความสัมพันธ์ของ SET Index และเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันโดยตลอดมา อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเป็นตลาดแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ ราคาของหุ้นในตลาดจึงสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้ (สามารถรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงสวนกระแสเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นระยะ ๆ ได้

]]>
ตลาดหุ้นคือ…

ตลาดหุ้นคืออะไร? ทำไมถึงต้องมีตลาดหุ้นด้วย? ตลาดหุ้นคือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ อ่านความหมายของตลาดหุ้นตรงนี้ ในบทความนี้เราจะอธิบายถึงพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างง่าย ๆ หากลองย้อนกลับไปเรื่องกิจการร้านอาหารไทยในบทความที่แล้ว (หุ้นคืออะไร?) คุณต้องการผู้ร่วมลงทุน แต่คุณไม่รู้จะไปหานักลงทุนเหล่านั้นจากที่ไหน คุณอาจหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาร่วมลงทุนก็เป็นได้ แต่หากวันนึงผู้ร่วมลงทุนต้องการขายหุ้นทิ้งไปล่ะ? พวกเขาก็ต้องออกตระเวนหานักลงทุนรายใหม่เพื่อที่จะขายหุ้นให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะกิจการที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้!

Supermarket (ซุปเปอร์มาร์เก็ต) คือสถานที่ขายอาหาร เหตุผลที่คุณต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เพราะมันรวมอาหารทุก ๆ อย่างเอาไว้ในที่เดียวกัน มันง่ายกว่าการขับรถไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อสด แล้ววนไปร้านขายผัก หรือร้านเฉพาะทางต่าง ๆ ตลาดหุ้นก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับหุ้น! ให้ลองจินตนาการว่า SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) คือห้องใหญ่ ๆ ห้องนึงที่ทุกคนสามารถเข้าไปทำการซื้อหุ้นหรือขายหุ้นก็ได้ การซื้อขายหุ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เราไม่ต้องเดินทางไปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อซื้อขายหุ้น แค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก็สามารถซื้อขายผ่านการโทรสั่งเจ้าหน้าที่การตลาด หรือส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อความรวดเร็วและยังประหยัดค่าคอมอีกด้วย

  EBAY | AMAZON | STOCK MARKET

สมมุติว่าเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก Amazon เราก็จะค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอราคาที่เราพอใจ ผู้ขายอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าราคาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ถ้าขายได้น้อยแสดงว่าราคาสูงเกินไปหรือว่าสินค้าไม่ดีกันแน่? รูปแบบการขายนี้ทำให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะว่ารู้ราคาของผู้ขาย แต่ผู้ขายไม่รู้ราคาของผู้ที่สนใจจะซื้อ

ในทางกลับกันหากเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก ebay เราจะต้องไป Bid (ประมูล) แข่งกับผู้ซื้อคนอื่น ๆ และจะไม่เห็น reserve price (ราคาขั้นต่ำที่ผู้ขายต้องการขาย) จะเห็นได้ว่าผู้ขายเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสามารถเห็น demand ของผู้ซื้อได้ในขณะที่ผู้ซื้อไม่รู้ราคาขั้นต่ำของผู้ขาย ebay และ Amazon จึงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ Demand ของผู้ซื้อ และ Supply ของผู้ขาย แต่ทั้งสองมีข้อจำกัดที่คล้าย ๆ กันคือ 1. ความโปร่งใสทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขาย 2. ความกระจัดกระจาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องหากันให้เจอก่อนที่จะเริ่มซื้อขายกันได้

แต่หลักการทำงานของ ตลาดหุ้น ไม่เหมือนกับตลาดด้านบนที่กล่าวมา ราคาของฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นโปร่งใส โดยฝ่ายผู้ซื้อต้องตั้งราคาเสนอซื้อ (Bid) และฝ่ายผู้ขายต้องตั้งราคาเสนอขาย (Offer) ตลาดหุ้นมีที่ซื้อขายเพียงที่เดียวเท่านั้นสำหรับหุ้นแต่ละตัว ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องหากันให้เจอก่อน ความกระจัดกระจายของแหล่งที่ขายจึงไม่มี ราคาจะเป็นไปตามกลไกการของตลาด การซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจะถูกจับคู่ให้เองโดยอัตโนมัติ (ตามคิว) หลังจากที่ผู้ซื้อและผู้ขายส่งคำสั่ง Bid และ Offer

ยกตัวอย่างการซื้อขาย iPhone ในรูปแบบของตลาดหุ้น: หากผู้ที่ต้องการขายไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอขายที่ (101, 102, 103, 104 ดอลล่าร์) และผู้ที่ต้องการซื้อไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอซื้อที่ (99, 98, 97, 96 ดอลล่าร์) การซื้อขายก็จะไม่เกิดขึ้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกจับคู่ซื้อขายก็ต่อเมื่อราคาตรงกันเท่านั้น (ราคาที่ทั้งสองฝั่งพึงพอใจ) เช่นถ้าผู้ซื้อตั้ง bid ที่ 100 และผู้ขายตั้ง offer ที่ 100 ทั้งสองคนก็จะถูกจับคู่กันโดยทันที (การซื้อขายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) ราคาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นล่าสุดของ iPhone ก็จะเท่ากับ 100 ดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าการจับคู่ซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทั้งสองฝั่งสามารถตกลงราคากันได้เท่านั้น

ลองสมมุติใหม่ว่าวันดีคืนดีมีข่าวออกมาว่าไอโฟนทุกเครื่องมีปัญหาเรื่องแบตเสื่อมอย่างรุนแรงหลังจากการใช้งานได้เพียง 3 เดือน ทุกคนจึงเทขายไอโฟนออกมา ทำให้ในตลาดมีคนต้องการขายมากกว่าคนต้องการซื้อ (supply > demand) ราคาไอโฟนจึงร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่ตลาดคิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

ตัวอย่างด้านบนเป็นเพียงการซื้อขายของสินค้าด้วยรูปแบบกลไกลของตลาดหุ้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างตลาดซื้อขายทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีหุ้นมากกว่า 500 ตัวในตลาด การขึ้นลงของราคาหุ้นเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SET Index ที่เราใช้เป็นเครื่องสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้น (ผลกระทบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ Market Cap ของหุ้นตัวนั้น ๆ)

หากลองมองย้อนกลับไปในอดีตเราสามารถสังเกตุได้ถึงความสัมพันธ์ของ SET Index และเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันโดยตลอดมา อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเป็นตลาดแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ ราคาของหุ้นในตลาดจึงสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้ (สามารถรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงสวนกระแสเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นระยะ ๆ ได้

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/ 0
Market Capitalization http://hoondb.com/market-capitalization/ http://hoondb.com/market-capitalization/#comments Fri, 06 Sep 2013 09:32:12 +0000 http://hoondb.com/?p=728 คำว่า “Market Capitalization” หมายความว่าอย่างไร? Market Capitalization คือ มูลค่าตามราคาตลาด ไม่ว่าจะเป็นมูลค่ารวมของหุ้นรายตัว มูลค่ารวมรายอุตสาหกรรม หรือมูลค่ารวมของทั้งตลาด (เช่น Market Cap ของ SET) ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ก็คือ ราคาหุ้นที่สูงกว่าย่อมหมายถึงบริษัทมีมูลค่ามากกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะจำนวนหุ้นที่อยู่ในตลาดมีความสัมพันธ์กับราคาต่อหุ้นของบริษัทนั้น ๆ เช่น บริษัท ABC มี 10 หุ้น ราคาหุ้นละ 1 แสนบาท (Market Cap เท่ากับ 1 ล้านบาท) เทียบกับ บริษัท XYZ ที่มี 100 หุ้น แต่ราคาหุ้นละ 5 หมื่นบาท ซึ่งมี Market Cap ใหญ่กว่าถึง 5 เท่า จะเห็นได้ว่าราคาหุ้น XYZ ถูกกว่าหุ้น ABC แต่บริษัท XYZ กลับมีมูลค่ากิจการที่สูงกว่า

Market Capitalization = ราคาต่อหุ้น x จำนวนหุ้นทั้งหมด

โดยปกติแล้วบริษัทในตลาดหุ้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งได้แก่ Large-cap, Mid-cap, และ Small-cap (ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตามลำดับ) โดยเกณฑ์ที่ใช้แบ่งอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ด้านล่างคือบริษัทที่มี Market Cap. ขนาดใหญ่ในประเทศไทย และประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2012

ตัวอย่าง 1: Market Cap ของ PTT (PTT Public Company Limited) อยู่ที่ 8.8 แสนล้านบาท (#1) ตัวอย่าง 2: Market Cap ของ KBANK (Kasikornbank Public Company Limited) อยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท (#5) ตัวอย่าง 3: Market Cap ของ AAPL (Apple Inc.) อยู่ที่ 5.6 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 18 ล้านล้านบาท (#1)

]]>
ความหมาย Market Capitalization

คำว่า “Market Capitalization” หมายความว่าอย่างไร? Market Capitalization คือ มูลค่าตามราคาตลาด ไม่ว่าจะเป็นมูลค่ารวมของหุ้นรายตัว มูลค่ารวมรายอุตสาหกรรม หรือมูลค่ารวมของทั้งตลาด (เช่น Market Cap ของ SET) ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ก็คือ ราคาหุ้นที่สูงกว่าย่อมหมายถึงบริษัทมีมูลค่ามากกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะจำนวนหุ้นที่อยู่ในตลาดมีความสัมพันธ์กับราคาต่อหุ้นของบริษัทนั้น ๆ เช่น บริษัท ABC มี 10 หุ้น ราคาหุ้นละ 1 แสนบาท (Market Cap เท่ากับ 1 ล้านบาท) เทียบกับ บริษัท XYZ ที่มี 100 หุ้น แต่ราคาหุ้นละ 5 หมื่นบาท ซึ่งมี Market Cap ใหญ่กว่าถึง 5 เท่า จะเห็นได้ว่าราคาหุ้น XYZ ถูกกว่าหุ้น ABC แต่บริษัท XYZ กลับมีมูลค่ากิจการที่สูงกว่า

Market Capitalization = ราคาต่อหุ้น x จำนวนหุ้นทั้งหมด

โดยปกติแล้วบริษัทในตลาดหุ้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งได้แก่ Large-cap, Mid-cap, และ Small-cap (ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตามลำดับ) โดยเกณฑ์ที่ใช้แบ่งอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ด้านล่างคือบริษัทที่มี Market Cap. ขนาดใหญ่ในประเทศไทย และประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2012

ตัวอย่าง 1: Market Cap ของ PTT (PTT Public Company Limited) อยู่ที่ 8.8 แสนล้านบาท (#1)
ตัวอย่าง 2: Market Cap ของ KBANK (Kasikornbank Public Company Limited) อยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท (#5)
ตัวอย่าง 3: Market Cap ของ AAPL (Apple Inc.) อยู่ที่ 5.6 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 18 ล้านล้านบาท (#1)

]]>
http://hoondb.com/market-capitalization/feed/ 0
หุ้นคืออะไร? http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments Wed, 04 Sep 2013 14:52:30 +0000 http://hoondb.com/?p=18 เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าหุ้นคืออะไร ทำไมถึงต้องมีหุ้นด้วย? บทความนี้จะอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับหุ้นให้อ่านแบบง่าย ๆ หากต้องการความหมายของหุ้นให้อ่านตรงนี้ก่อน! ลองสมมุติดูว่าคุณต้องการจะทำธุรกิจร้านอาหารไทย โดยคำนวนและตัดสินใจแล้วว่าจะต้องลงทุนเป็นเงินทั้งหมด 10 ล้านบาทเพื่อที่จะจัดตั้งบริษัทและเปิดร้านอาหารแห่งนี้ได้ คุณแบ่งบริษัทของคุณเป็น 1000 ส่วน หรือ 1000 หุ้น และกำหนดราคาไว้ที่หุ้นละ 1 หมื่นบาท หากสามารถขายหุ้นทั้งหมดให้กับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณก็จะได้รับเงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท (1000 หุ้น x 1 หมื่นบาท) เป็นทุนสำหรับเปิดบริษัท

ถ้าในปีแรกร้านอาหารของคุณได้กำไรเป็นจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากหักภาษีแล้ว หุ้นแต่ละหน่วยก็จะได้รับผลตอบแทน 1 ส่วน 1000 (1/1000) ของกำไร คุณจะต้องเอา 1 ล้านบาทที่เป็นกำไรมาหาร 1 พันซึ่งเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท กำไรต่อหุ้น หรือ Earnings per share ก็จะเท่ากับ 100 บาท หลังจากนั้นก็จะมีการเรียกประชุม คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้เงินในการ จ่ายเงินสดปันผล (Cash Dividend), ซื้อหุ้นคืน (Stock Repurchase) หรือว่านำไปขยายกิจการต่อไป

เมื่อถึงจุดนึง คุณมีความต้องการที่จะขายหุ้นของกิจการร้านอาหารไทยที่คุณได้เปิดขึ้นมา โดยถ้าบริษัทใหญ่มากพอและผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของ ตลาดหลักทรัพย์ คุณก็จะสามารถนำหุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดได้ (IPO) สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือการซื้อขาย นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้โดยผ่าน โบรกเกอร์ โดยบอกกับตลาดว่าพวกเขาสนใจที่จะซื้อขายหุ้นของบริษัทใดบริษัทนึง หรือที่เราเรียกว่าการส่งคำสั่งซื้อขาย ตลาดก็จะจับคู่ซื้อขายให้กับนักลงทุนพร้อมกับคิด ค่าคอมมิสชั่น (commision) สำหรับดำเนินการ

ในความเป็นจริงแล้วมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทระดับหมื่นล้านหรือบริษัทเล็ก ๆ ผู้ถือหุ้นทุกคนคือเจ้าของบริษัทเหมือนกัน (ตามสัดส่วนที่ถือครอง) โดยราคาของหุ้นที่อยู่ในตลาดไม่แตกต่างจากการประมูลสินค้า นักลงทุนเช่นคุณกำลังตัดสินใจที่จะซื้อ หรือขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นหุ้น DTAC (บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) อยู่ที่ราคา 100 บาทต่อหุ้นในตอนนี้ หากมีคนต้องการขายมัน แต่ดันไม่มีใครอยากซื้อที่ราคานี้ ราคาหุ้น DTAC ก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีใครซักคนเข้ามาช้อนซื้อ และในทางกลับกันสมมุติว่านักลงทุนส่วนใหญ่เห็นว่า DTAC สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและคาดว่าจะมีกำไรมากมายในอนาคต ราคาหุ้น DTAC ก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะมีคนต้องการซื้อในราคาที่สูงกว่าตอนนี้ หรือ หากมีนักลงทุนรายใหญ่เทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มี Supply มากกว่า Demand ชั่วขณะ ก็สามารถส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงได้เช่นกัน

สรุปแล้ว หุ้นคือ หลักทรัพย์หรือหน่วยของบริษัทที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของในตัวบริษัทนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถมีทั้งกำไรและขาดทุนได้ขึ้นอยู่กับกิจการของบริษัทว่าดำเนินไปได้ด้วยดี มีอนาคตหรือเปล่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นมีเยอะแยะมากมาย ราคาของหุ้นจึงอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของมันก็เป็นได้ ซึ่งคำว่า “มูลค่าที่แท้จริง” หรือ “Intrinsic Value” ของหุ้นแต่ละตัวก็ต้องไปตีความกันอีกที เพราะความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับราคาหุ้น…

]]>
หุ้นคือหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง…

เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าหุ้นคืออะไร ทำไมถึงต้องมีหุ้นด้วย? บทความนี้จะอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับหุ้นให้อ่านแบบง่าย ๆ หากต้องการความหมายของหุ้นให้อ่านตรงนี้ก่อน! ลองสมมุติดูว่าคุณต้องการจะทำธุรกิจร้านอาหารไทย โดยคำนวนและตัดสินใจแล้วว่าจะต้องลงทุนเป็นเงินทั้งหมด 10 ล้านบาทเพื่อที่จะจัดตั้งบริษัทและเปิดร้านอาหารแห่งนี้ได้ คุณแบ่งบริษัทของคุณเป็น 1000 ส่วน หรือ 1000 หุ้น และกำหนดราคาไว้ที่หุ้นละ 1 หมื่นบาท หากสามารถขายหุ้นทั้งหมดให้กับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณก็จะได้รับเงินเป็นจำนวน 10 ล้านบาท (1000 หุ้น x 1 หมื่นบาท) เป็นทุนสำหรับเปิดบริษัท

ถ้าในปีแรกร้านอาหารของคุณได้กำไรเป็นจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากหักภาษีแล้ว หุ้นแต่ละหน่วยก็จะได้รับผลตอบแทน 1 ส่วน 1000 (1/1000) ของกำไร คุณจะต้องเอา 1 ล้านบาทที่เป็นกำไรมาหาร 1 พันซึ่งเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท กำไรต่อหุ้น หรือ Earnings per share ก็จะเท่ากับ 100 บาท หลังจากนั้นก็จะมีการเรียกประชุม คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้เงินในการ จ่ายเงินสดปันผล (Cash Dividend), ซื้อหุ้นคืน (Stock Repurchase) หรือว่านำไปขยายกิจการต่อไป

เมื่อถึงจุดนึง คุณมีความต้องการที่จะขายหุ้นของกิจการร้านอาหารไทยที่คุณได้เปิดขึ้นมา โดยถ้าบริษัทใหญ่มากพอและผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของ ตลาดหลักทรัพย์ คุณก็จะสามารถนำหุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดได้ (IPO) สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือการซื้อขาย นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้โดยผ่าน โบรกเกอร์ โดยบอกกับตลาดว่าพวกเขาสนใจที่จะซื้อขายหุ้นของบริษัทใดบริษัทนึง หรือที่เราเรียกว่าการส่งคำสั่งซื้อขาย ตลาดก็จะจับคู่ซื้อขายให้กับนักลงทุนพร้อมกับคิด ค่าคอมมิสชั่น (commision) สำหรับดำเนินการ

ในความเป็นจริงแล้วมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทระดับหมื่นล้านหรือบริษัทเล็ก ๆ ผู้ถือหุ้นทุกคนคือเจ้าของบริษัทเหมือนกัน (ตามสัดส่วนที่ถือครอง) โดยราคาของหุ้นที่อยู่ในตลาดไม่แตกต่างจากการประมูลสินค้า นักลงทุนเช่นคุณกำลังตัดสินใจที่จะซื้อ หรือขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่นหุ้น DTAC (บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) อยู่ที่ราคา 100 บาทต่อหุ้นในตอนนี้ หากมีคนต้องการขายมัน แต่ดันไม่มีใครอยากซื้อที่ราคานี้ ราคาหุ้น DTAC ก็จะตกลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีใครซักคนเข้ามาช้อนซื้อ และในทางกลับกันสมมุติว่านักลงทุนส่วนใหญ่เห็นว่า DTAC สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและคาดว่าจะมีกำไรมากมายในอนาคต ราคาหุ้น DTAC ก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะมีคนต้องการซื้อในราคาที่สูงกว่าตอนนี้ หรือ หากมีนักลงทุนรายใหญ่เทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มี Supply มากกว่า Demand ชั่วขณะ ก็สามารถส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงได้เช่นกัน

สรุปแล้ว หุ้นคือ หลักทรัพย์หรือหน่วยของบริษัทที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของในตัวบริษัทนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถมีทั้งกำไรและขาดทุนได้ขึ้นอยู่กับกิจการของบริษัทว่าดำเนินไปได้ด้วยดี มีอนาคตหรือเปล่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นมีเยอะแยะมากมาย ราคาของหุ้นจึงอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของมันก็เป็นได้ ซึ่งคำว่า “มูลค่าที่แท้จริง” หรือ “Intrinsic Value” ของหุ้นแต่ละตัวก็ต้องไปตีความกันอีกที เพราะความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับราคาหุ้น…

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/ 0
บริษัทหลักทรัพย์ (Broker) http://hoondb.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c-broker/ http://hoondb.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c-broker/#comments Tue, 03 Sep 2013 09:45:14 +0000 http://hoondb.com/?p=604 คำว่า “บริษัทหลักทรัพย์ ” หมายความว่าอย่างไร? บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์ หรือ Broker) คือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และได้ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องเป็นบริษัทสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนจึงจะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ผ่านเข้าสู่ระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตรงได้

รูปแบบการประกอบกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้มีเพียงแค่ การเป็นนายหน้าซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ แต่อาจรวมไปถึง กิจการค้าหลักทรัพย์ กิจการที่ปรึกษาการลงทุน กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และ กิจการจัดการลงทุนด้วย โดยในแต่ละประเภทก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก่อนถึงจะมีสิทธิดำเนินกิจการได้

บริษัทหลักทรัพย์ หรือ โบรกเกอร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่คนกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุนเท่านั้น โบรกเกอร์จะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความรับผิดชอบต่อบริการต่าง ๆ ที่ให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนอยู่ตลอดเวลาเช่น การเปิดบัญชี ดูแลแนะนำให้คำปรึกษาในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีความสนใจในการลงทุนควรศึกษาและพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ของโบรกเกอร์ก่อนที่จะเลือกใช้บริการเพื่อหาบริษัทหลักทรัพย์ที่เหมาะสมต่อความต้องการ

]]>
ความหมาย “บริษัทหลักทรัพย์”

คำว่า “บริษัทหลักทรัพย์ ” หมายความว่าอย่างไร? บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์ หรือ Broker) คือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และได้ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องเป็นบริษัทสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนจึงจะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ผ่านเข้าสู่ระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตรงได้

รูปแบบการประกอบกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้มีเพียงแค่ การเป็นนายหน้าซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ แต่อาจรวมไปถึง กิจการค้าหลักทรัพย์ กิจการที่ปรึกษาการลงทุน กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และ กิจการจัดการลงทุนด้วย โดยในแต่ละประเภทก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก่อนถึงจะมีสิทธิดำเนินกิจการได้

บริษัทหลักทรัพย์ หรือ โบรกเกอร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่คนกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุนเท่านั้น โบรกเกอร์จะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความรับผิดชอบต่อบริการต่าง ๆ ที่ให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนอยู่ตลอดเวลาเช่น การเปิดบัญชี ดูแลแนะนำให้คำปรึกษาในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีความสนใจในการลงทุนควรศึกษาและพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ของโบรกเกอร์ก่อนที่จะเลือกใช้บริการเพื่อหาบริษัทหลักทรัพย์ที่เหมาะสมต่อความต้องการ

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c-broker/feed/ 0
Initial Public Offering (IPO) http://hoondb.com/initial-public-offering-ipo/ http://hoondb.com/initial-public-offering-ipo/#comments Sun, 01 Sep 2013 12:44:57 +0000 http://hoondb.com/?p=589 คำว่า “IPO” หมายความว่าอย่างไร? Initial Public Offering (IPO) คือ การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ก่อนมีการนำเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่นักลงทุนทั่วไปเรียกกันว่า หุ้นไอพีโอ ซึ่งตามความหมายแล้วก็คือหุ้นที่กำลังจะเข้าตลาด บริษัทที่ต้องการหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม เพื่อนำมาขยายกิจการหรือกระจายการถือครองหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ก็สามารถนำหุ้นออกมาเสนอขายได้ (IPO) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจประเภทการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการ (Underwriter) ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. รวมถึงต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ด้วย

การจองซื้อหุ้น IPO สามารถทำได้โดยการติดต่อผ่านทางบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์นั้น ๆ เพื่อสอบถามช่องทางในการจองซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การได้สิทธิจองซื้อหุ้น IPO มักขึ้นอยู่กับความต้องการของหุ้นตัวนั้น ๆ และสถานะของนักลงทุน เช่น หากมีวอลุ่มในการซื้อขายสูง ๆ ก็อาจได้รับสิทธิพิเศษในการจองซื้อหุ้น IPO ก่อนผู้อื่น

จากสถิติย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมา เราได้พบว่าราคาของหุ้น IPO มีแนวโน้มที่จะปิดสูงกว่าราคาเดิมในการซื้อขายวันแรกเนื่องด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น แรงเก็งกำไร หรือ นักลงทุนที่พลาดโอกาสในการจองซื้อหุ้น IPO รีบเข้าซื้อในวันแรกเป็นจำนวนมาก เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้น IPO จะตกลงในวันแรกก็มีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น PACE ที่เริ่มซื้อขายวันที่ 7 สิงหาคม 2556 (บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน ) โดยมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 3.50 บาท ได้ปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 3.10 บาท และในวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ราคา PACE ได้ลดลงเหลืออยู่แค่ 1.50 บาทเท่านั้น!

]]>
ความหมาย Initial Public Offering

คำว่า “IPO” หมายความว่าอย่างไร? Initial Public Offering (IPO) คือ การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ก่อนมีการนำเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่นักลงทุนทั่วไปเรียกกันว่า หุ้นไอพีโอ ซึ่งตามความหมายแล้วก็คือหุ้นที่กำลังจะเข้าตลาด บริษัทที่ต้องการหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม เพื่อนำมาขยายกิจการหรือกระจายการถือครองหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ก็สามารถนำหุ้นออกมาเสนอขายได้ (IPO) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจประเภทการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการ (Underwriter) ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. รวมถึงต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ด้วย

การจองซื้อหุ้น IPO สามารถทำได้โดยการติดต่อผ่านทางบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์นั้น ๆ เพื่อสอบถามช่องทางในการจองซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การได้สิทธิจองซื้อหุ้น IPO มักขึ้นอยู่กับความต้องการของหุ้นตัวนั้น ๆ และสถานะของนักลงทุน เช่น หากมีวอลุ่มในการซื้อขายสูง ๆ ก็อาจได้รับสิทธิพิเศษในการจองซื้อหุ้น IPO ก่อนผู้อื่น

จากสถิติย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมา เราได้พบว่าราคาของหุ้น IPO มีแนวโน้มที่จะปิดสูงกว่าราคาเดิมในการซื้อขายวันแรกเนื่องด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น แรงเก็งกำไร หรือ นักลงทุนที่พลาดโอกาสในการจองซื้อหุ้น IPO รีบเข้าซื้อในวันแรกเป็นจำนวนมาก เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ราคาหุ้น IPO จะตกลงในวันแรกก็มีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น PACE ที่เริ่มซื้อขายวันที่ 7 สิงหาคม 2556 (บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน ) โดยมีราคาเสนอขายอยู่ที่ 3.50 บาท ได้ปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 3.10 บาท และในวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ราคา PACE ได้ลดลงเหลืออยู่แค่ 1.50 บาทเท่านั้น!

]]>
http://hoondb.com/initial-public-offering-ipo/feed/ 0
ตลาดหุ้น http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments Wed, 28 Aug 2013 16:28:23 +0000 http://hoondb.com/?p=318 คำว่า “ตลาดหุ้น” หมายความว่าอย่างไร? ตลาดหุ้น หรือ ตลาดหลักทรัพย์ (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: The Stock Exchange of Thailand หรือ SET) คือตลาดศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่นหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ และวอร์แรนท์ เป็นต้น ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทต่าง ๆ ที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถูกควบคุมดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. การซื้อขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ สามารถทำได้โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้ดัชนีเป็นหน่วยวัดเรียกว่า (SET INDEX) คือตัวเลขที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ทั้งหมดในตลาด มีหน่วยวัดเรียกเป็นจุด

เวลาทำการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) โดยแบ่งเป็นสองเวลาคือ ช่วงเช้าและช่วงบ่าย ได้แก่ 10 โมงถึงเที่ยงครึ่ง (10.00 – 12.30) – Morning Trading Session – และบ่าย 2 ครึ่งถึง 4 โมงครึ่ง (14.30 – 16.30) – Afternoon Trading Session – มีช่วงพักครึ่งวันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง (Intermission) ตั้งแต่ 12:30 – 2:30

 

]]>
ความหมายของ “ตลาดหุ้น”

คำว่า “ตลาดหุ้น” หมายความว่าอย่างไร? ตลาดหุ้น หรือ ตลาดหลักทรัพย์ (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย: The Stock Exchange of Thailand หรือ SET) คือตลาดศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่นหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ และวอร์แรนท์ เป็นต้น ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทต่าง ๆ ที่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถูกควบคุมดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. การซื้อขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ สามารถทำได้โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้ดัชนีเป็นหน่วยวัดเรียกว่า (SET INDEX) คือตัวเลขที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ทั้งหมดในตลาด มีหน่วยวัดเรียกเป็นจุด

เวลาทำการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) คือตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) โดยแบ่งเป็นสองเวลาคือ ช่วงเช้าและช่วงบ่าย ได้แก่ 10 โมงถึงเที่ยงครึ่ง (10.00 – 12.30) – Morning Trading Session – และบ่าย 2 ครึ่งถึง 4 โมงครึ่ง (14.30 – 16.30) – Afternoon Trading Session – มีช่วงพักครึ่งวันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง (Intermission) ตั้งแต่ 12:30 – 2:30

 

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/ 0
ดัชนี SET Index http://hoondb.com/%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5-set-index/ http://hoondb.com/%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5-set-index/#comments Wed, 28 Aug 2013 16:26:32 +0000 http://hoondb.com/?p=335 คำว่า “ดัชนี SET Index” หมายความว่าอย่างไร? ดัชนี SET Index คือดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งคำนวณได้จากหุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์ ดัชนี SET Index เป็นการคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าของหลักทรัพย์ตามราคาตลาด โดยการเทียบมูลค่าตลาดในปัจจุบันของหลักทรัพย์ (Current Market Value) กับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ในวันฐานของหลักทรัพย์ (Base Market Value) ซึ่งก็คือวันที่ 30 เมษายน ปี 2518 โดยมีค่าดัชนีเริ่มต้นที่ 100 จุด ใช้สูตรการคำนวณดังต่อไปนี้:

SET Index = (Current Market Value / Base Market Value) x 100

SET50: คือดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้ในการแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 50 ตัวแรกที่มีมูลค่าตลาดสูงและมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงอย่างสม่ำเสมอเรียงตามลำดับ ใช้สูตรและวิธีการคำนวณเป็นเช่นเดียวกับการคำนวณ SET Index แต่ใช้ฐานวันที่ 16 สิงหาคม ปี 2538 และมีค่าดัชนีเริ่มต้นที่ 100 จุดเช่นเดียวกัน

SET100: เช่นเดียวกับ SET 50 แต่แสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 100 ตัวแรก การปรับรายการหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณ SET50 และ SET100 จะมีขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือเดือนมิถุนายนและธันวาคมของทุกปี

ยกตัวอย่าง: วันนี้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างรุนแรงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ โดยปิดตลาดที่ 1,210 จุด ลดลงกว่า 60 จุด เข้าใกล้ระดับ 1,200 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญ…

]]>
ความหมายของ “ดัชนี SET Index”

คำว่า “ดัชนี SET Index” หมายความว่าอย่างไร? ดัชนี SET Index คือดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งคำนวณได้จากหุ้นสามัญจดทะเบียนทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์ ดัชนี SET Index เป็นการคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าของหลักทรัพย์ตามราคาตลาด โดยการเทียบมูลค่าตลาดในปัจจุบันของหลักทรัพย์ (Current Market Value) กับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ในวันฐานของหลักทรัพย์ (Base Market Value) ซึ่งก็คือวันที่ 30 เมษายน ปี 2518 โดยมีค่าดัชนีเริ่มต้นที่ 100 จุด ใช้สูตรการคำนวณดังต่อไปนี้:

SET Index = (Current Market Value / Base Market Value) x 100

SET50: คือดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้ในการแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 50 ตัวแรกที่มีมูลค่าตลาดสูงและมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงอย่างสม่ำเสมอเรียงตามลำดับ ใช้สูตรและวิธีการคำนวณเป็นเช่นเดียวกับการคำนวณ SET Index แต่ใช้ฐานวันที่ 16 สิงหาคม ปี 2538 และมีค่าดัชนีเริ่มต้นที่ 100 จุดเช่นเดียวกัน

SET100: เช่นเดียวกับ SET 50 แต่แสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญ 100 ตัวแรก การปรับรายการหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณ SET50 และ SET100 จะมีขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือเดือนมิถุนายนและธันวาคมของทุกปี

ยกตัวอย่าง: วันนี้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างรุนแรงตามทิศทางตลาดต่างประเทศ โดยปิดตลาดที่ 1,210 จุด ลดลงกว่า 60 จุด เข้าใกล้ระดับ 1,200 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญ…

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5-set-index/feed/ 0