หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Market Summary 1/2/2015 http://hoondb.com/market-summary-122015/ http://hoondb.com/market-summary-122015/#comments Sun, 01 Feb 2015 13:46:14 +0000 http://hoondb.com/?p=8092 30/1/2015 SET ปิด -5.15 จุดยืนที่ 1581.25

30/1/2015 ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นกว่า 8% จากจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

]]>
set 1-2-2015

30/1/2015 SET ปิด -5.15 จุดยืนที่ 1581.25

crude oil 30-1-2015

30/1/2015 ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นกว่า 8% จากจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

]]>
http://hoondb.com/market-summary-122015/feed/ 0
Market Summary 9/1/2015 http://hoondb.com/market-summary-9-1-2015/ http://hoondb.com/market-summary-9-1-2015/#comments Thu, 08 Jan 2015 10:30:10 +0000 http://hoondb.com/?p=8006 9/1/2015 SET Index ปิด +7.80 จุด ยืนที่ 1529.42

 

 

]]>
set 9-1-2015

9/1/2015 SET Index ปิด +7.80 จุด ยืนที่ 1529.42

 

 

]]>
http://hoondb.com/market-summary-9-1-2015/feed/ 0
เปรียบเทียบกรณีหุ้นไทยดิ่ง 140 จุด และ 2010 Flash Crash http://hoondb.com/set-140-flash-crash/ http://hoondb.com/set-140-flash-crash/#comments Sat, 20 Dec 2014 10:38:55 +0000 http://hoondb.com/?p=7895 Flash Crash คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2010 เมื่อดัชนี Dow Jones ดิ่งลงกว่า 1000 จุด คิดเป็นประมาณ 9% และตีกลับขึ้นมาภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งในวันนั้นตลาดเปิดมามีแนวโน้มเป็นขาลงอยู่แล้ว เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตหนี้ในกรีซ โดยที่ในช่วงเช้าตลาดดำเนินการไปอย่างปกติ

จากการรายงานของ SEC พบว่ามีการเทขายสัญญาล่วงหน้าทิ้งกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 75,000 สัญญาออกมาภายในเวลา 20 นาที ตอนช่วงบ่าย ซึ่งโดยปกติของไซส์ขนาดนี้ต้องใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมง ทำให้ตลาดฟิวเจอร์สเกิดความผันผวนเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังตลาดหุ้น

ระบบซื้อขายอัตโนมัติ (automated trading) ต่าง ๆ ในตลาดหุ้นหยุดทำงานชั่วคราวเนื่องจากตรวจพบความผิดปกติของการซื้อขาย ทำให้ตลาดขาดสภาพคล่อง หุ้นใหญ่ ๆ อย่าง Procter & Gamble และ Accenture มีการซื้อขายกันที่ราคาตั้งแต่ 1 เพนนี จนไปถึง $100,000 จนกระทั่ง Stop Logic Functionality บนตลาดฟิวเจอร์สทำงาน การซื้อขายถูกหยุดพักไป 5 วินาที หลังจากนั้นตลาดถึงได้เริ่มเด้งกลับคืนมา

SET Index 15/12/2014

หันกลับมาดูที่บ้านเราบ้าง จะว่าไปทรงก็คลับคล้ายคลับคลากับ Flash Crash ยังไงชอบกล ช่วงเช้าตลาดดูหม่น ๆ แล้วโดนเทรวดเดียวลบไปถึง 138.96 จุด คิดเป็นประมาณ 9% โดยกินเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีตอนช่วงบ่ายเหมือนกัน ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาปิดที่ 1,478.49 ลดลง 36.46 จุด หรือ 2.41%

อ่านรายละเอียด: SET -140 จุด 15/12/2014

ข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงเย็นวันที่ 15/12/2014 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ตลาดหลักทรัพย์ไม่พบการซื้อขายผิดปกติ แต่จะขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนกและยังเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนพยุงหุ้นแต่อย่างใด พร้อมเตือนนักลงทุนระมัดระวังข่าวลือต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาหลายเรื่อง ควรตรวจสอบและวิเคราะห์ให้ดี โดยเฉพาะผลกระทบจากประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อหุ้นตัวที่ถือลงทุนอยู่ ความเห็นผู้เขียน การที่หุ้นถูกเทลงมาอย่างหนักในระหว่างวันจนเกือบโดน Circuit Breaker และตีคืนกลับขึ้นมาร่วม 100 จุด โดยที่ทั้งหมดนี้กินเวลาเพียงไม่กี่นาทีนี่ไม่น่าจะใช่เรื่องปกติ บางทีอาจมีสาเหตุใกล้เคียงกับ Flash Crash ก็เป็นได้ ประเด็นน่าจะอยู่ตรงนี้ สาเหตุที่แท้จริงน่าจะไม่ได้มีเพียงประเด็นหลัก ๆ ที่เล่นกันในวันนั้น ตลท. ควรตั้งทีมตรวจสอบหาสาเหตุแล้วชี้แจงแก่นักลงทุน เหมือนที่ CFTC-SEC ของอเมริกาที่ร่วมกันสอบสวนกรณี Flash Crash นานร่วมเดือนเพื่อชี้แจงแก่สาธารณชน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลาย ๆ ฝ่ายไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

]]>
2010 Flash Crash

Flash Crash คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2010 เมื่อดัชนี Dow Jones ดิ่งลงกว่า 1000 จุด คิดเป็นประมาณ 9% และตีกลับขึ้นมาภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งในวันนั้นตลาดเปิดมามีแนวโน้มเป็นขาลงอยู่แล้ว เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตหนี้ในกรีซ โดยที่ในช่วงเช้าตลาดดำเนินการไปอย่างปกติ

flash-crash-dow-2010

จากการรายงานของ SEC พบว่ามีการเทขายสัญญาล่วงหน้าทิ้งกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 75,000 สัญญาออกมาภายในเวลา 20 นาที ตอนช่วงบ่าย ซึ่งโดยปกติของไซส์ขนาดนี้ต้องใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมง ทำให้ตลาดฟิวเจอร์สเกิดความผันผวนเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังตลาดหุ้น

ระบบซื้อขายอัตโนมัติ (automated trading) ต่าง ๆ ในตลาดหุ้นหยุดทำงานชั่วคราวเนื่องจากตรวจพบความผิดปกติของการซื้อขาย ทำให้ตลาดขาดสภาพคล่อง หุ้นใหญ่ ๆ อย่าง Procter & Gamble และ Accenture มีการซื้อขายกันที่ราคาตั้งแต่ 1 เพนนี จนไปถึง $100,000 จนกระทั่ง Stop Logic Functionality บนตลาดฟิวเจอร์สทำงาน การซื้อขายถูกหยุดพักไป 5 วินาที หลังจากนั้นตลาดถึงได้เริ่มเด้งกลับคืนมา


SET Index 15/12/2014

หันกลับมาดูที่บ้านเราบ้าง จะว่าไปทรงก็คลับคล้ายคลับคลากับ Flash Crash ยังไงชอบกล ช่วงเช้าตลาดดูหม่น ๆ แล้วโดนเทรวดเดียวลบไปถึง 138.96 จุด คิดเป็นประมาณ 9% โดยกินเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีตอนช่วงบ่ายเหมือนกัน ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาปิดที่ 1,478.49 ลดลง 36.46 จุด หรือ 2.41%

SET-15-12-2014-3

อ่านรายละเอียด: SET -140 จุด 15/12/2014

ข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงเย็นวันที่ 15/12/2014
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ตลาดหลักทรัพย์ไม่พบการซื้อขายผิดปกติ แต่จะขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนกและยังเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนพยุงหุ้นแต่อย่างใด พร้อมเตือนนักลงทุนระมัดระวังข่าวลือต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาหลายเรื่อง ควรตรวจสอบและวิเคราะห์ให้ดี โดยเฉพาะผลกระทบจากประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อหุ้นตัวที่ถือลงทุนอยู่

ความเห็นผู้เขียน

การที่หุ้นถูกเทลงมาอย่างหนักในระหว่างวันจนเกือบโดน Circuit Breaker และตีคืนกลับขึ้นมาร่วม 100 จุด โดยที่ทั้งหมดนี้กินเวลาเพียงไม่กี่นาทีนี่ไม่น่าจะใช่เรื่องปกติ บางทีอาจมีสาเหตุใกล้เคียงกับ Flash Crash ก็เป็นได้ ประเด็นน่าจะอยู่ตรงนี้ สาเหตุที่แท้จริงน่าจะไม่ได้มีเพียงประเด็นหลัก ๆ ที่เล่นกันในวันนั้น ตลท. ควรตั้งทีมตรวจสอบหาสาเหตุแล้วชี้แจงแก่นักลงทุน เหมือนที่ CFTC-SEC ของอเมริกาที่ร่วมกันสอบสวนกรณี Flash Crash นานร่วมเดือนเพื่อชี้แจงแก่สาธารณชน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลาย ๆ ฝ่ายไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

]]>
http://hoondb.com/set-140-flash-crash/feed/ 0
Crude Oil http://hoondb.com/crude-oil/ http://hoondb.com/crude-oil/#comments Fri, 19 Dec 2014 16:54:12 +0000 http://hoondb.com/?p=7825 Crude Oil หรือ น้ำมันดิบ คือ ปิโตรเลียม (น้ำมันที่ได้จากหิน) มีลักษณะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ โดยน้ำมันดิบจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อให้ได้ออกมาเป็นน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เป็นต้น ในเบื้องต้นเราสามารถแบ่งคุณภาพของน้ำมันดิบได้ดังต่อไปนี้:

Sour – มีกำมะถันเจือปนสูง Sweet – มีกำมะถันเจือปนน้อย (คุณภาพสูง) Heavy – ความหนาแน่นสูง Light – ความหนาแน่นต่ำ (คุณภาพสูง)

Sulfur หรือ กำมะถัน คือสารปนเปื้อนที่ต้องกำจัดออกในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งต้นทุนการกลั่นจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปริมาณกำมะถันเจือปนอยู่มาก โดยตามหลักสากลให้ใช้ 0.5% เป็นเกณฑ์ หากน้อยกว่าคือมีการเจือปนต่ำ API Gravity หรือ ค่าความหนาแน่น คือค่าที่ใช้วัดความหนักเบาของน้ำมันดิบเมื่อเทียบกับน้ำ โดยหากค่า API Gravity มากกว่า 10 ก็จะลอยเหนือน้ำ (มีความหนาแน่นต่ำ) แต่ถ้าน้อยกว่าก็จะจม (มีความหนาแน่นสูง)

Crude Oil Benchmarks

เนื่องจากน้ำมันดิบสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายประเภทโดยขึ้นอยู่กับแหล่งที่ผลิต Crude Oil Benchmarks จึงถูกใช้เพื่อเป็นราคากลางสำหรับการซื้อขายน้ำมันดิบแต่ละประเภท โดยที่นิยมอ้างอิงถึงผ่านสื่อหรือรายงานบ่อย ๆ ก็จะเป็น West Texas Intermediate (WTI) และ Brent Blend

West Texas Intermediate (WTI) WTI หรืออีกชื่อเรียกหนึ่ง “Texas light sweet” สามารถจัดได้ว่าเป็น Energy Benchmark ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก มีแหล่งการผลิตที่ Midwest และ Gulf Coast ประเทศสหรัฐอเมริกา Brent Blend Brent Blend เป็นน้ำมันดิบประเภท Sweet crude ซึ่งมีแหล่งการผลิตจาก 15 แห่งบริเวณทะเลเหนือ (North Sea) สามารถจัดได้ว่าเป็น Light sweet crude เหมือนกัน แต่มีคุณภาพต่ำกว่า WTI ทั้งสองด้าน Dubai Crude Dubai Crude เป็นน้ำมันดิบประเภท Light/Medium sour crude จากประเทศดูไบ ถูกใช้เป็นราคากลางสำหรับน้ำมันดิบที่มาจากอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) Tapis Crude Tapis Crude เป็นน้ำมันดิบที่มีคุณภาพสูงมาก จัดได้ว่าเป็น very light and very sweet crude มีแหล่งการผลิตจากประเทศมาเลเซีย ถูกใช้เป็น Benchmark ในประเทศสิงคโปร์และเป็นที่นิยมในประเทศแถบเอเชีย OPEC Reference Basket (ORB) OPEC Basket เป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาน้ำมันดิบจากประเทศกลุ่ม OPEC (The Organization of the Petroleum Exporting Countries)

หมายเหตุ การซื้อขายน้ำมันดิบ (Crude oil) ใช้หน่วยเป็นบาร์เรล (barrel) โดยที่ 1 บาร์เรลเท่ากับ 158.978 ลิตร หรือ 42 US gallon หรือ 35 Imperial gallon

]]>
ความหมาย Crude Oil

Crude Oil หรือ น้ำมันดิบ คือ ปิโตรเลียม (น้ำมันที่ได้จากหิน) มีลักษณะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ โดยน้ำมันดิบจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อให้ได้ออกมาเป็นน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เป็นต้น ในเบื้องต้นเราสามารถแบ่งคุณภาพของน้ำมันดิบได้ดังต่อไปนี้:

  • Sour – มีกำมะถันเจือปนสูง
  • Sweet – มีกำมะถันเจือปนน้อย (คุณภาพสูง)
  • Heavy – ความหนาแน่นสูง
  • Light – ความหนาแน่นต่ำ (คุณภาพสูง)

Sulfur หรือ กำมะถัน คือสารปนเปื้อนที่ต้องกำจัดออกในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งต้นทุนการกลั่นจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปริมาณกำมะถันเจือปนอยู่มาก โดยตามหลักสากลให้ใช้ 0.5% เป็นเกณฑ์ หากน้อยกว่าคือมีการเจือปนต่ำ
API Gravity หรือ ค่าความหนาแน่น คือค่าที่ใช้วัดความหนักเบาของน้ำมันดิบเมื่อเทียบกับน้ำ โดยหากค่า API Gravity มากกว่า 10 ก็จะลอยเหนือน้ำ (มีความหนาแน่นต่ำ) แต่ถ้าน้อยกว่าก็จะจม (มีความหนาแน่นสูง)


Crude Oil Benchmarks

เนื่องจากน้ำมันดิบสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายประเภทโดยขึ้นอยู่กับแหล่งที่ผลิต Crude Oil Benchmarks จึงถูกใช้เพื่อเป็นราคากลางสำหรับการซื้อขายน้ำมันดิบแต่ละประเภท โดยที่นิยมอ้างอิงถึงผ่านสื่อหรือรายงานบ่อย ๆ ก็จะเป็น West Texas Intermediate (WTI) และ Brent Blend

West Texas Intermediate (WTI)
WTI หรืออีกชื่อเรียกหนึ่ง “Texas light sweet” สามารถจัดได้ว่าเป็น Energy Benchmark ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก มีแหล่งการผลิตที่ Midwest และ Gulf Coast ประเทศสหรัฐอเมริกา
Brent Blend
Brent Blend เป็นน้ำมันดิบประเภท Sweet crude ซึ่งมีแหล่งการผลิตจาก 15 แห่งบริเวณทะเลเหนือ (North Sea) สามารถจัดได้ว่าเป็น Light sweet crude เหมือนกัน แต่มีคุณภาพต่ำกว่า WTI ทั้งสองด้าน
Dubai Crude
Dubai Crude เป็นน้ำมันดิบประเภท Light/Medium sour crude จากประเทศดูไบ ถูกใช้เป็นราคากลางสำหรับน้ำมันดิบที่มาจากอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf)
Tapis Crude
Tapis Crude เป็นน้ำมันดิบที่มีคุณภาพสูงมาก จัดได้ว่าเป็น very light and very sweet crude มีแหล่งการผลิตจากประเทศมาเลเซีย ถูกใช้เป็น Benchmark ในประเทศสิงคโปร์และเป็นที่นิยมในประเทศแถบเอเชีย
OPEC Reference Basket (ORB)
OPEC Basket เป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาน้ำมันดิบจากประเทศกลุ่ม OPEC (The Organization of the Petroleum Exporting Countries)

หมายเหตุ การซื้อขายน้ำมันดิบ (Crude oil) ใช้หน่วยเป็นบาร์เรล (barrel) โดยที่ 1 บาร์เรลเท่ากับ 158.978 ลิตร หรือ 42 US gallon หรือ 35 Imperial gallon

]]>
http://hoondb.com/crude-oil/feed/ 0
15/12/2014 – SET Index รูด 140 จุด แรงสุดในรอบปี! http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94-140-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94-2014/ http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94-140-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94-2014/#comments Wed, 17 Dec 2014 14:13:47 +0000 http://hoondb.com/?p=7722

ย้อนดูสถานการณ์

วันที่ 26/9/2014: SET Index ได้ขึ้นไปแตะ 1600 จุดเป็นครั้งแรกของปี โดยเป็นการค่อย ๆ ไต่ระดับมาตั้ง 1200 ตอนช่วงต้นปี มีช่วงพักตัวเป็นระยะ ๆ และยังไม่มีการหลุดแนวโน้มขาขึ้น แต่หลังจากที่แตะ 1600 ได้เพียงวันเดียวก็ถูกกดลงมารวดเดียว มาเล่นกันอยู่ในช่วง 1500 จุดต้น ๆ ทำท่าเหมือนว่าจะหลุดแนวโน้มขาขึ้น แต่ก็ตีกลับขึ้นมาและค่อย ๆ ฮึบขึ้นไปแตะ 1600 อีกรอบตอนช่วงปลายเดือน 11 (ดูกราฟด้านล่าง)

วันที่ 8/12/2014: หลังจากที่เล่นกันอยู่เกือบ ๆ 1600 ได้เป็นอาทิตย์ แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ซักที สุดท้ายก็โดนเทลงมา 20 กว่าจุดในวัน และถูกกดลงมาแบบโงหัวไม่ขึ้นทั้งอาทิตย์ หลุดแนวโน้มขาขึ้นตั้งแต่ต้นปีไปอย่างชัดเจน โดยมีหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, PTTEP และ PTTGC เป็นช่วยฉุดดัชนีลง (เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ปัญหาราคาน้ำมันตก)

วันนี้ 15/12/2014: SET เปิดโดดลงมาเล่นต่ำกว่า 1500 และค่อย ๆ ไหลลงมาตอนภาคเช้า แต่ที่เหนือความคาดหมายคือช่วงภาคบ่าย SET ลงไปต่ำสุดที่ 1375.99 (-138.96 จุด) ก่อนถูกดึงกลับขึ้นมาปิดที่ 1478.49 หรือลบลงไปแค่เพียง 36.46 จุด ปิดตลาดไปด้วยวอลุ่มการซื้อขาย 102,662.94 ล้านบาท นับเป็นวันที่ SET แกว่งมากที่สุดและมีวอลุ่มมากตั้งแต่ต้นปี โดยนักลงทุนทั่วไปในประเทศมีการซื้อสุทธิไปกว่า 7,500 ล้านบาท นับเป็นวันที่ 3 ที่เป็นการซื้อสุทธิในขณะที่สถาบันในประเทศ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างประเทศต่างพร้อมใจกันขาย

ประเด็นหลัก: ในวันนี้มีเพียง 2 ประเด็นที่เล่นกันคือ 1. OPEC ประกาศไม่ลดกำลังการผลิตและไม่มีราคาเป้าหมายแม้ว่าราคาจะตกลงไปถึง $40 ต่อบาร์เรล ก็ตาม โดยที่ราคาตอนนี้อยู่ในช่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี และ 2. ข่าวลือ.. ซึ่งได้มีการออกมาปฏิเสธไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านบนเป็นรูป SET Index ตั้งแต่ต้นปี 2014 หากลองตี Trendline จะพบว่า SET เริ่มหลุดแนวโน้มช่วงปลายเดือน 9 ต้นเดือน 10 และมีแนวต้านอยู่ที่ 1600 จุด หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่าแท่งเทียนวันสุดท้ายยาวลากไส้มาก ลงต่ำสุดแตะ 1,375 จุด ซึ่งเป็นระดับของเมื่อครึ่งปีที่แล้ว

ลองมาตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมจากกราฟ 1 นาทีด้านบน (15/12/2014) จะเห็นได้ว่า SET เริ่มรูดลงไปจริง ๆ ตอนช่วงบ่ายสาม และรูดลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนไปสุดที่บ่ายสามครึ่งพอดีเป๊ะ มีแรงรับเข้ามาและดีดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว น่าจะเร็วกว่าตอนลงด้วยซ้ำ แล้วจึงค่อย ๆ ฮึบขึ้นไปปิดตลาดในระดับใกล้เคียงกับช่วงเช้า กลายเป็นว่าปิดตลาดที่ -36 จุดนี่ดูน้อยมากไปเลยทีเดียว (ไอร่าระบุ แรงขาย Force Sell ของบัญชี Margin เกือบ 2 หมื่นล้านช่วง 15.00-15.15 น.)

อารมณ์ตลาด -140 จุด

หุ้นร่วงลงไปอย่างรุนแรงโดยที่ไม่มีปัจจัยใด ๆ สนับสนุนจนเกือบโดน Circuit Breaker!? หันไปมองตลาดต่างประเทศก็ลบกัน แต่ก็ไม่เยอะ แล้วทำไม SET จึงโดนตบไปร่วม 100 จุด ถ้าใครที่นั่งเฝ้าตลาดในวันนี้อาจได้สัมผัสถึงอารมณ์ของตลาดที่ดูเหมือนจะหมดอนาคตยังไงยังงั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีหุ้นอยู่นะ..

ภาคบ่ายเปิดตลาดมาเจอไป -50 จุดก็ว่าเยอะมากแล้ว พูดกันเล่น ๆ ว่าไม่ลบซัก 100 ไปซะเลยหละ เผลอแปปเดียวลบเกินร้อยไปเสียละ พวกหุ้นบลูชิพที่ว่าดี ๆ ก็ลงกันเละเทะ และที่สำคัญคือหากลองไล่ย้อนกลับไปดูกราฟ หุ้นส่วนใหญ่ถูกเทลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน ว่าง่าย ๆ คือพังกันหมดทุกตัวไม่ว่าจะดีแค่ไหน แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นคือมันเด้งคืนแรงมาก! (ลองดู AOT: เปิด 275 ลงไปต่ำสุด 245 กลับมาปิด 280 เขียวได้เฉยเลย!) บางคนก็บอกรู้งี้ซื้อเพิ่มไว้เยอะ ๆ ดีกว่า บางคนก็ว่าไม่น่าคัทไปเลย เจ็บตัวฟรีซะงั้น! สุดท้ายแล้วต่างคนก็ต่างความคิด ต่างการกระทำ ส่งผลออกมาเป็นการเคลื่อนไหวของราคาซึ่งบ่งบอกถึงอารมณ์ตลาด (Market Sentiment)

-140 แล้วทำไงดี!?

ซื้อสิครับ! ลองดูกราฟด้านขวาสิ SET เด้งขึ้นมาต้องกี่จุด!! (ดูกราฟแล้วพูดย้อนหลังใครก็ทำได้ 55) เอาจริง ๆ คือก็คงต้องถามก่อนว่า ลงทุนหรือเก็งกำไร? เพราะหากเป็นการลงทุน ท้ายที่สุดแล้วเครื่องยึดเหนี่ยวของคุณก็คือ Intrinsic value ไม่ใช่อารมณ์ตลาดที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ลองนำเหตุผลต่าง ๆ มาประเมินดูใหม่ก็จะได้คำตอบเองว่าควรทำอย่างไร

แต่ถ้าหากเป็นการเล่นเก็งกำไรก็ต้องว่าไปตามระบบหรือประสบการณ์ของตัวเอง อย่ารอลุ้นหรือนั่งภาวนาให้เลือกได้ถูกข้างเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกันกับการลงทุน หากไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้รีบกระโดดออกมาก่อน คงไม่มีใครตอบได้แน่ ๆ หรอกว่าหุ้นจะวิ่งยังไง แต่ที่แน่ ๆ คือต้องมีหลักการหรือแผนการเล่นที่ชัดเจน ไม่งั้นก็คงไม่ต่างอะไรจากการพนัน.. [pull_quote_left]ในระยะสั้นตลาดหุ้นคือการโหวต แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นคือตราชั่ง – Benjamin Graham[/pull_quote_left]

]]>
SET-15-12-2014

ย้อนดูสถานการณ์

วันที่ 26/9/2014: SET Index ได้ขึ้นไปแตะ 1600 จุดเป็นครั้งแรกของปี โดยเป็นการค่อย ๆ ไต่ระดับมาตั้ง 1200 ตอนช่วงต้นปี มีช่วงพักตัวเป็นระยะ ๆ และยังไม่มีการหลุดแนวโน้มขาขึ้น แต่หลังจากที่แตะ 1600 ได้เพียงวันเดียวก็ถูกกดลงมารวดเดียว มาเล่นกันอยู่ในช่วง 1500 จุดต้น ๆ ทำท่าเหมือนว่าจะหลุดแนวโน้มขาขึ้น แต่ก็ตีกลับขึ้นมาและค่อย ๆ ฮึบขึ้นไปแตะ 1600 อีกรอบตอนช่วงปลายเดือน 11 (ดูกราฟด้านล่าง)

วันที่ 8/12/2014: หลังจากที่เล่นกันอยู่เกือบ ๆ 1600 ได้เป็นอาทิตย์ แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ซักที สุดท้ายก็โดนเทลงมา 20 กว่าจุดในวัน และถูกกดลงมาแบบโงหัวไม่ขึ้นทั้งอาทิตย์ หลุดแนวโน้มขาขึ้นตั้งแต่ต้นปีไปอย่างชัดเจน โดยมีหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, PTTEP และ PTTGC เป็นช่วยฉุดดัชนีลง (เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ปัญหาราคาน้ำมันตก)

วันนี้ 15/12/2014: SET เปิดโดดลงมาเล่นต่ำกว่า 1500 และค่อย ๆ ไหลลงมาตอนภาคเช้า แต่ที่เหนือความคาดหมายคือช่วงภาคบ่าย SET ลงไปต่ำสุดที่ 1375.99 (-138.96 จุด) ก่อนถูกดึงกลับขึ้นมาปิดที่ 1478.49 หรือลบลงไปแค่เพียง 36.46 จุด ปิดตลาดไปด้วยวอลุ่มการซื้อขาย 102,662.94 ล้านบาท นับเป็นวันที่ SET แกว่งมากที่สุดและมีวอลุ่มมากตั้งแต่ต้นปี โดยนักลงทุนทั่วไปในประเทศมีการซื้อสุทธิไปกว่า 7,500 ล้านบาท นับเป็นวันที่ 3 ที่เป็นการซื้อสุทธิในขณะที่สถาบันในประเทศ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างประเทศต่างพร้อมใจกันขาย

ประเด็นหลัก: ในวันนี้มีเพียง 2 ประเด็นที่เล่นกันคือ 1. OPEC ประกาศไม่ลดกำลังการผลิตและไม่มีราคาเป้าหมายแม้ว่าราคาจะตกลงไปถึง $40 ต่อบาร์เรล ก็ตาม โดยที่ราคาตอนนี้อยู่ในช่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี และ 2. ข่าวลือ.. ซึ่งได้มีการออกมาปฏิเสธไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

SET-15-12-2014-2

ด้านบนเป็นรูป SET Index ตั้งแต่ต้นปี 2014 หากลองตี Trendline จะพบว่า SET เริ่มหลุดแนวโน้มช่วงปลายเดือน 9 ต้นเดือน 10 และมีแนวต้านอยู่ที่ 1600 จุด หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่าแท่งเทียนวันสุดท้ายยาวลากไส้มาก ลงต่ำสุดแตะ 1,375 จุด ซึ่งเป็นระดับของเมื่อครึ่งปีที่แล้ว

SET-15-12-2014-3

ลองมาตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมจากกราฟ 1 นาทีด้านบน (15/12/2014) จะเห็นได้ว่า SET เริ่มรูดลงไปจริง ๆ ตอนช่วงบ่ายสาม และรูดลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนไปสุดที่บ่ายสามครึ่งพอดีเป๊ะ มีแรงรับเข้ามาและดีดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว น่าจะเร็วกว่าตอนลงด้วยซ้ำ แล้วจึงค่อย ๆ ฮึบขึ้นไปปิดตลาดในระดับใกล้เคียงกับช่วงเช้า กลายเป็นว่าปิดตลาดที่ -36 จุดนี่ดูน้อยมากไปเลยทีเดียว (ไอร่าระบุ แรงขาย Force Sell ของบัญชี Margin เกือบ 2 หมื่นล้านช่วง 15.00-15.15 น.)


อารมณ์ตลาด -140 จุด

SET-15-12-2014-5หุ้นร่วงลงไปอย่างรุนแรงโดยที่ไม่มีปัจจัยใด ๆ สนับสนุนจนเกือบโดน Circuit Breaker!? หันไปมองตลาดต่างประเทศก็ลบกัน แต่ก็ไม่เยอะ แล้วทำไม SET จึงโดนตบไปร่วม 100 จุด ถ้าใครที่นั่งเฝ้าตลาดในวันนี้อาจได้สัมผัสถึงอารมณ์ของตลาดที่ดูเหมือนจะหมดอนาคตยังไงยังงั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีหุ้นอยู่นะ..

ภาคบ่ายเปิดตลาดมาเจอไป -50 จุดก็ว่าเยอะมากแล้ว พูดกันเล่น ๆ ว่าไม่ลบซัก 100 ไปซะเลยหละ เผลอแปปเดียวลบเกินร้อยไปเสียละ พวกหุ้นบลูชิพที่ว่าดี ๆ ก็ลงกันเละเทะ และที่สำคัญคือหากลองไล่ย้อนกลับไปดูกราฟ หุ้นส่วนใหญ่ถูกเทลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน ว่าง่าย ๆ คือพังกันหมดทุกตัวไม่ว่าจะดีแค่ไหน แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นคือมันเด้งคืนแรงมาก! (ลองดู AOT: เปิด 275 ลงไปต่ำสุด 245 กลับมาปิด 280 เขียวได้เฉยเลย!) บางคนก็บอกรู้งี้ซื้อเพิ่มไว้เยอะ ๆ ดีกว่า บางคนก็ว่าไม่น่าคัทไปเลย เจ็บตัวฟรีซะงั้น! สุดท้ายแล้วต่างคนก็ต่างความคิด ต่างการกระทำ ส่งผลออกมาเป็นการเคลื่อนไหวของราคาซึ่งบ่งบอกถึงอารมณ์ตลาด (Market Sentiment)


-140 แล้วทำไงดี!?

sett-17-12-2014ซื้อสิครับ! ลองดูกราฟด้านขวาสิ SET เด้งขึ้นมาต้องกี่จุด!! (ดูกราฟแล้วพูดย้อนหลังใครก็ทำได้ 55) เอาจริง ๆ คือก็คงต้องถามก่อนว่า ลงทุนหรือเก็งกำไร? เพราะหากเป็นการลงทุน ท้ายที่สุดแล้วเครื่องยึดเหนี่ยวของคุณก็คือ Intrinsic value ไม่ใช่อารมณ์ตลาดที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ลองนำเหตุผลต่าง ๆ มาประเมินดูใหม่ก็จะได้คำตอบเองว่าควรทำอย่างไร

แต่ถ้าหากเป็นการเล่นเก็งกำไรก็ต้องว่าไปตามระบบหรือประสบการณ์ของตัวเอง อย่ารอลุ้นหรือนั่งภาวนาให้เลือกได้ถูกข้างเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกันกับการลงทุน หากไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้รีบกระโดดออกมาก่อน คงไม่มีใครตอบได้แน่ ๆ หรอกว่าหุ้นจะวิ่งยังไง แต่ที่แน่ ๆ คือต้องมีหลักการหรือแผนการเล่นที่ชัดเจน ไม่งั้นก็คงไม่ต่างอะไรจากการพนัน..
[pull_quote_left]ในระยะสั้นตลาดหุ้นคือการโหวต แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นคือตราชั่ง – Benjamin Graham[/pull_quote_left]

]]>
http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94-140-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94-2014/feed/ 0
APCO – บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) http://hoondb.com/apco/ http://hoondb.com/apco/#comments Thu, 11 Dec 2014 06:31:56 +0000 http://hoondb.com/?p=7717  

]]>
ชื่อย่อหุ้น EA ชื่อบริษัท บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน)
Asian Phytoceuticals PCL กลุ่มอุตสาหกรรม MAI Industry เข้าซื้อขายวันแรก 04 พ.ย. 2554

 

]]>
http://hoondb.com/apco/feed/ 0
EA – บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) http://hoondb.com/ea/ http://hoondb.com/ea/#comments Wed, 10 Dec 2014 20:55:16 +0000 http://hoondb.com/?p=7713 ชื่อย่อหุ้น EA ชื่อบริษัท บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
ENERGY ABSOLUTE PCL กลุ่มอุตสาหกรรม MAI Industry วันที่ก่อตั้ง 6 มี.ค. 2549 เข้าซื้อขายวันแรก 30 ม.ค. 2556 ]]>
http://hoondb.com/ea/feed/ 0
Holding Period Return http://hoondb.com/holding-period-return/ http://hoondb.com/holding-period-return/#comments Sat, 25 Oct 2014 09:08:18 +0000 http://hoondb.com/?p=7496 Holding Period Return (HPR) คือ ผลตอบแทนตลอดช่วงถือครอง เป็นการคำนวณอย่างง่ายในช่วงระยะเวลาที่ได้ถือครอง เราสามารถคำนวณ HPR ได้จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ (1) อัตราผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividends) และ (2) ส่วนต่างราคาซื้อขาย กำไรขาดทุน เรียกว่า Capital Gain/Capital Loss

HPR = [เงินปันผล + (ราคาสุดท้าย – ราคาเริ่มต้น)] / ราคาเริ่มต้น

ยกตัวอย่างการคำนวณ HPR

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC ไว้ที่ราคา 100 บาท และในระหว่างปีบริษัทจ่ายปันผล 4 บาทต่อหุ้น หนึ่งปีถัดมาคุณตัดสินใจขายหุ้น ABC ทิ้งที่ราคา 115 บาท ดังนั้น ผลตอบแทนตลอดช่วงถือครอง หรือ HPR ก็จะเท่ากับ [3 + (115 – 100)] / 100 ซึ่งก็คือ 0.18 หรือ 18% นั่นเอง

 

]]>
ความหมาย Holding Period Return

Holding Period Return (HPR) คือ ผลตอบแทนตลอดช่วงถือครอง เป็นการคำนวณอย่างง่ายในช่วงระยะเวลาที่ได้ถือครอง เราสามารถคำนวณ HPR ได้จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ (1) อัตราผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividends) และ (2) ส่วนต่างราคาซื้อขาย กำไรขาดทุน เรียกว่า Capital Gain/Capital Loss

HPR = [เงินปันผล + (ราคาสุดท้าย – ราคาเริ่มต้น)] / ราคาเริ่มต้น

ยกตัวอย่างการคำนวณ HPR

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC ไว้ที่ราคา 100 บาท และในระหว่างปีบริษัทจ่ายปันผล 4 บาทต่อหุ้น หนึ่งปีถัดมาคุณตัดสินใจขายหุ้น ABC ทิ้งที่ราคา 115 บาท ดังนั้น ผลตอบแทนตลอดช่วงถือครอง หรือ HPR ก็จะเท่ากับ [3 + (115 – 100)] / 100 ซึ่งก็คือ 0.18 หรือ 18% นั่นเอง

 

]]>
http://hoondb.com/holding-period-return/feed/ 0
Total Return http://hoondb.com/total-return/ http://hoondb.com/total-return/#comments Sat, 25 Oct 2014 08:07:43 +0000 http://hoondb.com/?p=7517 Total Return คือ ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน ซึ่งประกอบไปด้วย ผลตอบแทนทุกอย่างที่ได้รับจากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น หรือ ดอกเบี้ย/ส่วนลดจากการลงทุนในตราสารหนี้ รวมไปถึงผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน เป็นต้น โดยเราสามารถคำนวณผลตอบแทนรวมจากการลงทุนได้ ดังนี้

Total Return = เงินปันผล + ดอกเบี้ย + ส่วนลด + กำไรขาดทุนจากการขาย + สิทธิ Net Return = ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน – ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน

อย่างไรก็ตาม Total Return ไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น ค่านายหน้า และ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยเราเรียกผลตอบแทนรวมที่หักลบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนออกไปแล้วว่า ผลตอบแทนสุทธิ หรือ Net Return

]]>
ความหมาย Total Return

Total Return คือ ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน ซึ่งประกอบไปด้วย ผลตอบแทนทุกอย่างที่ได้รับจากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น หรือ ดอกเบี้ย/ส่วนลดจากการลงทุนในตราสารหนี้ รวมไปถึงผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน เป็นต้น โดยเราสามารถคำนวณผลตอบแทนรวมจากการลงทุนได้ ดังนี้

Total Return = เงินปันผล + ดอกเบี้ย + ส่วนลด + กำไรขาดทุนจากการขาย + สิทธิ
Net Return = ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน – ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน

อย่างไรก็ตาม Total Return ไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น ค่านายหน้า และ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยเราเรียกผลตอบแทนรวมที่หักลบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนออกไปแล้วว่า ผลตอบแทนสุทธิ หรือ Net Return

]]>
http://hoondb.com/total-return/feed/ 0
Turnover List http://hoondb.com/turnover-list/ http://hoondb.com/turnover-list/#comments Thu, 23 Oct 2014 09:15:22 +0000 http://hoondb.com/?p=7428 Turnover List คือ รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายอย่างหนาแน่น (มีอัตราการซื้อขายหมุนเวียนสูง เปลี่ยนมือกันมาก) โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะจัดทำ Turnover List ทุกสัปดาห์ เริ่มจากวันทำการวันสุดท้ายของสัปดาห์จนถึงวันทำการก่อนวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป และเผยแพร่ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป ยกตัวอย่างเช่น รวบรวมข้อมูลระหว่าง วันศุกร์นี้ – วันพฤหัสบดีหน้า และเผยแพร่ Turnover List ในวันศุกร์หน้า โดยทาง ก.ล.ต. ได้บังคับใช้มาตรการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เพื่อเป็นการเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

 

Cash Balance

หลักทรัพย์ใดก็ตามที่มีรายชื่อปรากฏอยู่บน Turnover List จะสามารถทำการซื้อผ่านบัญชีประเภทวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 รอบสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมีถือไว้อยู่แล้วก็สามารถขายได้ตามปกติ เราเรียกหุ้นที่มีรายชื่ออยู่ใน Turnover List ว่า หุ้นติด Cash Balance

หลักเกณฑ์การคำนวณ

1. Turnover Ratio หรือ อัตราการหมุนเวียนซื้อขาย มากกว่าหรือเท่ากับ 30%

[box type=”custom” bg=”#ffffff” border=”#e8e8e8″]

1 Week Turnover Ratio ((มูลค่าซื้อหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ x 5) / (%Free Float x Market Cap ของหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์)) x 100

 

%Free Float ((จำนวนหุ้นทั้งหมด – จำนวนหุ้นของ Strategic Shareholder) / จำนวนหุ้นทั้งหมด ) x 100[/box]

โดยให้ จำนวนหุ้นทั้งหมด หมายถึง จำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้วทั้งหมด หักด้วยจำนวนหุ้นที่บริษัทซื้อคืน (treasury stocks) และ Strategic shareholder ได้แก่ ผู้ถือหุ้นประเภทต่อไปนี้

 

กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยทั่วไปจะยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

2. มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ มากกว่าหรือเท่ากับ 100 ล้านบาท 3. จำนวนหลักทรัพย์ที่ติดไม่เกิน (50 สำหรับหุ้นใน SET และ 5 สำหรับหุ้นใน MAI) อันดับแรกเรียงตาม %1W-turnover

หมายเหตุ: ไม่รวมหุ้น IPO หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่เข้าซื้อขายระหว่างสัปดาห์ (ไม่คำนวณในสัปดาห์แรกที่ซื้อขาย)

[ อ้างอิงข้อมูลจาก ก.ล.ต. ]

]]>
ความหมาย Turnover List

Turnover List คือ รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายอย่างหนาแน่น (มีอัตราการซื้อขายหมุนเวียนสูง เปลี่ยนมือกันมาก) โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะจัดทำ Turnover List ทุกสัปดาห์ เริ่มจากวันทำการวันสุดท้ายของสัปดาห์จนถึงวันทำการก่อนวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป และเผยแพร่ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป ยกตัวอย่างเช่น รวบรวมข้อมูลระหว่าง วันศุกร์นี้ – วันพฤหัสบดีหน้า และเผยแพร่ Turnover List ในวันศุกร์หน้า โดยทาง ก.ล.ต. ได้บังคับใช้มาตรการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เพื่อเป็นการเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

 

Cash Balance

หลักทรัพย์ใดก็ตามที่มีรายชื่อปรากฏอยู่บน Turnover List จะสามารถทำการซื้อผ่านบัญชีประเภทวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 รอบสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมีถือไว้อยู่แล้วก็สามารถขายได้ตามปกติ เราเรียกหุ้นที่มีรายชื่ออยู่ใน Turnover List ว่า หุ้นติด Cash Balance

หลักเกณฑ์การคำนวณ

1. Turnover Ratio หรือ อัตราการหมุนเวียนซื้อขาย มากกว่าหรือเท่ากับ 30%

[box type=”custom” bg=”#ffffff” border=”#e8e8e8″]

1 Week Turnover Ratio
((มูลค่าซื้อหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ x 5) / (%Free Float x Market Cap ของหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์)) x 100

 

%Free Float
((จำนวนหุ้นทั้งหมด จำนวนหุ้นของ Strategic Shareholder) / จำนวนหุ้นทั้งหมด ) x 100[/box]

โดยให้ จำนวนหุ้นทั้งหมด หมายถึง จำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้วทั้งหมด หักด้วยจำนวนหุ้นที่บริษัทซื้อคืน (treasury stocks)
และ Strategic shareholder ได้แก่ ผู้ถือหุ้นประเภทต่อไปนี้

 

  1. กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์
  2. ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยทั่วไปจะยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน
  3. ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

2. มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ มากกว่าหรือเท่ากับ 100 ล้านบาท
3. จำนวนหลักทรัพย์ที่ติดไม่เกิน (50 สำหรับหุ้นใน SET และ 5 สำหรับหุ้นใน MAI) อันดับแรกเรียงตาม %1W-turnover

หมายเหตุ: ไม่รวมหุ้น IPO หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่เข้าซื้อขายระหว่างสัปดาห์ (ไม่คำนวณในสัปดาห์แรกที่ซื้อขาย)

[ อ้างอิงข้อมูลจาก ก.ล.ต. ]

]]>
http://hoondb.com/turnover-list/feed/ 0