หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » ตลาดหุ้น http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Turnover List http://hoondb.com/turnover-list/ http://hoondb.com/turnover-list/#comments Thu, 23 Oct 2014 09:15:22 +0000 http://hoondb.com/?p=7428 Turnover List คือ รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายอย่างหนาแน่น (มีอัตราการซื้อขายหมุนเวียนสูง เปลี่ยนมือกันมาก) โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะจัดทำ Turnover List ทุกสัปดาห์ เริ่มจากวันทำการวันสุดท้ายของสัปดาห์จนถึงวันทำการก่อนวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป และเผยแพร่ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป ยกตัวอย่างเช่น รวบรวมข้อมูลระหว่าง วันศุกร์นี้ – วันพฤหัสบดีหน้า และเผยแพร่ Turnover List ในวันศุกร์หน้า โดยทาง ก.ล.ต. ได้บังคับใช้มาตรการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เพื่อเป็นการเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

 

Cash Balance

หลักทรัพย์ใดก็ตามที่มีรายชื่อปรากฏอยู่บน Turnover List จะสามารถทำการซื้อผ่านบัญชีประเภทวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 รอบสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมีถือไว้อยู่แล้วก็สามารถขายได้ตามปกติ เราเรียกหุ้นที่มีรายชื่ออยู่ใน Turnover List ว่า หุ้นติด Cash Balance

หลักเกณฑ์การคำนวณ

1. Turnover Ratio หรือ อัตราการหมุนเวียนซื้อขาย มากกว่าหรือเท่ากับ 30%

[box type=”custom” bg=”#ffffff” border=”#e8e8e8″]

1 Week Turnover Ratio ((มูลค่าซื้อหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ x 5) / (%Free Float x Market Cap ของหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์)) x 100

 

%Free Float ((จำนวนหุ้นทั้งหมด – จำนวนหุ้นของ Strategic Shareholder) / จำนวนหุ้นทั้งหมด ) x 100[/box]

โดยให้ จำนวนหุ้นทั้งหมด หมายถึง จำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้วทั้งหมด หักด้วยจำนวนหุ้นที่บริษัทซื้อคืน (treasury stocks) และ Strategic shareholder ได้แก่ ผู้ถือหุ้นประเภทต่อไปนี้

 

กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยทั่วไปจะยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

2. มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ มากกว่าหรือเท่ากับ 100 ล้านบาท 3. จำนวนหลักทรัพย์ที่ติดไม่เกิน (50 สำหรับหุ้นใน SET และ 5 สำหรับหุ้นใน MAI) อันดับแรกเรียงตาม %1W-turnover

หมายเหตุ: ไม่รวมหุ้น IPO หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่เข้าซื้อขายระหว่างสัปดาห์ (ไม่คำนวณในสัปดาห์แรกที่ซื้อขาย)

[ อ้างอิงข้อมูลจาก ก.ล.ต. ]

]]>
ความหมาย Turnover List

Turnover List คือ รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายอย่างหนาแน่น (มีอัตราการซื้อขายหมุนเวียนสูง เปลี่ยนมือกันมาก) โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะจัดทำ Turnover List ทุกสัปดาห์ เริ่มจากวันทำการวันสุดท้ายของสัปดาห์จนถึงวันทำการก่อนวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป และเผยแพร่ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป ยกตัวอย่างเช่น รวบรวมข้อมูลระหว่าง วันศุกร์นี้ – วันพฤหัสบดีหน้า และเผยแพร่ Turnover List ในวันศุกร์หน้า โดยทาง ก.ล.ต. ได้บังคับใช้มาตรการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เพื่อเป็นการเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

 

Cash Balance

หลักทรัพย์ใดก็ตามที่มีรายชื่อปรากฏอยู่บน Turnover List จะสามารถทำการซื้อผ่านบัญชีประเภทวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 รอบสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมีถือไว้อยู่แล้วก็สามารถขายได้ตามปกติ เราเรียกหุ้นที่มีรายชื่ออยู่ใน Turnover List ว่า หุ้นติด Cash Balance

หลักเกณฑ์การคำนวณ

1. Turnover Ratio หรือ อัตราการหมุนเวียนซื้อขาย มากกว่าหรือเท่ากับ 30%

[box type=”custom” bg=”#ffffff” border=”#e8e8e8″]

1 Week Turnover Ratio
((มูลค่าซื้อหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ x 5) / (%Free Float x Market Cap ของหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์)) x 100

 

%Free Float
((จำนวนหุ้นทั้งหมด จำนวนหุ้นของ Strategic Shareholder) / จำนวนหุ้นทั้งหมด ) x 100[/box]

โดยให้ จำนวนหุ้นทั้งหมด หมายถึง จำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้วทั้งหมด หักด้วยจำนวนหุ้นที่บริษัทซื้อคืน (treasury stocks)
และ Strategic shareholder ได้แก่ ผู้ถือหุ้นประเภทต่อไปนี้

 

  1. กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์
  2. ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยทั่วไปจะยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน
  3. ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

2. มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ มากกว่าหรือเท่ากับ 100 ล้านบาท
3. จำนวนหลักทรัพย์ที่ติดไม่เกิน (50 สำหรับหุ้นใน SET และ 5 สำหรับหุ้นใน MAI) อันดับแรกเรียงตาม %1W-turnover

หมายเหตุ: ไม่รวมหุ้น IPO หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่เข้าซื้อขายระหว่างสัปดาห์ (ไม่คำนวณในสัปดาห์แรกที่ซื้อขาย)

[ อ้างอิงข้อมูลจาก ก.ล.ต. ]

]]>
http://hoondb.com/turnover-list/feed/ 0
Market Sentiment http://hoondb.com/market-sentiment/ http://hoondb.com/market-sentiment/#comments Sat, 05 Apr 2014 15:02:05 +0000 http://hoondb.com/?p=4146 Market Sentiment หรือ อารมณ์ตลาด คืออารมณ์ของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นทั้งตลาดโดยรวม ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดโดยมีผลพวงมาจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจ หรือ ข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้น ยกตัวอย่าง ถ้าตลาดบวกแรงก็เรียกได้ว่าเป็นเป็น Bullish Market Sentiment ในทางกลับกัน ถ้าตลาดลบแรงก็เป็น Bearish Market Sentiment

Market Sentiment หรือ อารมณ์ตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหห่างออกไปจาก มูลค่าพื้นฐาน ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาวะ Overvalued หรือ Undervalued โดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนมักให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ในขณะที่นักเก็งกำไรดูกราฟและอารมณ์ตลาดเป็นหลัก

]]>
ความหมาย Market Sentiment

Market Sentiment หรือ อารมณ์ตลาด คืออารมณ์ของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นทั้งตลาดโดยรวม ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดโดยมีผลพวงมาจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจ หรือ ข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้น ยกตัวอย่าง ถ้าตลาดบวกแรงก็เรียกได้ว่าเป็นเป็น Bullish Market Sentiment ในทางกลับกัน ถ้าตลาดลบแรงก็เป็น Bearish Market Sentiment

Market Sentiment หรือ อารมณ์ตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหห่างออกไปจาก มูลค่าพื้นฐาน ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาวะ Overvalued หรือ Undervalued โดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนมักให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ในขณะที่นักเก็งกำไรดูกราฟและอารมณ์ตลาดเป็นหลัก

]]>
http://hoondb.com/market-sentiment/feed/ 0
สรุปหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขายชอร์ต http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/#comments Sun, 02 Feb 2014 14:09:43 +0000 http://hoondb.com/?p=3894 รายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ เกี่ยวกับการชอร์ตหุ้นสามารถสอบถามได้จากบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ซึ่งในเบื้องต้นแล้ว เงื่อนไขมักจะประกอบไปด้วย หุ้นที่ยืม/ให้ยืมได้ มูลค่าขั้นต่ำในการยืม ระยะเวลาในการยืม ค่าธรรมเนียมการให้ยืม/ขอยืม เป็นต้น

หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขายชอร์ตปี 40 1. หลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ขายชอร์ต

สมาชิกสามารถขายชอร์ตได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนด โดยจะทำการทบทวนความเหมาะสมทุก 6 เดือน ยกเว้นผู้ดูแลสภาพคล่องสามารถขายชอร์ตในหลักทรัพย์ที่ตนทำหน้าที่ดูแลอยู่ได้ด้วย ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 มากราคม 2541 เป็นต้นไป ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้หลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้มีจำนวน 50 หลักทรัพย์ ได้แก่ หลักทรัพย์ที่อยู่ใน SET50 Index

2. หลักเกณฑ์ราคา

สมาชิกจะเสนอขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายเท่านั้น

3. การส่งคำสั่งขายชอร์ต

ก่อนส่งคำสั่งขายชอร์ตทั้งเพื่อบัญชีบริษัทและบัญชีลูกค้า ให้สมาชิกตรวจสอบว่าสมาชิกสามารถส่งมอบหลักทรัพย์ได้ตามกำหนดเวลาส่งมอบหลักทรัพย์ที่สำนักหักบัญชีกำหนด นอกจากนี้ สมาชิกต้องส่งคำสั่งขายชอร์ตผ่านระบบการซื้อขายโดยอัตโนมัติ โดยระบุอักษร “S” เพื่อแสดงว่าเป็นการขายชอร์ตด้วย

4.1 บัญชีลูกค้าทั่วไป

ลูกค้าทั่วไปต้องขายชอร์ตในบัญชีมาร์จิ้นและยืมหลักทรัพย์จากสมาชิกเท่านั้น โดยปฏิบัติตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีมาร์จิ้น ซึ่งกำหนดให้มีการวางหลักประกันเริ่มต้นและการเรียกหลักประกันเพิ่ม ดังนั้น สมาชิกที่ขายชอร์ตเพื่อลูกค้าทั่วไปจึงต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ด้วย

4.2 ลูกค้าสถาบัน

ลูกค้าสถาบันสามารถขายชอร์ตในบัญชีเงินสดได้ เนื่องจากลูกค้าเป็นผู้ดำเนินการจัดหาหลักทรัพย์มาเองเพื่อส่งมอบการขายชอร์ต ในการณีที่สมาชิกขายชอร์ตเพื่อลูกค้าสถาบันเพียงอย่างเดียว สมาชิกจึงไม่จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ด้วย

5. การควบคุมปริมาณการขายชอร์ต

ตลาดหลักทรัพย์จะกำหนดปริมาณสูงสุดของหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่งที่ขายชอร์ตไว้และยังไม่ได้ซื้อคืน ซึ่งในเบื้องต้นได้กำหนดไว้ที่ร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดของบริษัทนั้น ในกรณีที่มีการขายชอร์ตเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์อาจสั่งห้ามขายชอร์ตหลักทรัพย์นั้นในวันทำการถัดไปจนกว่าจำนวนดังกล่าวจะลดลง

6. การรายงาน

1. รายงานการขายชอร์ตที่ยังมิได้มีการซื้อคืนตามแบบที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดและส่งไปยังตลาดหลักทรัพย์ผ่านระบบ BRS ภายในเวลา 20.00 น. ของวันทำการแต่ละวัน 2. บันทึกการขายชอร์ตตามแบบที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด โดยปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอและเก็บไว้ที่บริษัทเพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์เข้าไปตรวจสอบได้

[ที่มา: หลักเกณฑ์ปี 2540 ]

 

]]>
รายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ เกี่ยวกับการชอร์ตหุ้นสามารถสอบถามได้จากบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ซึ่งในเบื้องต้นแล้ว เงื่อนไขมักจะประกอบไปด้วย หุ้นที่ยืม/ให้ยืมได้ มูลค่าขั้นต่ำในการยืม ระยะเวลาในการยืม ค่าธรรมเนียมการให้ยืม/ขอยืม เป็นต้น


หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขายชอร์ตปี 40

1. หลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ขายชอร์ต

สมาชิกสามารถขายชอร์ตได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนด โดยจะทำการทบทวนความเหมาะสมทุก 6 เดือน ยกเว้นผู้ดูแลสภาพคล่องสามารถขายชอร์ตในหลักทรัพย์ที่ตนทำหน้าที่ดูแลอยู่ได้ด้วย ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 มากราคม 2541 เป็นต้นไป ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้หลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้มีจำนวน 50 หลักทรัพย์ ได้แก่ หลักทรัพย์ที่อยู่ใน SET50 Index

2. หลักเกณฑ์ราคา

สมาชิกจะเสนอขายชอร์ตได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายเท่านั้น

3. การส่งคำสั่งขายชอร์ต

ก่อนส่งคำสั่งขายชอร์ตทั้งเพื่อบัญชีบริษัทและบัญชีลูกค้า ให้สมาชิกตรวจสอบว่าสมาชิกสามารถส่งมอบหลักทรัพย์ได้ตามกำหนดเวลาส่งมอบหลักทรัพย์ที่สำนักหักบัญชีกำหนด นอกจากนี้ สมาชิกต้องส่งคำสั่งขายชอร์ตผ่านระบบการซื้อขายโดยอัตโนมัติ โดยระบุอักษร “S” เพื่อแสดงว่าเป็นการขายชอร์ตด้วย

4.1 บัญชีลูกค้าทั่วไป

ลูกค้าทั่วไปต้องขายชอร์ตในบัญชีมาร์จิ้นและยืมหลักทรัพย์จากสมาชิกเท่านั้น โดยปฏิบัติตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีมาร์จิ้น ซึ่งกำหนดให้มีการวางหลักประกันเริ่มต้นและการเรียกหลักประกันเพิ่ม ดังนั้น สมาชิกที่ขายชอร์ตเพื่อลูกค้าทั่วไปจึงต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ด้วย

4.2 ลูกค้าสถาบัน

ลูกค้าสถาบันสามารถขายชอร์ตในบัญชีเงินสดได้ เนื่องจากลูกค้าเป็นผู้ดำเนินการจัดหาหลักทรัพย์มาเองเพื่อส่งมอบการขายชอร์ต ในการณีที่สมาชิกขายชอร์ตเพื่อลูกค้าสถาบันเพียงอย่างเดียว สมาชิกจึงไม่จำเป็นต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ด้วย

5. การควบคุมปริมาณการขายชอร์ต

ตลาดหลักทรัพย์จะกำหนดปริมาณสูงสุดของหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่งที่ขายชอร์ตไว้และยังไม่ได้ซื้อคืน ซึ่งในเบื้องต้นได้กำหนดไว้ที่ร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดของบริษัทนั้น ในกรณีที่มีการขายชอร์ตเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์อาจสั่งห้ามขายชอร์ตหลักทรัพย์นั้นในวันทำการถัดไปจนกว่าจำนวนดังกล่าวจะลดลง

6. การรายงาน

1. รายงานการขายชอร์ตที่ยังมิได้มีการซื้อคืนตามแบบที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดและส่งไปยังตลาดหลักทรัพย์ผ่านระบบ BRS ภายในเวลา 20.00 น. ของวันทำการแต่ละวัน
2. บันทึกการขายชอร์ตตามแบบที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด โดยปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอและเก็บไว้ที่บริษัทเพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์เข้าไปตรวจสอบได้

[ที่มา: หลักเกณฑ์ปี 2540 ]

 

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/feed/ 0
ช่วงเวลาทำการซื้อขายหลักทรัพย์ http://hoondb.com/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/ http://hoondb.com/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments Tue, 28 Jan 2014 14:32:57 +0000 http://hoondb.com/?p=3838

1. บันทึกรายการซื้อขายภายใต้หลักเกณฑ์การซื้อขายหลักทรัพย์นอกเวลาทำการ (Off-hour Trading) โดยซื้อขายด้วยวิธี Trade Report เท่านั้น

2. ยกเลิกการซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับการซื้อขายแบบ Trade Report ทั้งนี้การยกเลิกดังกล่าวต้องเป็นที่ยินยอมของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

3. แก้ไขเปลี่ยนแปลงประเภทบัญชีลูกค้า โดยสามารถแก้ไขได้ทั้งการ ซื้อขายแบบ Automatic Order Matching และ Trade Report 17.00 น. Market Close ตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการซื้อขาย

[ ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์ฯ ]

]]>
ตารางด้านล่างแสดงช่วงเวลาทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งก็คือวันจันทร์ ถึง ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) ตั้งแต่ 9.30 น. – 17.00 น. โดยระบบการซื้อขายจะทำการสุ่ม (Random) เวลาเปิดและปิดตามรายละเอียดด้านล่างนี้:

 ช่วงเวลาการซื้อขาย 

 หมายเหตุ 

9.30 น. – T1 Pre-opening 1 T1 เป็นเวลาที่ได้รับการสุ่มเลือกเวลา เพื่อเลือกหาเวลาเปิดในช่วง 9.55 – 10.00 น. และเป็นช่วงเวลาที่ให้สมาชิกส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามา เพื่อให้ระบบ การซื้อขายนำคำสั่งซื้อขายทั้งหมด มาเรียงลำดับและคำนวณหา ราคาเปิดสำหรับ การซื้อขายในช่วงเช้าของแต่ละหลักทรัพย์
T1 – 12.30 น. Morning Trading Session ช่วงเวลาซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงเช้า
12.30 น. – 14.00 น. Intermission ช่วงเวลาพักการซื้อขายระหว่างวัน
14.00 น. – T2 Pre-opening 2 T2 เป็นเวลาเปิดที่ได้รับจากการสุ่มเลือกเวลา เพื่อเลือกหาเวลาเปิดในช่วง 14.25 – 14.30 น. และเป็นช่วงเวลาที่ให้สมาชิกส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามา เพื่อให้ระบบการซื้อขาย นำคำสั่งซื้อขายทั้งหมดมาเรียงลำดับและ คำนวณหาราคาเปิดสำหรับการซื้อขายในช่วงบ่ายของแต่ละหลักทรัพย์
T2 – 16.30 น. Afternoon Trading
Session
ช่วงเวลาซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงบ่าย
16.30 น. – T3 Auction เป็นช่วงเวลาที่ให้สมาชิกส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามาที่ระบบการซื้อขาย เพื่อให้ระบบการซื้อขายนำคำสั่งซื้อขายทั้งหมดมาเรียงลำดับ และคำนวณหาราคาปิดของแต่ละหลักทรัพย์โดยยังไม่มีการจับคู่ซื้อขาย จนกระทั่งระบบได้มีการ สุ่มเลือกเวลา เพื่อเลือกหาเวลาปิด (T3) ในช่วง 16.35 – 16.40 น.
T3 – 17.00 น. Off-hour Trading
และ
Market Runoff Period
ตลาดหลักทรัพย์ปิดรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วไป แต่อนุญาตให้สมาชิกสามารถดำเนินการ:

1. บันทึกรายการซื้อขายภายใต้หลักเกณฑ์การซื้อขายหลักทรัพย์นอกเวลาทำการ (Off-hour Trading) โดยซื้อขายด้วยวิธี Trade Report เท่านั้น

2. ยกเลิกการซื้อขายหลักทรัพย์สำหรับการซื้อขายแบบ Trade Report ทั้งนี้การยกเลิกดังกล่าวต้องเป็นที่ยินยอมของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

3. แก้ไขเปลี่ยนแปลงประเภทบัญชีลูกค้า โดยสามารถแก้ไขได้ทั้งการ ซื้อขายแบบ Automatic Order Matching และ Trade Report

17.00 น. Market Close ตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการซื้อขาย

[ ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์ฯ ]

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/ 0
ประเภทเครื่องหมาย (Sign) http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments Wed, 23 Oct 2013 15:24:51 +0000 http://hoondb.com/?p=2726 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้ เครื่องหมาย สัญลักษณ์พิเศษเพื่อกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นการแจ้งให้ประชาชนและผู้ลงทุนทราบถึงสถานการณ์และเงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อหลักทรัพย์ เราสามารถเข้าไปดูปฏิทินหลักทรัพย์ (ข้อมูลสิทธิประโยชน์) ได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ (ดูรูปตัวอย่างด้านล่าง) ผู้ซื้อหลักทรัพย์จะไม่ได้รับสิทธิที่กำหนดไว้ หลังจากที่หลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมายแล้ว

เครื่องหมาย ความหมาย XD ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิเงินปันผล (Excluding Dividend) XA ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศให้ในคราวนั้น (Excluding All) XE ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิในการแปลงสภาพหลักทรัพย์ (Excluding Exercise) XI ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิรับดอกเบี้ย (Excluding Interest) XM ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิในการเข้าประชุมผู้ถือหลักทรัพย์ (Excluding Meetings) XR ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิจองหลักทรัพย์ออกใหม่ (Excluding Right) XS ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อ หลักทรัพย์ระยะสั้น (Excluding Short-term Warrant) XT ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบแสดงสิทธิซื้อหลักทรัพย์เพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ (Excluding Transferable Subscription Right) XW ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์ (Excluding Warrant) XN ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่มีสิทธิในการรับเงินคืนจากการลดทุน (Excluding Capital Return) NP มีข่าวสารหรือสารสนเทศต้องชี้แจงหรือรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ (Notice Pending) NR ได้ชี้แจงข่าวสารหรือสารสนเทศต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ปลดเครื่องหมาย NP และขึ้นเครื่องหมาย NR เป็นเวลา 1 วัน (Notice Received) NC หลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน (Non Compliance) H ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว (Halt) เป็นเครื่องหมายแสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราวโดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาไม่เกินกว่าหนึ่งรอบการซื้อขายซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีหลักเกณฑ์ในการขึ้น เครื่องหมาย H ดังนี้

มีข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหลักทรัพย์ หรือต่อการตัดสินใจในการลงทุนหรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ซึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ได้รับรายงานจากบริษัท และอยู่ในระหว่างการสอบถามข้อ เท็จจริง และรอคำชี้แจงจากบริษัท และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งน่าสงสัยว่าจะมีผู้ลงทุนบางกลุ่ม ทราบข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญ และอยู่ในระหว่างการสอบถามข้อเท็จจริงจากบริษัท และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ทันที บริษัทร้องขอให้ตลาดหลักทรัพย์สั่งห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากบริษัทอยู่ในระหว่างรอการเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญ และตลาด หลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที มีเหตุอื่นใดที่อาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น SP ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว (Suspension) เป็นเครื่องหมายแสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว โดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบการซื้อขายซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีหลักเกณฑ์ในการขึ้น เครื่องหมาย SP ดังนี้

เมื่อเกิดกรณีเช่นเดียวกับข้อ 1 ถึง 3 ของการขึ้นเครื่องหมาย H และตลาดหลักทรัพย์ เห็นว่าบริษัทไม่สามารถชี้แจงหรือเปิดเผยข้อมูลได้ในทันที บริษัทฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง มติคณะกรรมการ ข้อตกลง ตลอดจนหนังสือเวียน ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้บริษัทปฏิบัติตาม บริษัทไม่นำส่งงบการเงินให้ตลาดหลักทรัพย์ภายในเวลาที่กำหนด หลักทรัพย์อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนหรืออยู่ระหว่างการปรับปรุงสถานภาพเพื่อให้ พ้นข่ายการถูกเพิกถอน หลักทรัพย์จะครบกำหนดเวลาในการไถ่ถอนหรือการแปลงสภาพหรือการใช้สิทธิหรือ การขายคืน มีเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการซื้อขายหลักทรัพย์

[ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]

ตัวอย่างปฏิทินหลักทรัพย์

ตัวอย่างเครื่องหมาย XR

ยกตัวอย่าง: รูปด้านบนจากโปรแกรม Streaming Pro แสดงรายชื่อหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 ตัว (JAS, KTB, BANPU, IEC) จะเห็นได้ว่า IEC มีเครื่องหมาย (XR) กำกับต่อท้ายอยู่ ซึ่งหมายความว่าราคาที่เสนอซื้อหรือเสนอขายเป็นราคาที่ไม่รวมไปถึงสิทธิใน การจองซื้อหลักทรัพย์ใหม่ที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ให้แก่ผู้ถือหลักทรัพย์ ในการปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหลักทรัพย์คราวนั้น

]]>
เครื่องหมายกำกับหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้ เครื่องหมาย สัญลักษณ์พิเศษเพื่อกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นการแจ้งให้ประชาชนและผู้ลงทุนทราบถึงสถานการณ์และเงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อหลักทรัพย์ เราสามารถเข้าไปดูปฏิทินหลักทรัพย์ (ข้อมูลสิทธิประโยชน์) ได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ (ดูรูปตัวอย่างด้านล่าง) ผู้ซื้อหลักทรัพย์จะไม่ได้รับสิทธิที่กำหนดไว้ หลังจากที่หลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมายแล้ว

เครื่องหมาย ความหมาย
XD ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิเงินปันผล (Excluding Dividend)
XA ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศให้ในคราวนั้น (Excluding All)
XE ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิในการแปลงสภาพหลักทรัพย์ (Excluding Exercise)
XI ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิรับดอกเบี้ย (Excluding Interest)
XM ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิในการเข้าประชุมผู้ถือหลักทรัพย์ (Excluding Meetings)
XR ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้รับสิทธิจองหลักทรัพย์ออกใหม่ (Excluding Right)
XS ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อ หลักทรัพย์ระยะสั้น (Excluding Short-term Warrant)
XT ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบแสดงสิทธิซื้อหลักทรัพย์เพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ (Excluding Transferable Subscription Right)
XW ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์ (Excluding Warrant)
XN ผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่มีสิทธิในการรับเงินคืนจากการลดทุน (Excluding Capital Return)
NP มีข่าวสารหรือสารสนเทศต้องชี้แจงหรือรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ (Notice Pending)
NR ได้ชี้แจงข่าวสารหรือสารสนเทศต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ปลดเครื่องหมาย NP และขึ้นเครื่องหมาย NR เป็นเวลา 1 วัน (Notice Received)
NC หลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน (Non Compliance)
H ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว (Halt) เป็นเครื่องหมายแสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราวโดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาไม่เกินกว่าหนึ่งรอบการซื้อขายซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีหลักเกณฑ์ในการขึ้น เครื่องหมาย H ดังนี้

  1. มีข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหลักทรัพย์ หรือต่อการตัดสินใจในการลงทุนหรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ซึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ได้รับรายงานจากบริษัท และอยู่ในระหว่างการสอบถามข้อ เท็จจริง และรอคำชี้แจงจากบริษัท และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที
  2. ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งน่าสงสัยว่าจะมีผู้ลงทุนบางกลุ่ม ทราบข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญ และอยู่ในระหว่างการสอบถามข้อเท็จจริงจากบริษัท และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ทันที
  3. บริษัทร้องขอให้ตลาดหลักทรัพย์สั่งห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากบริษัทอยู่ในระหว่างรอการเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญ และตลาด หลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที
  4. มีเหตุอื่นใดที่อาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น
SP ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว (Suspension) เป็นเครื่องหมายแสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว โดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบการซื้อขายซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีหลักเกณฑ์ในการขึ้น เครื่องหมาย SP ดังนี้

  1. เมื่อเกิดกรณีเช่นเดียวกับข้อ 1 ถึง 3 ของการขึ้นเครื่องหมาย H และตลาดหลักทรัพย์ เห็นว่าบริษัทไม่สามารถชี้แจงหรือเปิดเผยข้อมูลได้ในทันที
  2. บริษัทฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง มติคณะกรรมการ ข้อตกลง ตลอดจนหนังสือเวียน ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้บริษัทปฏิบัติตาม
  3. บริษัทไม่นำส่งงบการเงินให้ตลาดหลักทรัพย์ภายในเวลาที่กำหนด
  4. หลักทรัพย์อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนหรืออยู่ระหว่างการปรับปรุงสถานภาพเพื่อให้ พ้นข่ายการถูกเพิกถอน
  5. หลักทรัพย์จะครบกำหนดเวลาในการไถ่ถอนหรือการแปลงสภาพหรือการใช้สิทธิหรือ การขายคืน
  6. มีเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการซื้อขายหลักทรัพย์

[ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]


ตัวอย่างปฏิทินหลักทรัพย์

เข้าไปดูปฏิทินหลักทรัพย์ (ข้อมูลสิทธิประโยชน์)


ตัวอย่างเครื่องหมาย XR

เครื่องหมาย xr - iec

ยกตัวอย่าง: รูปด้านบนจากโปรแกรม Streaming Pro แสดงรายชื่อหลักทรัพย์ทั้งหมด 4 ตัว (JAS, KTB, BANPU, IEC) จะเห็นได้ว่า IEC มีเครื่องหมาย (XR) กำกับต่อท้ายอยู่ ซึ่งหมายความว่าราคาที่เสนอซื้อหรือเสนอขายเป็นราคาที่ไม่รวมไปถึงสิทธิใน การจองซื้อหลักทรัพย์ใหม่ที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ให้แก่ผู้ถือหลักทรัพย์ ในการปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหลักทรัพย์คราวนั้น

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/ 0
Price Spread (ช่วงราคา) http://hoondb.com/price-spread-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2/ http://hoondb.com/price-spread-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2/#comments Tue, 22 Oct 2013 18:14:06 +0000 http://hoondb.com/?p=2664 ช่วงราคา (Price Spread) คือ หน่วยที่เล็กที่สุดสำหรับการตั้งราคาเสนอซื้อ เสนอขายของหลักทรัพย์บนกระดานหลักและกระดานย่อย ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องตั้งราคาให้ตรงตามช่วงราคาที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดไว้ โดยราคาได้ถูกแบ่งออกเป็น 8 ระดับ เริ่มตั้งแต่ 2 บาท ไปจนถึง 400 บาท ระดับราคาที่ต่ำกว่าจะมี ช่วงราคา (Spread) ที่ต่ำตามไปด้วย และหากราคาปรับตัวสูงขึ้นก็จะส่งผลให้ช่วงราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ตารางด้านล่างแสดงช่วงราคาที่ใช้สำหรับแต่ละระดับราคา

ระดับราคาตลาด ช่วงราคา < 2 บาท 0.01 บาท ตั้งแต่ 2 – 5 บาท 0.02 บาท ตั้งแต่ 5 – 10 บาท 0.05 บาท ตั้งแต่ 10 – 25 บาท 0.10 บาท ตั้งแต่ 25 – 100 บาท 0.25 บาท ตั้งแต่ 100 – 200 บาท 0.50 บาท ตั้งแต่ 200 – 400 บาท 1.00 บาท > 400 บาท 2.00 บาท

ยกตัวอย่าง: หุ้น A มีราคาล่าสุดอยู่ที่ 20 บาท (ช่วงราคาเท่ากับ 0.10 บาท) ราคาที่สามารถตั้งได้ใกล้เคียงที่สุดไม่ว่าจะเป็นฝั่งซื้อหรือฝํ่งขาย คือ 19.90 บาท และ 20.10 บาท (20 ± 0.10 บาท) หุ้น B มีราคาล่าสุดอยู่ที่ 150 บาท ช่วงราคาที่เล็กที่สุดสำหรับการเคลื่อนไหวก็จะเท่ากับ 0.50 บาท

[หมายเหตุ: เริ่มใช้ตั้งแต่ 30 มีนาคม 2552]

]]>
ช่วงราคาในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ช่วงราคา (Price Spread) คือ หน่วยที่เล็กที่สุดสำหรับการตั้งราคาเสนอซื้อ เสนอขายของหลักทรัพย์บนกระดานหลักและกระดานย่อย ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องตั้งราคาให้ตรงตามช่วงราคาที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดไว้ โดยราคาได้ถูกแบ่งออกเป็น 8 ระดับ เริ่มตั้งแต่ 2 บาท ไปจนถึง 400 บาท ระดับราคาที่ต่ำกว่าจะมี ช่วงราคา (Spread) ที่ต่ำตามไปด้วย และหากราคาปรับตัวสูงขึ้นก็จะส่งผลให้ช่วงราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ตารางด้านล่างแสดงช่วงราคาที่ใช้สำหรับแต่ละระดับราคา

ระดับราคาตลาด ช่วงราคา
< 2 บาท 0.01 บาท
ตั้งแต่ 2 – 5 บาท 0.02 บาท
ตั้งแต่ 5 – 10 บาท 0.05 บาท
ตั้งแต่ 10 – 25 บาท 0.10 บาท
ตั้งแต่ 25 – 100 บาท 0.25 บาท
ตั้งแต่ 100 – 200 บาท 0.50 บาท
ตั้งแต่ 200 – 400 บาท 1.00 บาท
> 400 บาท 2.00 บาท

ยกตัวอย่าง: หุ้น A มีราคาล่าสุดอยู่ที่ 20 บาท (ช่วงราคาเท่ากับ 0.10 บาท) ราคาที่สามารถตั้งได้ใกล้เคียงที่สุดไม่ว่าจะเป็นฝั่งซื้อหรือฝํ่งขาย คือ 19.90 บาท และ 20.10 บาท (20 ± 0.10 บาท) หุ้น B มีราคาล่าสุดอยู่ที่ 150 บาท ช่วงราคาที่เล็กที่สุดสำหรับการเคลื่อนไหวก็จะเท่ากับ 0.50 บาท


[หมายเหตุ: เริ่มใช้ตั้งแต่ 30 มีนาคม 2552]

]]>
http://hoondb.com/price-spread-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2/feed/ 0
Ceiling / Floor http://hoondb.com/ceiling-floor/ http://hoondb.com/ceiling-floor/#comments Sat, 19 Oct 2013 13:49:24 +0000 http://hoondb.com/?p=2542 คำว่า “Ceiling” หมายความว่าอย่างไร? Floor คืออะไร? ซิลลิ่ง และ ฟลอร์ คือ ราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุดของหุ้นที่สามารถเป็นได้ในวันนั้น ๆ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้กำหนดราคา Ceiling และ Floor โดยใช้เกณฑ์ที่ 30% ของราคาปิดในวันก่อนหน้า การกำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุดในแต่ละวัน มีจุดประสงค์เพื่อลดความผันผวนที่ส่งผลให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดปรกติ

Ceiling แปลว่าเพดาน ส่วน Floor มีความหมายตรงกันข้าม Ceiling จึงเท่ากับราคาสูงสุดของหลักทรัพย์ (+30% จากวันปิด) ส่วน Floor ก็คือราคาต่ำสุดของหลักทรัพย์ (-30% จากวันปิด) ด้านบนเป็นข้อมูลราคาของ TRUE ในส่วนที่ไฮไลท์สีเหลืองคือราคา Ceiling และราคา Floor ซึ่งจะเท่ากับ ±30% ของราคาปิดก่อนหน้า

ในกรณีของหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในวันแรก (IPO) ราคา Ceiling/Floor จะเท่ากับ ±300% ของราคา IPO (3 เท่า) แต่ไม่ต่ำกว่า 0.01 บาท แต่หากหลักทรัพย์ไม่มีการซื้อขายติดต่อกันเกิน 15 วันทำการ หรือ เป็นการซื้อขายวันแรกที่มีเครื่องหมาย XD, XR, XA ก็จะได้รับเป็นข้อยกเว้นของข้อกำหนดราคา Ceiling/Floor

]]>
ความหมายของ “Ceiling และ Floor”

คำว่า “Ceiling” หมายความว่าอย่างไร? Floor คืออะไร? ซิลลิ่ง และ ฟลอร์ คือ ราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุดของหุ้นที่สามารถเป็นได้ในวันนั้น ๆ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้กำหนดราคา Ceiling และ Floor โดยใช้เกณฑ์ที่ 30% ของราคาปิดในวันก่อนหน้า การกำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุดในแต่ละวัน มีจุดประสงค์เพื่อลดความผันผวนที่ส่งผลให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดปรกติ

ceilingfloor

Ceiling แปลว่าเพดาน ส่วน Floor มีความหมายตรงกันข้าม Ceiling จึงเท่ากับราคาสูงสุดของหลักทรัพย์ (+30% จากวันปิด) ส่วน Floor ก็คือราคาต่ำสุดของหลักทรัพย์ (-30% จากวันปิด) ด้านบนเป็นข้อมูลราคาของ TRUE ในส่วนที่ไฮไลท์สีเหลืองคือราคา Ceiling และราคา Floor ซึ่งจะเท่ากับ ±30% ของราคาปิดก่อนหน้า

ในกรณีของหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในวันแรก (IPO) ราคา Ceiling/Floor จะเท่ากับ ±300% ของราคา IPO (3 เท่า) แต่ไม่ต่ำกว่า 0.01 บาท แต่หากหลักทรัพย์ไม่มีการซื้อขายติดต่อกันเกิน 15 วันทำการ หรือ เป็นการซื้อขายวันแรกที่มีเครื่องหมาย XD, XR, XA ก็จะได้รับเป็นข้อยกเว้นของข้อกำหนดราคา Ceiling/Floor

]]>
http://hoondb.com/ceiling-floor/feed/ 0
Bull & Bear (หมี กระทิง) http://hoondb.com/bull-bear-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%87/ http://hoondb.com/bull-bear-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%87/#comments Mon, 14 Oct 2013 10:52:00 +0000 http://hoondb.com/?p=2156 Bull และ Bear แปลว่าอะไร? หมี กระทิง คืออะไร? หมีและกระทิงเป็นสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว หากลองนึกดูดี ๆ พฤติกรรมการโจมตีเหยื่อของหมีกับกระทิงมีทิศทางที่ตรงกันข้ามกันอย่างชัดเจน หมีจะตะปบลง ส่วนกระทิงจะขวิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมตลาดที่มีขึ้นและก็มีลง หมี และ กระทิง จึงกลายเป็นคำศัพท์ที่นักลงทุนใช้เพื่อเรียกเทรนด์ของตลาด เช่น Bull market และ Bear market (ตลาดหมี และ ตลาดกระทิง) เราใช้คำว่า Bullish (คล้ายกระทิง) และ Bearish (คล้ายหมี) เพื่อบอกถึงแนวโน้มทีมีลักษณะขึ้นหรือลง

Bull market: ตลาดกระทิง

ตลาดกระทิง คือตลาดระยะขาขึ้น แนวโน้มที่ชัดเจนจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจแข็งแรง หรืออยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจขยายตัว (Expansion) อัตราการว่างงานต่ำ และ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในตลาดสูงส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Bear market: ตลาดหมี

ตลาดหมี คือตลาดระยะขาลง แนวโน้มที่ชัดเจนจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจอ่อนแอ หรืออยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) อัตราเงินเฟ้อและการว่างงานสูง นักลงทุนหมดความเชื่อมั่นในตลาด การที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมากกว่า 20% ในระยะเวลาเกินกว่า 2 เดือน สามารถถือได้ว่าเป็นการเข้าสู่ตลาดหมีระยะเริ่มต้นแม้ว่าตัวเลขชี้วัดตรงนี้จะไม่มีสูตรตายตัวก็ตาม

 

]]>
ความหมาย Bull & Bear

Bull และ Bear แปลว่าอะไร? หมี กระทิง คืออะไร? หมีและกระทิงเป็นสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว หากลองนึกดูดี ๆ พฤติกรรมการโจมตีเหยื่อของหมีกับกระทิงมีทิศทางที่ตรงกันข้ามกันอย่างชัดเจน หมีจะตะปบลง ส่วนกระทิงจะขวิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมตลาดที่มีขึ้นและก็มีลง หมี และ กระทิง จึงกลายเป็นคำศัพท์ที่นักลงทุนใช้เพื่อเรียกเทรนด์ของตลาด เช่น Bull market และ Bear market (ตลาดหมี และ ตลาดกระทิง) เราใช้คำว่า Bullish (คล้ายกระทิง) และ Bearish (คล้ายหมี) เพื่อบอกถึงแนวโน้มทีมีลักษณะขึ้นหรือลง

Bull-256

Bull market: ตลาดกระทิง

ตลาดกระทิง คือตลาดระยะขาขึ้น แนวโน้มที่ชัดเจนจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจแข็งแรง หรืออยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจขยายตัว (Expansion) อัตราการว่างงานต่ำ และ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในตลาดสูงส่งผลให้ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Bear market: ตลาดหมี

ตลาดหมี คือตลาดระยะขาลง แนวโน้มที่ชัดเจนจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจอ่อนแอ หรืออยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) อัตราเงินเฟ้อและการว่างงานสูง นักลงทุนหมดความเชื่อมั่นในตลาด การที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมากกว่า 20% ในระยะเวลาเกินกว่า 2 เดือน สามารถถือได้ว่าเป็นการเข้าสู่ตลาดหมีระยะเริ่มต้นแม้ว่าตัวเลขชี้วัดตรงนี้จะไม่มีสูตรตายตัวก็ตาม

 

]]>
http://hoondb.com/bull-bear-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%87/feed/ 0
Efficient Market (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ) http://hoondb.com/efficient-market/ http://hoondb.com/efficient-market/#comments Fri, 11 Oct 2013 13:42:29 +0000 http://hoondb.com/?p=2047 คำว่า “Market Efficiency” หมายความว่าอย่างไร? ตลาดที่มีประสิทธิภาพ คืออะไร? ตลาดที่มีประสิทธิภาพ หรือ Efficient Market คือ ข้อมูล ข่าวสาร ความเชื่อ ความคาดหวัง และ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้สะท้อนออกมาเป็นราคาตลาด กล่าวคือ ทุกคนสามารถเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลทุกอย่างได้เหมือนกัน พร้อมกัน ส่งผลให้ราคาตอบสนองต่อข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นออกมาโดยทันทีเพื่อสะท้อนข้อมูลใหม่ ตัวอย่างของ Efficient Market ที่เป็นที่ถกเถียงกันมานานก็คือตลาดหุ้นนั่นเอง

Efficient Market Hypothesis – EMH

EMH หรือ สมมติฐานประสิทธิภาพของตลาด คือทฤษฎีการลงทุนที่อ้างว่าตลาดการเงินเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะตลาด หากตลาดหุ้นนั้นมีประสิทธิภาพ ราคาหุ้นจะสะท้อนถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาตลอดเวลา ตามทฤษฎี EMH แล้ว หุ้นในตลาดจะถูกซื้อขายที่มูลค่ายุติธรรมตลอดเวลา ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่นักลงทุนจะสามารถซื้อหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือว่าขายหุ้นที่ราคาเกินความเป็นจริง ดังนั้นนักลงทุนจึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าตลาดโดยรวมได้ วิธีเดียวที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าก็คือลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงมากกว่า กล่าวคือ ภายใต้ตลาดที่มีประสิทธิภาพ การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงต้องให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ตลาดจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร?

ตลาดต้องใหญ่และมีสภาพคล่องมากพอ ข้อมูลต้องสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และไม่แพง ต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost) ต้องถูกกว่ากำไรที่คาดการณ์ว่าจะได้จากการลงทุน การที่ตลาดจะมีประสิทธิภาพได้นั้นนักลงทุนต้องเห็นว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพเสียก่อน และคิดว่าสามารถที่จะเอาชนะตลาดได้ โดยแผนการลงทุนต่าง ๆ ของนักลงทุนที่พยามจะเอาชนะความไม่มีประสิทธิภาพของตลาดคือสิ่งทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพ หากทุกคนเชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพก็จะไม่มีใครพยามหากำไรเกินกว่าปรกติ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ

ระดับของความมีประสิทธิภาพ

เราสามารถแบ่ง EMH ออกได้เป็น 3 ระดับ คือ สมมติฐานแบบอ่อน สมมติฐานแบบกลาง และ สมมติฐานแบบเข้ม (Weak efficiency, Semi-strong efficiency และ Strong efficiency) โดยทั้งสามระดับมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงระดับที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

Weak Form Efficiency: ไม่มีความได้เปรียบโดยการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต การใช้ Technical analysis เพื่อทำกำไรเกินส่วนเพิ่มไม่สามารถทำได้ ข้อมูลในอดีตไม่มีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนในอนาคต อดีตและอนาคตเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง แต่การใช้ Fudamental analysis เพื่อหาหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่า หรือ เกินกว่าพื้นฐานยังคงสามารถทำได้ Semi-Strong Form Efficiency: ข้อมูลทุกอย่างในตลาดที่เป็นสาธารณะสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้นในตลาดโดยทันที ไม่มีความได้เปรียบโดยการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น Fudamental หรือ Technical analysis ก็ไม่สามารถทำกำไรเกินกว่าปรกติได้ Strong Form Efficiency: ข้อมูลทุกอย่างในตลาดไม่ว่าจะเป็นสาธารณะหรือเป็นส่วนตัวสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้นในตลาด แม้แต่ข้อมูลวงในก็ไม่สามารถทำให้นักลงทุนมีความได้เปรียบ ]]>
ความหมาย “Market Efficiency”

คำว่า “Market Efficiency” หมายความว่าอย่างไร? ตลาดที่มีประสิทธิภาพ คืออะไร? ตลาดที่มีประสิทธิภาพ หรือ Efficient Market คือ ข้อมูล ข่าวสาร ความเชื่อ ความคาดหวัง และ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้สะท้อนออกมาเป็นราคาตลาด กล่าวคือ ทุกคนสามารถเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลทุกอย่างได้เหมือนกัน พร้อมกัน ส่งผลให้ราคาตอบสนองต่อข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นออกมาโดยทันทีเพื่อสะท้อนข้อมูลใหม่ ตัวอย่างของ Efficient Market ที่เป็นที่ถกเถียงกันมานานก็คือตลาดหุ้นนั่นเอง


Efficient Market Hypothesis – EMH

EMH หรือ สมมติฐานประสิทธิภาพของตลาด คือทฤษฎีการลงทุนที่อ้างว่าตลาดการเงินเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะตลาด หากตลาดหุ้นนั้นมีประสิทธิภาพ ราคาหุ้นจะสะท้อนถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาตลอดเวลา ตามทฤษฎี EMH แล้ว หุ้นในตลาดจะถูกซื้อขายที่มูลค่ายุติธรรมตลอดเวลา ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่นักลงทุนจะสามารถซื้อหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือว่าขายหุ้นที่ราคาเกินความเป็นจริง ดังนั้นนักลงทุนจึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าตลาดโดยรวมได้ วิธีเดียวที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าก็คือลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงมากกว่า กล่าวคือ ภายใต้ตลาดที่มีประสิทธิภาพ การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงต้องให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วย


ตลาดจะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร?

ตลาดต้องใหญ่และมีสภาพคล่องมากพอ ข้อมูลต้องสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และไม่แพง ต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost) ต้องถูกกว่ากำไรที่คาดการณ์ว่าจะได้จากการลงทุน การที่ตลาดจะมีประสิทธิภาพได้นั้นนักลงทุนต้องเห็นว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพเสียก่อน และคิดว่าสามารถที่จะเอาชนะตลาดได้ โดยแผนการลงทุนต่าง ๆ ของนักลงทุนที่พยามจะเอาชนะความไม่มีประสิทธิภาพของตลาดคือสิ่งทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพ หากทุกคนเชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพก็จะไม่มีใครพยามหากำไรเกินกว่าปรกติ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ


ระดับของความมีประสิทธิภาพ

เราสามารถแบ่ง EMH ออกได้เป็น 3 ระดับ คือ สมมติฐานแบบอ่อน สมมติฐานแบบกลาง และ สมมติฐานแบบเข้ม (Weak efficiency, Semi-strong efficiency และ Strong efficiency) โดยทั้งสามระดับมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงระดับที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

  1. Weak Form Efficiency: ไม่มีความได้เปรียบโดยการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต การใช้ Technical analysis เพื่อทำกำไรเกินส่วนเพิ่มไม่สามารถทำได้ ข้อมูลในอดีตไม่มีความสัมพันธ์กับอัตราผลตอบแทนในอนาคต อดีตและอนาคตเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง แต่การใช้ Fudamental analysis เพื่อหาหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่า หรือ เกินกว่าพื้นฐานยังคงสามารถทำได้
  2. Semi-Strong Form Efficiency: ข้อมูลทุกอย่างในตลาดที่เป็นสาธารณะสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้นในตลาดโดยทันที ไม่มีความได้เปรียบโดยการวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น Fudamental หรือ Technical analysis ก็ไม่สามารถทำกำไรเกินกว่าปรกติได้
  3. Strong Form Efficiency: ข้อมูลทุกอย่างในตลาดไม่ว่าจะเป็นสาธารณะหรือเป็นส่วนตัวสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้นในตลาด แม้แต่ข้อมูลวงในก็ไม่สามารถทำให้นักลงทุนมีความได้เปรียบ
]]>
http://hoondb.com/efficient-market/feed/ 0
Market Capitalization http://hoondb.com/market-capitalization/ http://hoondb.com/market-capitalization/#comments Fri, 06 Sep 2013 09:32:12 +0000 http://hoondb.com/?p=728 คำว่า “Market Capitalization” หมายความว่าอย่างไร? Market Capitalization คือ มูลค่าตามราคาตลาด ไม่ว่าจะเป็นมูลค่ารวมของหุ้นรายตัว มูลค่ารวมรายอุตสาหกรรม หรือมูลค่ารวมของทั้งตลาด (เช่น Market Cap ของ SET) ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ก็คือ ราคาหุ้นที่สูงกว่าย่อมหมายถึงบริษัทมีมูลค่ามากกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะจำนวนหุ้นที่อยู่ในตลาดมีความสัมพันธ์กับราคาต่อหุ้นของบริษัทนั้น ๆ เช่น บริษัท ABC มี 10 หุ้น ราคาหุ้นละ 1 แสนบาท (Market Cap เท่ากับ 1 ล้านบาท) เทียบกับ บริษัท XYZ ที่มี 100 หุ้น แต่ราคาหุ้นละ 5 หมื่นบาท ซึ่งมี Market Cap ใหญ่กว่าถึง 5 เท่า จะเห็นได้ว่าราคาหุ้น XYZ ถูกกว่าหุ้น ABC แต่บริษัท XYZ กลับมีมูลค่ากิจการที่สูงกว่า

Market Capitalization = ราคาต่อหุ้น x จำนวนหุ้นทั้งหมด

โดยปกติแล้วบริษัทในตลาดหุ้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งได้แก่ Large-cap, Mid-cap, และ Small-cap (ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตามลำดับ) โดยเกณฑ์ที่ใช้แบ่งอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ด้านล่างคือบริษัทที่มี Market Cap. ขนาดใหญ่ในประเทศไทย และประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2012

ตัวอย่าง 1: Market Cap ของ PTT (PTT Public Company Limited) อยู่ที่ 8.8 แสนล้านบาท (#1) ตัวอย่าง 2: Market Cap ของ KBANK (Kasikornbank Public Company Limited) อยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท (#5) ตัวอย่าง 3: Market Cap ของ AAPL (Apple Inc.) อยู่ที่ 5.6 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 18 ล้านล้านบาท (#1)

]]>
ความหมาย Market Capitalization

คำว่า “Market Capitalization” หมายความว่าอย่างไร? Market Capitalization คือ มูลค่าตามราคาตลาด ไม่ว่าจะเป็นมูลค่ารวมของหุ้นรายตัว มูลค่ารวมรายอุตสาหกรรม หรือมูลค่ารวมของทั้งตลาด (เช่น Market Cap ของ SET) ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ก็คือ ราคาหุ้นที่สูงกว่าย่อมหมายถึงบริษัทมีมูลค่ามากกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะจำนวนหุ้นที่อยู่ในตลาดมีความสัมพันธ์กับราคาต่อหุ้นของบริษัทนั้น ๆ เช่น บริษัท ABC มี 10 หุ้น ราคาหุ้นละ 1 แสนบาท (Market Cap เท่ากับ 1 ล้านบาท) เทียบกับ บริษัท XYZ ที่มี 100 หุ้น แต่ราคาหุ้นละ 5 หมื่นบาท ซึ่งมี Market Cap ใหญ่กว่าถึง 5 เท่า จะเห็นได้ว่าราคาหุ้น XYZ ถูกกว่าหุ้น ABC แต่บริษัท XYZ กลับมีมูลค่ากิจการที่สูงกว่า

Market Capitalization = ราคาต่อหุ้น x จำนวนหุ้นทั้งหมด

โดยปกติแล้วบริษัทในตลาดหุ้นจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งได้แก่ Large-cap, Mid-cap, และ Small-cap (ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตามลำดับ) โดยเกณฑ์ที่ใช้แบ่งอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ด้านล่างคือบริษัทที่มี Market Cap. ขนาดใหญ่ในประเทศไทย และประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2012

ตัวอย่าง 1: Market Cap ของ PTT (PTT Public Company Limited) อยู่ที่ 8.8 แสนล้านบาท (#1)
ตัวอย่าง 2: Market Cap ของ KBANK (Kasikornbank Public Company Limited) อยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท (#5)
ตัวอย่าง 3: Market Cap ของ AAPL (Apple Inc.) อยู่ที่ 5.6 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 18 ล้านล้านบาท (#1)

]]>
http://hoondb.com/market-capitalization/feed/ 0