หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » พจนานุกรมนักลงทุน http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Crude Oil http://hoondb.com/crude-oil/ http://hoondb.com/crude-oil/#comments Fri, 19 Dec 2014 16:54:12 +0000 http://hoondb.com/?p=7825 Crude Oil หรือ น้ำมันดิบ คือ ปิโตรเลียม (น้ำมันที่ได้จากหิน) มีลักษณะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ โดยน้ำมันดิบจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อให้ได้ออกมาเป็นน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เป็นต้น ในเบื้องต้นเราสามารถแบ่งคุณภาพของน้ำมันดิบได้ดังต่อไปนี้:

Sour – มีกำมะถันเจือปนสูง Sweet – มีกำมะถันเจือปนน้อย (คุณภาพสูง) Heavy – ความหนาแน่นสูง Light – ความหนาแน่นต่ำ (คุณภาพสูง)

Sulfur หรือ กำมะถัน คือสารปนเปื้อนที่ต้องกำจัดออกในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งต้นทุนการกลั่นจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปริมาณกำมะถันเจือปนอยู่มาก โดยตามหลักสากลให้ใช้ 0.5% เป็นเกณฑ์ หากน้อยกว่าคือมีการเจือปนต่ำ API Gravity หรือ ค่าความหนาแน่น คือค่าที่ใช้วัดความหนักเบาของน้ำมันดิบเมื่อเทียบกับน้ำ โดยหากค่า API Gravity มากกว่า 10 ก็จะลอยเหนือน้ำ (มีความหนาแน่นต่ำ) แต่ถ้าน้อยกว่าก็จะจม (มีความหนาแน่นสูง)

Crude Oil Benchmarks

เนื่องจากน้ำมันดิบสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายประเภทโดยขึ้นอยู่กับแหล่งที่ผลิต Crude Oil Benchmarks จึงถูกใช้เพื่อเป็นราคากลางสำหรับการซื้อขายน้ำมันดิบแต่ละประเภท โดยที่นิยมอ้างอิงถึงผ่านสื่อหรือรายงานบ่อย ๆ ก็จะเป็น West Texas Intermediate (WTI) และ Brent Blend

West Texas Intermediate (WTI) WTI หรืออีกชื่อเรียกหนึ่ง “Texas light sweet” สามารถจัดได้ว่าเป็น Energy Benchmark ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก มีแหล่งการผลิตที่ Midwest และ Gulf Coast ประเทศสหรัฐอเมริกา Brent Blend Brent Blend เป็นน้ำมันดิบประเภท Sweet crude ซึ่งมีแหล่งการผลิตจาก 15 แห่งบริเวณทะเลเหนือ (North Sea) สามารถจัดได้ว่าเป็น Light sweet crude เหมือนกัน แต่มีคุณภาพต่ำกว่า WTI ทั้งสองด้าน Dubai Crude Dubai Crude เป็นน้ำมันดิบประเภท Light/Medium sour crude จากประเทศดูไบ ถูกใช้เป็นราคากลางสำหรับน้ำมันดิบที่มาจากอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) Tapis Crude Tapis Crude เป็นน้ำมันดิบที่มีคุณภาพสูงมาก จัดได้ว่าเป็น very light and very sweet crude มีแหล่งการผลิตจากประเทศมาเลเซีย ถูกใช้เป็น Benchmark ในประเทศสิงคโปร์และเป็นที่นิยมในประเทศแถบเอเชีย OPEC Reference Basket (ORB) OPEC Basket เป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาน้ำมันดิบจากประเทศกลุ่ม OPEC (The Organization of the Petroleum Exporting Countries)

หมายเหตุ การซื้อขายน้ำมันดิบ (Crude oil) ใช้หน่วยเป็นบาร์เรล (barrel) โดยที่ 1 บาร์เรลเท่ากับ 158.978 ลิตร หรือ 42 US gallon หรือ 35 Imperial gallon

]]>
ความหมาย Crude Oil

Crude Oil หรือ น้ำมันดิบ คือ ปิโตรเลียม (น้ำมันที่ได้จากหิน) มีลักษณะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ โดยน้ำมันดิบจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อให้ได้ออกมาเป็นน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เป็นต้น ในเบื้องต้นเราสามารถแบ่งคุณภาพของน้ำมันดิบได้ดังต่อไปนี้:

  • Sour – มีกำมะถันเจือปนสูง
  • Sweet – มีกำมะถันเจือปนน้อย (คุณภาพสูง)
  • Heavy – ความหนาแน่นสูง
  • Light – ความหนาแน่นต่ำ (คุณภาพสูง)

Sulfur หรือ กำมะถัน คือสารปนเปื้อนที่ต้องกำจัดออกในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งต้นทุนการกลั่นจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปริมาณกำมะถันเจือปนอยู่มาก โดยตามหลักสากลให้ใช้ 0.5% เป็นเกณฑ์ หากน้อยกว่าคือมีการเจือปนต่ำ
API Gravity หรือ ค่าความหนาแน่น คือค่าที่ใช้วัดความหนักเบาของน้ำมันดิบเมื่อเทียบกับน้ำ โดยหากค่า API Gravity มากกว่า 10 ก็จะลอยเหนือน้ำ (มีความหนาแน่นต่ำ) แต่ถ้าน้อยกว่าก็จะจม (มีความหนาแน่นสูง)


Crude Oil Benchmarks

เนื่องจากน้ำมันดิบสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายประเภทโดยขึ้นอยู่กับแหล่งที่ผลิต Crude Oil Benchmarks จึงถูกใช้เพื่อเป็นราคากลางสำหรับการซื้อขายน้ำมันดิบแต่ละประเภท โดยที่นิยมอ้างอิงถึงผ่านสื่อหรือรายงานบ่อย ๆ ก็จะเป็น West Texas Intermediate (WTI) และ Brent Blend

West Texas Intermediate (WTI)
WTI หรืออีกชื่อเรียกหนึ่ง “Texas light sweet” สามารถจัดได้ว่าเป็น Energy Benchmark ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก มีแหล่งการผลิตที่ Midwest และ Gulf Coast ประเทศสหรัฐอเมริกา
Brent Blend
Brent Blend เป็นน้ำมันดิบประเภท Sweet crude ซึ่งมีแหล่งการผลิตจาก 15 แห่งบริเวณทะเลเหนือ (North Sea) สามารถจัดได้ว่าเป็น Light sweet crude เหมือนกัน แต่มีคุณภาพต่ำกว่า WTI ทั้งสองด้าน
Dubai Crude
Dubai Crude เป็นน้ำมันดิบประเภท Light/Medium sour crude จากประเทศดูไบ ถูกใช้เป็นราคากลางสำหรับน้ำมันดิบที่มาจากอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf)
Tapis Crude
Tapis Crude เป็นน้ำมันดิบที่มีคุณภาพสูงมาก จัดได้ว่าเป็น very light and very sweet crude มีแหล่งการผลิตจากประเทศมาเลเซีย ถูกใช้เป็น Benchmark ในประเทศสิงคโปร์และเป็นที่นิยมในประเทศแถบเอเชีย
OPEC Reference Basket (ORB)
OPEC Basket เป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาน้ำมันดิบจากประเทศกลุ่ม OPEC (The Organization of the Petroleum Exporting Countries)

หมายเหตุ การซื้อขายน้ำมันดิบ (Crude oil) ใช้หน่วยเป็นบาร์เรล (barrel) โดยที่ 1 บาร์เรลเท่ากับ 158.978 ลิตร หรือ 42 US gallon หรือ 35 Imperial gallon

]]>
http://hoondb.com/crude-oil/feed/ 0
Holding Period Return http://hoondb.com/holding-period-return/ http://hoondb.com/holding-period-return/#comments Sat, 25 Oct 2014 09:08:18 +0000 http://hoondb.com/?p=7496 Holding Period Return (HPR) คือ ผลตอบแทนตลอดช่วงถือครอง เป็นการคำนวณอย่างง่ายในช่วงระยะเวลาที่ได้ถือครอง เราสามารถคำนวณ HPR ได้จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ (1) อัตราผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividends) และ (2) ส่วนต่างราคาซื้อขาย กำไรขาดทุน เรียกว่า Capital Gain/Capital Loss

HPR = [เงินปันผล + (ราคาสุดท้าย – ราคาเริ่มต้น)] / ราคาเริ่มต้น

ยกตัวอย่างการคำนวณ HPR

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC ไว้ที่ราคา 100 บาท และในระหว่างปีบริษัทจ่ายปันผล 4 บาทต่อหุ้น หนึ่งปีถัดมาคุณตัดสินใจขายหุ้น ABC ทิ้งที่ราคา 115 บาท ดังนั้น ผลตอบแทนตลอดช่วงถือครอง หรือ HPR ก็จะเท่ากับ [3 + (115 – 100)] / 100 ซึ่งก็คือ 0.18 หรือ 18% นั่นเอง

 

]]>
ความหมาย Holding Period Return

Holding Period Return (HPR) คือ ผลตอบแทนตลอดช่วงถือครอง เป็นการคำนวณอย่างง่ายในช่วงระยะเวลาที่ได้ถือครอง เราสามารถคำนวณ HPR ได้จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ (1) อัตราผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividends) และ (2) ส่วนต่างราคาซื้อขาย กำไรขาดทุน เรียกว่า Capital Gain/Capital Loss

HPR = [เงินปันผล + (ราคาสุดท้าย – ราคาเริ่มต้น)] / ราคาเริ่มต้น

ยกตัวอย่างการคำนวณ HPR

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC ไว้ที่ราคา 100 บาท และในระหว่างปีบริษัทจ่ายปันผล 4 บาทต่อหุ้น หนึ่งปีถัดมาคุณตัดสินใจขายหุ้น ABC ทิ้งที่ราคา 115 บาท ดังนั้น ผลตอบแทนตลอดช่วงถือครอง หรือ HPR ก็จะเท่ากับ [3 + (115 – 100)] / 100 ซึ่งก็คือ 0.18 หรือ 18% นั่นเอง

 

]]>
http://hoondb.com/holding-period-return/feed/ 0
Total Return http://hoondb.com/total-return/ http://hoondb.com/total-return/#comments Sat, 25 Oct 2014 08:07:43 +0000 http://hoondb.com/?p=7517 Total Return คือ ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน ซึ่งประกอบไปด้วย ผลตอบแทนทุกอย่างที่ได้รับจากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น หรือ ดอกเบี้ย/ส่วนลดจากการลงทุนในตราสารหนี้ รวมไปถึงผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน เป็นต้น โดยเราสามารถคำนวณผลตอบแทนรวมจากการลงทุนได้ ดังนี้

Total Return = เงินปันผล + ดอกเบี้ย + ส่วนลด + กำไรขาดทุนจากการขาย + สิทธิ Net Return = ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน – ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน

อย่างไรก็ตาม Total Return ไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น ค่านายหน้า และ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยเราเรียกผลตอบแทนรวมที่หักลบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนออกไปแล้วว่า ผลตอบแทนสุทธิ หรือ Net Return

]]>
ความหมาย Total Return

Total Return คือ ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน ซึ่งประกอบไปด้วย ผลตอบแทนทุกอย่างที่ได้รับจากการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลจากการลงทุนในหุ้น หรือ ดอกเบี้ย/ส่วนลดจากการลงทุนในตราสารหนี้ รวมไปถึงผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน เป็นต้น โดยเราสามารถคำนวณผลตอบแทนรวมจากการลงทุนได้ ดังนี้

Total Return = เงินปันผล + ดอกเบี้ย + ส่วนลด + กำไรขาดทุนจากการขาย + สิทธิ
Net Return = ผลตอบแทนรวมจากการลงทุน – ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน

อย่างไรก็ตาม Total Return ไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น ค่านายหน้า และ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยเราเรียกผลตอบแทนรวมที่หักลบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนออกไปแล้วว่า ผลตอบแทนสุทธิ หรือ Net Return

]]>
http://hoondb.com/total-return/feed/ 0
Turnover List http://hoondb.com/turnover-list/ http://hoondb.com/turnover-list/#comments Thu, 23 Oct 2014 09:15:22 +0000 http://hoondb.com/?p=7428 Turnover List คือ รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายอย่างหนาแน่น (มีอัตราการซื้อขายหมุนเวียนสูง เปลี่ยนมือกันมาก) โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะจัดทำ Turnover List ทุกสัปดาห์ เริ่มจากวันทำการวันสุดท้ายของสัปดาห์จนถึงวันทำการก่อนวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป และเผยแพร่ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป ยกตัวอย่างเช่น รวบรวมข้อมูลระหว่าง วันศุกร์นี้ – วันพฤหัสบดีหน้า และเผยแพร่ Turnover List ในวันศุกร์หน้า โดยทาง ก.ล.ต. ได้บังคับใช้มาตรการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เพื่อเป็นการเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

 

Cash Balance

หลักทรัพย์ใดก็ตามที่มีรายชื่อปรากฏอยู่บน Turnover List จะสามารถทำการซื้อผ่านบัญชีประเภทวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 รอบสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมีถือไว้อยู่แล้วก็สามารถขายได้ตามปกติ เราเรียกหุ้นที่มีรายชื่ออยู่ใน Turnover List ว่า หุ้นติด Cash Balance

หลักเกณฑ์การคำนวณ

1. Turnover Ratio หรือ อัตราการหมุนเวียนซื้อขาย มากกว่าหรือเท่ากับ 30%

[box type=”custom” bg=”#ffffff” border=”#e8e8e8″]

1 Week Turnover Ratio ((มูลค่าซื้อหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ x 5) / (%Free Float x Market Cap ของหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์)) x 100

 

%Free Float ((จำนวนหุ้นทั้งหมด – จำนวนหุ้นของ Strategic Shareholder) / จำนวนหุ้นทั้งหมด ) x 100[/box]

โดยให้ จำนวนหุ้นทั้งหมด หมายถึง จำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้วทั้งหมด หักด้วยจำนวนหุ้นที่บริษัทซื้อคืน (treasury stocks) และ Strategic shareholder ได้แก่ ผู้ถือหุ้นประเภทต่อไปนี้

 

กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยทั่วไปจะยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

2. มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ มากกว่าหรือเท่ากับ 100 ล้านบาท 3. จำนวนหลักทรัพย์ที่ติดไม่เกิน (50 สำหรับหุ้นใน SET และ 5 สำหรับหุ้นใน MAI) อันดับแรกเรียงตาม %1W-turnover

หมายเหตุ: ไม่รวมหุ้น IPO หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่เข้าซื้อขายระหว่างสัปดาห์ (ไม่คำนวณในสัปดาห์แรกที่ซื้อขาย)

[ อ้างอิงข้อมูลจาก ก.ล.ต. ]

]]>
ความหมาย Turnover List

Turnover List คือ รายชื่อหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายอย่างหนาแน่น (มีอัตราการซื้อขายหมุนเวียนสูง เปลี่ยนมือกันมาก) โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะจัดทำ Turnover List ทุกสัปดาห์ เริ่มจากวันทำการวันสุดท้ายของสัปดาห์จนถึงวันทำการก่อนวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป และเผยแพร่ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ถัดไป ยกตัวอย่างเช่น รวบรวมข้อมูลระหว่าง วันศุกร์นี้ – วันพฤหัสบดีหน้า และเผยแพร่ Turnover List ในวันศุกร์หน้า โดยทาง ก.ล.ต. ได้บังคับใช้มาตรการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เพื่อเป็นการเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

 

Cash Balance

หลักทรัพย์ใดก็ตามที่มีรายชื่อปรากฏอยู่บน Turnover List จะสามารถทำการซื้อผ่านบัญชีประเภทวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 รอบสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากมีถือไว้อยู่แล้วก็สามารถขายได้ตามปกติ เราเรียกหุ้นที่มีรายชื่ออยู่ใน Turnover List ว่า หุ้นติด Cash Balance

หลักเกณฑ์การคำนวณ

1. Turnover Ratio หรือ อัตราการหมุนเวียนซื้อขาย มากกว่าหรือเท่ากับ 30%

[box type=”custom” bg=”#ffffff” border=”#e8e8e8″]

1 Week Turnover Ratio
((มูลค่าซื้อหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ x 5) / (%Free Float x Market Cap ของหุ้นเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์)) x 100

 

%Free Float
((จำนวนหุ้นทั้งหมด จำนวนหุ้นของ Strategic Shareholder) / จำนวนหุ้นทั้งหมด ) x 100[/box]

โดยให้ จำนวนหุ้นทั้งหมด หมายถึง จำนวนหุ้นของบริษัทที่ชำระแล้วทั้งหมด หักด้วยจำนวนหุ้นที่บริษัทซื้อคืน (treasury stocks)
และ Strategic shareholder ได้แก่ ผู้ถือหุ้นประเภทต่อไปนี้

 

  1. กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์
  2. ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ โดยทั่วไปจะยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน
  3. ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

2. มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในรอบสัปดาห์ มากกว่าหรือเท่ากับ 100 ล้านบาท
3. จำนวนหลักทรัพย์ที่ติดไม่เกิน (50 สำหรับหุ้นใน SET และ 5 สำหรับหุ้นใน MAI) อันดับแรกเรียงตาม %1W-turnover

หมายเหตุ: ไม่รวมหุ้น IPO หรือใบสำคัญแสดงสิทธิที่เข้าซื้อขายระหว่างสัปดาห์ (ไม่คำนวณในสัปดาห์แรกที่ซื้อขาย)

[ อ้างอิงข้อมูลจาก ก.ล.ต. ]

]]>
http://hoondb.com/turnover-list/feed/ 0
Cost of Goods Sold (ต้นทุนขาย) http://hoondb.com/cost-of-goods-sold/ http://hoondb.com/cost-of-goods-sold/#comments Thu, 02 Oct 2014 12:06:43 +0000 http://hoondb.com/?p=6932 Cost of Goods Sold (COGS) หรือ ต้นทุนขาย คือ ต้นทุนที่ได้มาของสินค้า โดยถ้าบริษัทเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง ต้นทุนขายนั้นจะรวมไปถึงกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการผลิตสินค้าโดยตรง และในกรณีที่บริษัทไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง (ซื้อมาขายไป) ต้นทุนขายก็จะเป็นราคาต้นทุนที่บริษัทได้จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้ามา โดยต้นทุนขายจะปรากฏอยู่บนงบกำไรขาดทุนของบริษัท

]]>
ความหมาย Cost of Goods Sold

Cost of Goods Sold (COGS) หรือ ต้นทุนขาย คือ ต้นทุนที่ได้มาของสินค้า โดยถ้าบริษัทเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง ต้นทุนขายนั้นจะรวมไปถึงกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการผลิตสินค้าโดยตรง และในกรณีที่บริษัทไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง (ซื้อมาขายไป) ต้นทุนขายก็จะเป็นราคาต้นทุนที่บริษัทได้จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้ามา โดยต้นทุนขายจะปรากฏอยู่บนงบกำไรขาดทุนของบริษัท

]]>
http://hoondb.com/cost-of-goods-sold/feed/ 0
Operating Expense (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน) http://hoondb.com/operating-expense/ http://hoondb.com/operating-expense/#comments Thu, 02 Oct 2014 09:11:01 +0000 http://hoondb.com/?p=6919 Operating Expense หรือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน คือ ค่าใช้จ่ายทั่วไปที่เกิดขึ้นจากดำเนินธุรกิจในแต่ละวันที่ไม่ใช่ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) โดย Operating Expense จะปรากฏอยู่บนงบกำไรขาดทุนของบริษัท ซึ่งทั่วไปแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่:

ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) จะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชั่นพนักงาน ค่าขนส่ง ค่าโทรศัพท์ และ ค่าเช่าคลังสินค้า เป็นต้น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (General and Administrative Expenses) จะเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ และ ค่าเอกสาร เป็นต้น ]]>
ความหมาย Operating Expense

Operating Expense หรือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน คือ ค่าใช้จ่ายทั่วไปที่เกิดขึ้นจากดำเนินธุรกิจในแต่ละวันที่ไม่ใช่ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) โดย Operating Expense จะปรากฏอยู่บนงบกำไรขาดทุนของบริษัท ซึ่งทั่วไปแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่:

  1. ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) จะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชั่นพนักงาน ค่าขนส่ง ค่าโทรศัพท์ และ ค่าเช่าคลังสินค้า เป็นต้น
  2. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (General and Administrative Expenses) จะเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงาน เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ และ ค่าเอกสาร เป็นต้น
]]>
http://hoondb.com/operating-expense/feed/ 0
EBIT http://hoondb.com/ebit/ http://hoondb.com/ebit/#comments Wed, 01 Oct 2014 09:13:08 +0000 http://hoondb.com/?p=4599 EBIT (Earnings Before Interest and Taxes) คือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี หรือมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) มันเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทโดยไม่คำนึงถึง ภาษี และ ต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) ซึ่งทำให้การนำ EBIT ไปใช้วิเคราะห์ หรือเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ที่มีโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) ที่แตกต่างกันออกไปนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง

EBIT = Revenue – Operating Expenses – COGS

โดยตามสูตรด้านบนแล้ว เราสามารถคำนวณหา EBIT หรือ กำไรจากการดำเนินงาน ได้จากการนำรายรับมาหักออกด้วยต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

]]>
ความหมาย EBIT

EBIT (Earnings Before Interest and Taxes) คือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี หรือมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) มันเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทโดยไม่คำนึงถึง ภาษี และ ต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) ซึ่งทำให้การนำ EBIT ไปใช้วิเคราะห์ หรือเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ที่มีโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) ที่แตกต่างกันออกไปนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง

EBIT = Revenue – Operating ExpensesCOGS

โดยตามสูตรด้านบนแล้ว เราสามารถคำนวณหา EBIT หรือ กำไรจากการดำเนินงาน ได้จากการนำรายรับมาหักออกด้วยต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

]]>
http://hoondb.com/ebit/feed/ 0
Inflation (ภาวะเงินเฟ้อ) http://hoondb.com/inflation/ http://hoondb.com/inflation/#comments Wed, 11 Jun 2014 16:02:59 +0000 http://hoondb.com/?p=4479 Inflation หรือ ภาวะเงินเฟ้อ คือ การที่ราคาของสินค้าและบริการโดยรวมในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสามารถวัดได้จาก ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) ส่งผลให้อำนาจซื้อของผู้บริโภคลดน้อยลงเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ กล่าวคือ จำนวนเงินเท่าเดิม แต่เราสามารถซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้ในปริมาณที่น้อยลงกว่าเดิม

สองสาเหตุหลักซึ่งทำให้เกิด เงินเฟ้อ คือ ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น (Cost-Push Inflation) และ ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น (Demand-Pull Inflation) โดยเราสามารถแบ่งเงินเฟ้อได้ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline inflation) และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation)

ยกตัวอย่าง ภาวะเงินเฟ้อ

เมื่ออัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate) เพิ่มสูงขึ้น เราจึงจำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าหรือบริการในปริมาณที่เท่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท แต่ในปัจจุบันต้องใช้เงินมากถึง 35 บาทเพื่อซื้อก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม และในอนาคตก็อาจเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปตามอัตราเงินเฟ้อ

เพิ่มเติม: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยในปี 2556 อยู่ที่ 2.18%

]]>
ความหมาย Inflation

Inflation หรือ ภาวะเงินเฟ้อ คือ การที่ราคาของสินค้าและบริการโดยรวมในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสามารถวัดได้จาก ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) ส่งผลให้อำนาจซื้อของผู้บริโภคลดน้อยลงเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ กล่าวคือ จำนวนเงินเท่าเดิม แต่เราสามารถซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้ในปริมาณที่น้อยลงกว่าเดิม

สองสาเหตุหลักซึ่งทำให้เกิด เงินเฟ้อ คือ ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น (Cost-Push Inflation) และ ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น (Demand-Pull Inflation) โดยเราสามารถแบ่งเงินเฟ้อได้ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline inflation) และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core inflation)

ยกตัวอย่าง ภาวะเงินเฟ้อ

เมื่ออัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate) เพิ่มสูงขึ้น เราจึงจำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าหรือบริการในปริมาณที่เท่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท แต่ในปัจจุบันต้องใช้เงินมากถึง 35 บาทเพื่อซื้อก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม และในอนาคตก็อาจเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปตามอัตราเงินเฟ้อ

เพิ่มเติม: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยในปี 2556 อยู่ที่ 2.18%

]]>
http://hoondb.com/inflation/feed/ 0
Cost-Push Inflation http://hoondb.com/cost-push-inflation/ http://hoondb.com/cost-push-inflation/#comments Wed, 11 Jun 2014 15:46:36 +0000 http://hoondb.com/?p=4512 Cost-Push Inflation หรือ เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น คือ การที่ต้นทุน เช่น ค่าแรง หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้อุปทานมวลรวม (Aggregate Supply) ลดน้อยลงในขณะที่อุปสงค์มีเท่าเดิม นั่นหมายความว่า ราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อโดยมาจากฝั่งของอุปทาน นอกเหนือจากปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้เกิด Cost-Push Inflation แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบด้วย เช่น การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ  หรือ การออกนโยบายต่าง ๆ โดยภาครัฐ เป็นต้น

]]>
ความหมาย Cost-Push Inflation

Cost-Push Inflation หรือ เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น คือ การที่ต้นทุน เช่น ค่าแรง หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้อุปทานมวลรวม (Aggregate Supply) ลดน้อยลงในขณะที่อุปสงค์มีเท่าเดิม นั่นหมายความว่า ราคาสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อโดยมาจากฝั่งของอุปทาน นอกเหนือจากปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้เกิด Cost-Push Inflation แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบด้วย เช่น การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ  หรือ การออกนโยบายต่าง ๆ โดยภาครัฐ เป็นต้น

]]>
http://hoondb.com/cost-push-inflation/feed/ 0
Demand-Pull Inflation http://hoondb.com/demand-pull-inflation/ http://hoondb.com/demand-pull-inflation/#comments Mon, 02 Jun 2014 16:40:22 +0000 http://hoondb.com/?p=4514 Demand-Pull Inflation หรือ เงินเฟ้อจากอุปสงค์มวลรวมที่เพิ่มสูงขึ้น คือ การที่มีความต้องการของสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้นกว่าปริมาณที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อ โดย Demand-Pull Inflation สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มมากขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น หรือ อุปสงค์ในต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นที่สิ่งที่ส่งผลกระทบให้อุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) เพิ่มสูงขึ้น

]]>
ความหมาย Demand-Pull Inflation

Demand-Pull Inflation หรือ เงินเฟ้อจากอุปสงค์มวลรวมที่เพิ่มสูงขึ้น คือ การที่มีความต้องการของสินค้าและบริการเพิ่มมากขึ้นกว่าปริมาณที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อ โดย Demand-Pull Inflation สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มมากขึ้น การใช้จ่ายภาครัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น หรือ อุปสงค์ในต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นที่สิ่งที่ส่งผลกระทบให้อุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) เพิ่มสูงขึ้น

]]>
http://hoondb.com/demand-pull-inflation/feed/ 0