หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » พื้นฐานทั่วไป http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Beta (ค่าเบต้า) http://hoondb.com/beta-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2/ http://hoondb.com/beta-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments Tue, 08 Oct 2013 18:06:40 +0000 http://hoondb.com/?p=1827 คำว่า “Beta” หมายความว่าอย่างไร? ค่าเบต้า คืออะไร? ค่าเบต้า (Beta) หรือ beta coefficient คือ ตัวเลขที่ได้จากการเปรียบเทียบระหว่างการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น และ การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เบต้าเป็นเครื่องมือชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ค่าเบต้าของหุ้นก็คือค่าความผันผวนของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับตลาดนั่นเอง หุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง ดังนั้น หากสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มาก เราก็ควรคาดหวังผลตอบแทนที่มากขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้น A ค่าเบต้าเท่ากับ 1 และ หุ้น B มีค่าเบต้าเท่ากับ 2 ผลตอบแทนของหุ้น B ก็ควรมากกว่าหุ้น A ตามสัดส่วนของความเสี่ยงจึงจะสามารถจัดได้ว่าเหมาะสมแก่การลงทุน

ตีความค่าเบต้า (Beta)

เบต้าเท่ากับ 1 คือค่าความผันผวนของตลาด ยกตัวอย่างเช่น หากค่าเบต้าของหุ้นเท่ากับ 2 : ตามทฤษฎีแล้วหากตลาดปรับตัวลง 10% หุ้นดังกล่าวจะตกลง 20% (มีความผันผวนมากกว่าตลาดเป็นสองเท่า) หากค่าเบต้าของหุ้นเท่ากับ 0.5 : ตลาดปรับตัวลง 10% หุ้นดังกล่าวจะปรับตัวลงเพียง 5% (มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดครึ่งนึง) เบต้าสามารถคำนวณได้โดยใช้ Regression analysis (การวิเคราะห์การถดถอย) ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงลักษณะต่าง ๆ และความหมายของค่าเบต้า

ค่าเบต้า ความหมาย ตัวอย่าง β < 0 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวทิศทางตรงกันข้ามกับตลาด Short position β = 0 ตัวแปรทั้งสองไม่มีสหสัมพันธ์กัน ราคาหุ้นไม่คำนึงถึงการเคลื่อนไหวของตลาด Risk free asset เช่น พันธบัตรรัฐบาล 0 < β < 1 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับตลาด แต่น้อยกว่าตลาด หุ้นที่ไม่ค่อยมีความผันผวน เช่น หุ้นประเภทตั้งรับ (Defensive stock) β = 1 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดในความผันผวนที่เท่ากัน เป็นหุ้นตัวแทนของตลาด มีเปลี่ยนแปลงของราคา เท่ากับ การเคลื่อนไหวของตลาด β > 1 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาด แต่มากกว่าตลาด หุ้นที่มีความผันผวนสูง เช่นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เป็นต้น

หากลองสังเกตุดูจะเห็นได้ว่ายิ่งค่าเบต้าเยอะความเสี่ยงยิ่งสูงเพราะมีความผันผวนมาก แต่ผลตอบแทนก็สูงขึ้นตามไปด้วย ตามทฤษฎีแล้วถ้าตลาดเป็นช่วงขาขึ้น หากเราสามารถหาจังหวะลงทุนที่เหมาะสมเจอ การถือหุ้นที่มีค่าเบต้าสูงย่อมให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด (ในช่วงขาขึ้น!) อย่างไรก็ตาม ในช่วงขาลงหุ้นที่มีค่าเบต้าสูงอาจทำให้คุณเจ็บตัวหนักได้เหมือนกัน การดูค่าเบต้าเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงสามารถช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้เหมาะกับตัวเอง เช่น นักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงควรลงทุนในหุ้นทีมีค่าเบต้าต่ำ เป็นต้น

ค่าเบต้าสามารถหาดูได้จากที่ไหน

เราสามารถดูค่าเบต้าของหุ้นได้จากหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์หุ้นต่าง ๆ หรือ จากโปรแกรมดูหุ้น เช่น efinance และ Aspen เป็นต้น ด้านล่างเป็นภาพจาก Aspen แสดงให้เห็นถึงค่าเบต้า (Beta) ของหุ้นแต่ละตัว เราสามารถเพิ่มรายชื่อหุ้นเพื่อดูค่าเบต้าได้โดยการพิมพ์ symbol_beta (ชื่อหุ้น_beta) แล้วกด Enter

ข้อสังเกตเกี่ยวกับค่า Beta ค่าเบต้าเป็นการคำนวณจากข้อมูลในอดีต และเพราะว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อดีตจึงไม่สามารถสรุปอนาคตได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ ค่าเบต้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หุ้น A มีค่าเบต้าเท่ากับ 1 วันนี้ไม่ได้หมายความว่ามันจะเท่ากับ 1 ตลอดไป สมมุติฐานของการใช้ค่าเบต้าเพื่อบอกความเสี่ยง คือ ตลาดมีประสิทธิภาพและราคาของหุ้นสะท้อนทุกอย่างออกมา แล้วหากว่าหุ้นเกิดตกขึ้นมาโดยที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยล่ะ? กำไรเท่าเดิม ราคาถูกลง แต่ค่าเบต้าสูงขึ้น นั่นหมายความว่าความเสี่ยงมีมากขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า? เพราะว่าราคาไม่ได้ถูกนำเข้ามาคำนวณ หุ้นตัวเดียวกัน ค่าเบต้าเท่ากัน แต่ราคาไม่เท่ากัน จะมีความเสี่ยงเท่ากันหรือไม่? ความเสี่ยงของเบต้ามาจากความผันผวน สมมุติว่านักลงทุนคนหนึ่งถือพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ส่วนนักลงทุนอีกคนถือหุ้นบลูชิพที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% ต่อปี เวลาผ่านไป 10 ปี กำไรจริง ๆ หลังจากหักภาษีแล้วของผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่? แม้ว่าความผันผวนจะมีมากแต่นักลงทุนที่ถือหุ้นบลูชิพอยู่ก็มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าในเคสที่ว่าราคาที่ลงทุนนั้นสมเหตุผล ในกรณีนี้สรุปได้ว่าไร้ความเสี่ยงจากความผันผวน แต่มีความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจการซื้อของเงิน

สรุปเรื่องราวของค่าเบต้า

ในช่วงเศรษฐกิจขาลง: เลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำหรือถือเป็นเงินสดไว้เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา และในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น: เลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าสูงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า แม้ว่าค่าเบต้าจะให้มุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อราคาหุ้น แต่ความเสี่ยงทั้งหมดไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาด้วยค่าเบต้า (Beta) เพียงอย่างเดียว ดังนั้นนักลงทุนควรดูข้อมูลอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย ความผันผวนของราคาอาจเป็นความเสี่ยง หรืออาจเป็นโอกาสก็เป็นได้…

]]>
ความหมาย Beta

คำว่า “Beta” หมายความว่าอย่างไร? ค่าเบต้า คืออะไร? ค่าเบต้า (Beta) หรือ beta coefficient คือ ตัวเลขที่ได้จากการเปรียบเทียบระหว่างการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น และ การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เบต้าเป็นเครื่องมือชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ค่าเบต้าของหุ้นก็คือค่าความผันผวนของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับตลาดนั่นเอง หุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง ดังนั้น หากสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มาก เราก็ควรคาดหวังผลตอบแทนที่มากขึ้นตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้น A ค่าเบต้าเท่ากับ 1 และ หุ้น B มีค่าเบต้าเท่ากับ 2 ผลตอบแทนของหุ้น B ก็ควรมากกว่าหุ้น A ตามสัดส่วนของความเสี่ยงจึงจะสามารถจัดได้ว่าเหมาะสมแก่การลงทุน


ตีความค่าเบต้า (Beta)

เบต้าเท่ากับ 1 คือค่าความผันผวนของตลาด ยกตัวอย่างเช่น หากค่าเบต้าของหุ้นเท่ากับ 2 : ตามทฤษฎีแล้วหากตลาดปรับตัวลง 10% หุ้นดังกล่าวจะตกลง 20% (มีความผันผวนมากกว่าตลาดเป็นสองเท่า) หากค่าเบต้าของหุ้นเท่ากับ 0.5 : ตลาดปรับตัวลง 10% หุ้นดังกล่าวจะปรับตัวลงเพียง 5% (มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดครึ่งนึง) เบต้าสามารถคำนวณได้โดยใช้ Regression analysis (การวิเคราะห์การถดถอย) ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงลักษณะต่าง ๆ และความหมายของค่าเบต้า

ค่าเบต้า ความหมาย ตัวอย่าง
β < 0 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวทิศทางตรงกันข้ามกับตลาด Short position
β = 0 ตัวแปรทั้งสองไม่มีสหสัมพันธ์กัน ราคาหุ้นไม่คำนึงถึงการเคลื่อนไหวของตลาด Risk free asset เช่น พันธบัตรรัฐบาล
0 < β < 1 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับตลาด แต่น้อยกว่าตลาด หุ้นที่ไม่ค่อยมีความผันผวน เช่น หุ้นประเภทตั้งรับ (Defensive stock)
β = 1 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดในความผันผวนที่เท่ากัน เป็นหุ้นตัวแทนของตลาด มีเปลี่ยนแปลงของราคา เท่ากับ การเคลื่อนไหวของตลาด
β > 1 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาด แต่มากกว่าตลาด หุ้นที่มีความผันผวนสูง เช่นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เป็นต้น

หากลองสังเกตุดูจะเห็นได้ว่ายิ่งค่าเบต้าเยอะความเสี่ยงยิ่งสูงเพราะมีความผันผวนมาก แต่ผลตอบแทนก็สูงขึ้นตามไปด้วย ตามทฤษฎีแล้วถ้าตลาดเป็นช่วงขาขึ้น หากเราสามารถหาจังหวะลงทุนที่เหมาะสมเจอ การถือหุ้นที่มีค่าเบต้าสูงย่อมให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด (ในช่วงขาขึ้น!) อย่างไรก็ตาม ในช่วงขาลงหุ้นที่มีค่าเบต้าสูงอาจทำให้คุณเจ็บตัวหนักได้เหมือนกัน การดูค่าเบต้าเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงสามารถช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้เหมาะกับตัวเอง เช่น นักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงควรลงทุนในหุ้นทีมีค่าเบต้าต่ำ เป็นต้น


ค่าเบต้าสามารถหาดูได้จากที่ไหน

เราสามารถดูค่าเบต้าของหุ้นได้จากหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์หุ้นต่าง ๆ หรือ จากโปรแกรมดูหุ้น เช่น efinance และ Aspen เป็นต้น ด้านล่างเป็นภาพจาก Aspen แสดงให้เห็นถึงค่าเบต้า (Beta) ของหุ้นแต่ละตัว เราสามารถเพิ่มรายชื่อหุ้นเพื่อดูค่าเบต้าได้โดยการพิมพ์ symbol_beta (ชื่อหุ้น_beta) แล้วกด Enter

hoondb_beta_aspen


ข้อสังเกตเกี่ยวกับค่า Beta

  1. ค่าเบต้าเป็นการคำนวณจากข้อมูลในอดีต และเพราะว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อดีตจึงไม่สามารถสรุปอนาคตได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ ค่าเบต้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หุ้น A มีค่าเบต้าเท่ากับ 1 วันนี้ไม่ได้หมายความว่ามันจะเท่ากับ 1 ตลอดไป
  2. สมมุติฐานของการใช้ค่าเบต้าเพื่อบอกความเสี่ยง คือ ตลาดมีประสิทธิภาพและราคาของหุ้นสะท้อนทุกอย่างออกมา แล้วหากว่าหุ้นเกิดตกขึ้นมาโดยที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยล่ะ? กำไรเท่าเดิม ราคาถูกลง แต่ค่าเบต้าสูงขึ้น นั่นหมายความว่าความเสี่ยงมีมากขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า? เพราะว่าราคาไม่ได้ถูกนำเข้ามาคำนวณ หุ้นตัวเดียวกัน ค่าเบต้าเท่ากัน แต่ราคาไม่เท่ากัน จะมีความเสี่ยงเท่ากันหรือไม่?
  3. ความเสี่ยงของเบต้ามาจากความผันผวน สมมุติว่านักลงทุนคนหนึ่งถือพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ส่วนนักลงทุนอีกคนถือหุ้นบลูชิพที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% ต่อปี เวลาผ่านไป 10 ปี กำไรจริง ๆ หลังจากหักภาษีแล้วของผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่? แม้ว่าความผันผวนจะมีมากแต่นักลงทุนที่ถือหุ้นบลูชิพอยู่ก็มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าในเคสที่ว่าราคาที่ลงทุนนั้นสมเหตุผล ในกรณีนี้สรุปได้ว่าไร้ความเสี่ยงจากความผันผวน แต่มีความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจการซื้อของเงิน

สรุปเรื่องราวของค่าเบต้า

ในช่วงเศรษฐกิจขาลง: เลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำหรือถือเป็นเงินสดไว้เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา และในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น: เลือกหุ้นที่มีค่าเบต้าสูงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า แม้ว่าค่าเบต้าจะให้มุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อราคาหุ้น แต่ความเสี่ยงทั้งหมดไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาด้วยค่าเบต้า (Beta) เพียงอย่างเดียว ดังนั้นนักลงทุนควรดูข้อมูลอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย ความผันผวนของราคาอาจเป็นความเสี่ยง หรืออาจเป็นโอกาสก็เป็นได้…

]]>
http://hoondb.com/beta-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/ 0
ค่าคอมมิชชั่น (Commission Fee) http://hoondb.com/commission-fee/ http://hoondb.com/commission-fee/#comments Wed, 04 Sep 2013 08:16:24 +0000 http://hoondb.com/?p=620 ค่าคอมมิชชั่น (Commission Fee) หรือ ค่านายหน้า คือค่าธรรมเนียมที่คิดจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อขายสินค้า เพื่อเป็นกำไรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การซื้อขายหลักทรัพย์ก็เช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นเราจะถูกบวกค่านายหน้า (คอมมิชชั่น) เข้าไปด้วย โดยในเบื้องต้นการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดจะเสียค่าคอมสูงสุดไม่ว่าจะเป็นบัญชีประเภทไหนก็ตาม แต่หากส่งคำสั่งผ่านอินเทอร์เน็ต บัญชี Cash Balance จะมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าบัญชีเงินสด หากสนใจควรสอบถามรายละเอียดและหลักเกณฑ์การคิดอัตราค่าคอมมิชชั่นของแต่ละโบรกให้แน่ชัด เพราะอาจมีความแตกต่างกันออกไปได้ หลายโบรกมีการคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อวันที่ 50 บาท

บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี, บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามอัตราดังภาพด้านบน – 2557

 

]]>
ความหมาย ค่าคอมมิชชั่น

ค่าคอมมิชชั่น (Commission Fee) หรือ ค่านายหน้า คือค่าธรรมเนียมที่คิดจากการแบ่งเปอร์เซ็นต์ของราคาซื้อขายสินค้า เพื่อเป็นกำไรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การซื้อขายหลักทรัพย์ก็เช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นเราจะถูกบวกค่านายหน้า (คอมมิชชั่น) เข้าไปด้วย โดยในเบื้องต้นการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดจะเสียค่าคอมสูงสุดไม่ว่าจะเป็นบัญชีประเภทไหนก็ตาม แต่หากส่งคำสั่งผ่านอินเทอร์เน็ต บัญชี Cash Balance จะมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่าบัญชีเงินสด หากสนใจควรสอบถามรายละเอียดและหลักเกณฑ์การคิดอัตราค่าคอมมิชชั่นของแต่ละโบรกให้แน่ชัด เพราะอาจมีความแตกต่างกันออกไปได้ หลายโบรกมีการคิดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อวันที่ 50 บาท


ตารางค่าคอม

บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี, บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามอัตราดังภาพด้านบน – 2557

 

]]>
http://hoondb.com/commission-fee/feed/ 0
บริษัทหลักทรัพย์ (Broker) http://hoondb.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c-broker/ http://hoondb.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c-broker/#comments Tue, 03 Sep 2013 09:45:14 +0000 http://hoondb.com/?p=604 คำว่า “บริษัทหลักทรัพย์ ” หมายความว่าอย่างไร? บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์ หรือ Broker) คือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และได้ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องเป็นบริษัทสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนจึงจะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ผ่านเข้าสู่ระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตรงได้

รูปแบบการประกอบกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้มีเพียงแค่ การเป็นนายหน้าซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ แต่อาจรวมไปถึง กิจการค้าหลักทรัพย์ กิจการที่ปรึกษาการลงทุน กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และ กิจการจัดการลงทุนด้วย โดยในแต่ละประเภทก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก่อนถึงจะมีสิทธิดำเนินกิจการได้

บริษัทหลักทรัพย์ หรือ โบรกเกอร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่คนกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุนเท่านั้น โบรกเกอร์จะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความรับผิดชอบต่อบริการต่าง ๆ ที่ให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนอยู่ตลอดเวลาเช่น การเปิดบัญชี ดูแลแนะนำให้คำปรึกษาในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีความสนใจในการลงทุนควรศึกษาและพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ของโบรกเกอร์ก่อนที่จะเลือกใช้บริการเพื่อหาบริษัทหลักทรัพย์ที่เหมาะสมต่อความต้องการ

]]>
ความหมาย “บริษัทหลักทรัพย์”

คำว่า “บริษัทหลักทรัพย์ ” หมายความว่าอย่างไร? บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์ หรือ Broker) คือบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์และได้ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องเป็นบริษัทสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนจึงจะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ผ่านเข้าสู่ระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตรงได้

รูปแบบการประกอบกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้มีเพียงแค่ การเป็นนายหน้าซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ แต่อาจรวมไปถึง กิจการค้าหลักทรัพย์ กิจการที่ปรึกษาการลงทุน กิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และ กิจการจัดการลงทุนด้วย โดยในแต่ละประเภทก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก่อนถึงจะมีสิทธิดำเนินกิจการได้

บริษัทหลักทรัพย์ หรือ โบรกเกอร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่คนกลางในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับนักลงทุนเท่านั้น โบรกเกอร์จะต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความรับผิดชอบต่อบริการต่าง ๆ ที่ให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนอยู่ตลอดเวลาเช่น การเปิดบัญชี ดูแลแนะนำให้คำปรึกษาในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีความสนใจในการลงทุนควรศึกษาและพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ของโบรกเกอร์ก่อนที่จะเลือกใช้บริการเพื่อหาบริษัทหลักทรัพย์ที่เหมาะสมต่อความต้องการ

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b9%8c-broker/feed/ 0
พอร์ตหุ้น http://hoondb.com/%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments Mon, 26 Aug 2013 13:18:42 +0000 http://hoondb.com/?p=138 คำว่า “พอร์ตหุ้น” หมายความว่าอย่างไร? พอร์ตหุ้นหรือพอร์ตการลงทุน (Investment Portfolio) คือการกลุ่มของหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หน่วยลงทุน, หุ้น หรือ พันธบัตร เป็นต้น พอร์ตการลงทุนในที่นี้จึงหมายถึงการลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ ประเภท โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการลงทุน ซึ่งก็คือการสร้างผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้

คนทั่วไปสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (หรือที่เราเรียกกันว่า พอร์ตหุ้น) ได้กับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือตามธนาคารต่าง ๆ ที่มีส่วนของหลักทรัพย์อยู่ด้วยเช่น ธนาคารกรุงเทพ โดยทั่วไปแล้วประเภทของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ บัญชีเงินสด (Cash Account), บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) และ บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Credit Balance Account)

]]>
ความหมายของ “พอร์ตหุ้น”

คำว่า “พอร์ตหุ้น” หมายความว่าอย่างไร? พอร์ตหุ้นหรือพอร์ตการลงทุน (Investment Portfolio) คือการกลุ่มของหลักทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หน่วยลงทุน, หุ้น หรือ พันธบัตร เป็นต้น พอร์ตการลงทุนในที่นี้จึงหมายถึงการลงทุนในหลักทรัพย์หลาย ๆ ประเภท โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการลงทุน ซึ่งก็คือการสร้างผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้

คนทั่วไปสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (หรือที่เราเรียกกันว่า พอร์ตหุ้น) ได้กับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือตามธนาคารต่าง ๆ ที่มีส่วนของหลักทรัพย์อยู่ด้วยเช่น ธนาคารกรุงเทพ โดยทั่วไปแล้วประเภทของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ บัญชีเงินสด (Cash Account), บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance Account) และ บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Credit Balance Account)

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/ 0
Dividend (เงินปันผล) http://hoondb.com/dividend/ http://hoondb.com/dividend/#comments Sat, 24 Aug 2013 17:49:54 +0000 http://hoondb.com/?p=224 คำว่า “Dividend” หมายความว่าอย่างไร? Dividend หรือ เงินปันผล คือ กำไรส่วนหนึ่งของบริษัทที่ถูกแบ่งออกมาให้ผู้ถือหุ้นตามมติคณะกรรมการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกำไรทั้งหมด มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท โดยการจ่ายเงินปันผลนั้นจะต้องมาจากกำไรจริง ๆ ของบริษัทเท่านั้น หากบริษัทขาดทุนจะไม่สามาถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ การรับเงินปันผลเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ดังนั้น หากหุ้นถูกโอนออกไปยังบุคคลอื่น ผู้ที่โอนออกไปแล้วจะไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใด ๆ ได้ เพราะถือว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวอีกต่อไปแล้ว โดยการจ่ายเงินปันผลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) เงินสดปันผล (Cash Dividend) คือ การจ่ายปันผลในรูปของเงินสด และ (2) หุ้นปันผล (Stock Dividend) คือ การจ่ายปันผลในรูปของหุ้น

Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น

Dividend Yield

เงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สามารถคำนวณได้จากการนำ เงินปันผล มาหารด้วย ราคาของหุ้น จะได้ออกมาเป็นอัตราผลตอบแทนคิดเป็น % จากเงินลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หุ้น ABC จ่ายเงินปันผลที่ 10 บาทต่อหุ้น โดยมีราคาอยู่ที่ 100 บาท Dividend Yield ของหุ้น ABC ก็จะเท่ากับ 10% สามารถตีความได้ว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลคิดเป็น 10% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมคำนึงถึงความผันผวนของราคาหุ้น ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนรวมด้วย

การรับเงินปันผล

(1) วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD: เครื่องหมาย XD ย่อมาจาก Exclude dividends ซึ่งแปลว่า ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล นั่นหมายความว่า หากซื้อหุ้นหลังจากขึ้นเครื่องหมายนี้แล้ว ก็จะไม่ได้รับเงินปันผลของงวดที่เพิ่งได้ประกาศจ่ายไป ดังนั้น หากต้องการรับเงินปันผลก็ต้องซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมาย แต่สามารถขายทิ้งได้หลังจากขึ้น XD แล้ว [ดูเครื่องหมายทั้งหมด]

ไม่ได้รับปันผล: มีหุ้นอยู่แล้วแต่ขายก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD หรือ ไม่มีหุ้นอยู่แล้วแต่ซื้อในวันหรือหลังวันที่ขึ้นเครื่องหมาย ได้รับปันผล: ซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมายและถือจนขึ้น XD

(2) วันที่จ่ายปันผล: คือวันที่ถึงกำหนดจ่ายเงินปันผล โดยมากมักมีระยะห่างหลายอาทิตย์นับตั้งแต่วันที่ขึ้นเครื่องหมาย

]]>
ความหมาย Dividend

คำว่า “Dividend” หมายความว่าอย่างไร? Dividend หรือ เงินปันผล คือ กำไรส่วนหนึ่งของบริษัทที่ถูกแบ่งออกมาให้ผู้ถือหุ้นตามมติคณะกรรมการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกำไรทั้งหมด มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท โดยการจ่ายเงินปันผลนั้นจะต้องมาจากกำไรจริง ๆ ของบริษัทเท่านั้น หากบริษัทขาดทุนจะไม่สามาถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ การรับเงินปันผลเป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ดังนั้น หากหุ้นถูกโอนออกไปยังบุคคลอื่น ผู้ที่โอนออกไปแล้วจะไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใด ๆ ได้ เพราะถือว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวอีกต่อไปแล้ว โดยการจ่ายเงินปันผลสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) เงินสดปันผล (Cash Dividend) คือ การจ่ายปันผลในรูปของเงินสด และ (2) หุ้นปันผล (Stock Dividend) คือ การจ่ายปันผลในรูปของหุ้น

Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น

Dividend Yield

เงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สามารถคำนวณได้จากการนำ เงินปันผล มาหารด้วย ราคาของหุ้น จะได้ออกมาเป็นอัตราผลตอบแทนคิดเป็น % จากเงินลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หุ้น ABC จ่ายเงินปันผลที่ 10 บาทต่อหุ้น โดยมีราคาอยู่ที่ 100 บาท Dividend Yield ของหุ้น ABC ก็จะเท่ากับ 10% สามารถตีความได้ว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลคิดเป็น 10% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมคำนึงถึงความผันผวนของราคาหุ้น ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนรวมด้วย

การรับเงินปันผล

(1) วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD: เครื่องหมาย XD ย่อมาจาก Exclude dividends ซึ่งแปลว่า ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล นั่นหมายความว่า หากซื้อหุ้นหลังจากขึ้นเครื่องหมายนี้แล้ว ก็จะไม่ได้รับเงินปันผลของงวดที่เพิ่งได้ประกาศจ่ายไป ดังนั้น หากต้องการรับเงินปันผลก็ต้องซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมาย แต่สามารถขายทิ้งได้หลังจากขึ้น XD แล้ว [ดูเครื่องหมายทั้งหมด]

ไม่ได้รับปันผล: มีหุ้นอยู่แล้วแต่ขายก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD หรือ ไม่มีหุ้นอยู่แล้วแต่ซื้อในวันหรือหลังวันที่ขึ้นเครื่องหมาย
ได้รับปันผล: ซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมายและถือจนขึ้น XD

(2) วันที่จ่ายปันผล: คือวันที่ถึงกำหนดจ่ายเงินปันผล โดยมากมักมีระยะห่างหลายอาทิตย์นับตั้งแต่วันที่ขึ้นเครื่องหมาย

]]>
http://hoondb.com/dividend/feed/ 0
Capital Gain http://hoondb.com/capital-gain/ http://hoondb.com/capital-gain/#comments Sat, 24 Aug 2013 13:30:58 +0000 http://hoondb.com/?p=227 คำว่า “Capital Gain” หมายความว่าอย่างไร? Capital Gain หรือ ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ คือรูปแบบของกำไรที่ได้มาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่า เกิดเป็นกำไรส่วนเกินของทุน กำไรที่ได้จาก Captial gain ถูกเรียกเก็บภาษีในบางประเทศ (Capital gains tax) ส่วนในประเทศไทยนั้นยังไม่มีการเรียกเก็บเฉพาะเงินได้จากการขาย หรือโอนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนในกรณีที่เป็นการขายหรือโอนหลักทรัพย์นอกตลาด ผู้ลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาที่อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษีจะต้องเสียภาษีโดยถูกหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีก้าวหน้า และต้องนำเงินได้ไปรวมคำนวณตอนสิ้นปี Captial Gain มีความหมายตรงข้ามกับ Capital Loss

Capital Gain = (ราคาล่าสุด – ราคาเริ่มต้น) / ราคาเริ่มต้น

ยกตัวอย่างการคำนวณ Capital Gain

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC เมื่อปีที่แล้วที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000,000 บาท หนึ่งปีผ่านไป หุ้น ABC ที่คุณถืออยู่ได้ปรับตัวสูงขึ้น มีราคาอยู่ที่ 130 บาท คุณเลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเพื่อทำกำไร และได้รับเงินกลับมา 100,000 x 130 = 13,000,000 บาท สรุปว่าคุณได้ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Capital Gain ทั้งหมด 3 ล้านบาท คิดเป็น (130 – 100) / 100 = 0.3 หรือ 30%

]]>
ความหมาย Capital Gain

คำว่า “Capital Gain” หมายความว่าอย่างไร? Capital Gain หรือ ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ คือรูปแบบของกำไรที่ได้มาจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่า เกิดเป็นกำไรส่วนเกินของทุน กำไรที่ได้จาก Captial gain ถูกเรียกเก็บภาษีในบางประเทศ (Capital gains tax) ส่วนในประเทศไทยนั้นยังไม่มีการเรียกเก็บเฉพาะเงินได้จากการขาย หรือโอนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนในกรณีที่เป็นการขายหรือโอนหลักทรัพย์นอกตลาด ผู้ลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาที่อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษีจะต้องเสียภาษีโดยถูกหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีก้าวหน้า และต้องนำเงินได้ไปรวมคำนวณตอนสิ้นปี Captial Gain มีความหมายตรงข้ามกับ Capital Loss

Capital Gain = (ราคาล่าสุด – ราคาเริ่มต้น) / ราคาเริ่มต้น

ยกตัวอย่างการคำนวณ Capital Gain

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC เมื่อปีที่แล้วที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000,000 บาท หนึ่งปีผ่านไป หุ้น ABC ที่คุณถืออยู่ได้ปรับตัวสูงขึ้น มีราคาอยู่ที่ 130 บาท คุณเลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเพื่อทำกำไร และได้รับเงินกลับมา 100,000 x 130 = 13,000,000 บาท สรุปว่าคุณได้ผลกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Capital Gain ทั้งหมด 3 ล้านบาท คิดเป็น (130 – 100) / 100 = 0.3 หรือ 30%

]]>
http://hoondb.com/capital-gain/feed/ 0
Capital Loss http://hoondb.com/capital-loss/ http://hoondb.com/capital-loss/#comments Sat, 24 Aug 2013 13:30:55 +0000 http://hoondb.com/?p=230 คำว่า “Capital Loss” หมายความว่าอย่างไร? Capital Loss หรือ ผลขาดทุนส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ คือรูปแบบของการขาดทุนที่เกิดได้จากมูลค่าที่ลดลง เกิดเป็นการขาดทุนจากต้นทุน ผลขาดทุนจาก Captial loss สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในบางประเทศตามที่กฎหมายได้ระบุไว้ Captial Loss มีความหมายตรงข้ามกับ Capital Gain

Capital Gain = (ราคาล่าสุด – ราคาเริ่มต้น) / ราคาเริ่มต้น โดยหากมีผลติดลบจะเรียกว่าเป็น Capital Loss

ยกตัวอย่างการคำนวณ Capital Loss

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC เมื่อปีที่แล้วที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000,000 บาท หนึ่งปีผ่านไป แต่โชคร้าย หุ้น ABC ที่คุณถืออยู่ได้ปรับตัวลงอย่างรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะลงตอไปเรื่อย โดยตอนนี้มีราคาตลาดอยู่ที่ 70 บาท คุณเลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเพื่อหยุดการขาดทุน และได้รับเงินกลับมา 100,000 x 70 = 7,000,000 บาท สรุปว่าคุณได้รับผลขาดทุนส่วนต่างจากราคาหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Capital Loss ทั้งหมด 3 ล้านบาท คิดเป็น (70 – 100) / 100 หรือ -30%

]]>
ความหมาย Capital Loss

คำว่า “Capital Loss” หมายความว่าอย่างไร? Capital Loss หรือ ผลขาดทุนส่วนต่างจากราคาหลักทรัพย์ คือรูปแบบของการขาดทุนที่เกิดได้จากมูลค่าที่ลดลง เกิดเป็นการขาดทุนจากต้นทุน ผลขาดทุนจาก Captial loss สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในบางประเทศตามที่กฎหมายได้ระบุไว้ Captial Loss มีความหมายตรงข้ามกับ Capital Gain

Capital Gain = (ราคาล่าสุด – ราคาเริ่มต้น) / ราคาเริ่มต้น
โดยหากมีผลติดลบจะเรียกว่าเป็น Capital Loss

ยกตัวอย่างการคำนวณ Capital Loss

สมมุติว่าคุณได้ซื้อหุ้นบริษัท ABC เมื่อปีที่แล้วที่ราคา 100 บาท เป็นจำนวน 100,000 หุ้น คิดเป็นเงินทั้งหมด 10,000,000 บาท หนึ่งปีผ่านไป แต่โชคร้าย หุ้น ABC ที่คุณถืออยู่ได้ปรับตัวลงอย่างรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะลงตอไปเรื่อย โดยตอนนี้มีราคาตลาดอยู่ที่ 70 บาท คุณเลยตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเพื่อหยุดการขาดทุน และได้รับเงินกลับมา 100,000 x 70 = 7,000,000 บาท สรุปว่าคุณได้รับผลขาดทุนส่วนต่างจากราคาหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Capital Loss ทั้งหมด 3 ล้านบาท คิดเป็น (70 – 100) / 100 หรือ -30%

]]>
http://hoondb.com/capital-loss/feed/ 0
Cut Loss http://hoondb.com/cut-loss/ http://hoondb.com/cut-loss/#comments Sat, 24 Aug 2013 12:27:21 +0000 http://hoondb.com/?p=250 คำว่า “Cut Loss” หมายความว่าอย่างไร? Cut Loss หรือ คัทลอสคือการตัดขาดทุนหากราคาของหลักทรัพย์ที่ถืออยู่ ตกเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ (Stop loss) หรือไม่สามารถทนรับการขาดทุน (ราคาที่อาจร่วงลงมากกว่านี้) ได้อีกแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียมากขึ้นไปอีก เลยจำเป็นต้อง Cut loss ซึ่งจุดของการคัทลอสนั้นไม่มีกฎตายตัว ขึ้นอยู่กับรูปแบบเทคนิคของนักลงทุนแต่ละคน เช่น 2% สำหรับการเล่นรายวัน หรือ 6% สำหรับรายเดือน อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักลงทุนเอง

โดยหลักการแล้ว การ Cut Loss จะอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเปอร์เซ็นต์ขาดทุนยิ่งเยอะ เพราะการที่จะทำกำไรกลับมาชดเชยเงินทุนที่เสียไปให้กลับมาเท่าเดิมนั้นยากกว่าหากเทียบเป็นเปอร์เซ็น เช่นหาก Cut Loss ที่ 50% คุณจะต้องทำกำไรถึง 100% เพื่อชดเชยเงินทุนที่เสียไปให้กลับมาเท่าเดิม ดังนั้นการคัทลอสที่จำนวนน้อย ๆ เช่น 10% (ชดใช้ที่ 11%) จึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ทั้งนี้ต้องนำปัจจัยอื่น ๆ มาร่วมพิจารณาเพื่อหาจุดที่เหมาะสมของแต่ละสถานการณ์ด้วย

ยกตัวอย่างการใช้งาน: นายเอซื้อหุ้น XXX ที่ราคา 100 บาท และตัดสินใจว่าจะ Cut loss ที่ 3% ซึ่งในเวลาต่อมาราคาหุ้น XXX ลดลงเหลือ 97 บาท หรือลดลง 3% ของทุนนายเอ นายเอจึงทำการขายหุ้น XXX ทิ้งเพื่อคัทลอส

]]>
ความหมายของ “Cut Loss”

คำว่า “Cut Loss” หมายความว่าอย่างไร? Cut Loss หรือ คัทลอสคือการตัดขาดทุนหากราคาของหลักทรัพย์ที่ถืออยู่ ตกเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ (Stop loss) หรือไม่สามารถทนรับการขาดทุน (ราคาที่อาจร่วงลงมากกว่านี้) ได้อีกแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียมากขึ้นไปอีก เลยจำเป็นต้อง Cut loss ซึ่งจุดของการคัทลอสนั้นไม่มีกฎตายตัว ขึ้นอยู่กับรูปแบบเทคนิคของนักลงทุนแต่ละคน เช่น 2% สำหรับการเล่นรายวัน หรือ 6% สำหรับรายเดือน อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักลงทุนเอง

โดยหลักการแล้ว การ Cut Loss จะอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ หากเปอร์เซ็นต์ขาดทุนยิ่งเยอะ เพราะการที่จะทำกำไรกลับมาชดเชยเงินทุนที่เสียไปให้กลับมาเท่าเดิมนั้นยากกว่าหากเทียบเป็นเปอร์เซ็น เช่นหาก Cut Loss ที่ 50% คุณจะต้องทำกำไรถึง 100% เพื่อชดเชยเงินทุนที่เสียไปให้กลับมาเท่าเดิม ดังนั้นการคัทลอสที่จำนวนน้อย ๆ เช่น 10% (ชดใช้ที่ 11%) จึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ทั้งนี้ต้องนำปัจจัยอื่น ๆ มาร่วมพิจารณาเพื่อหาจุดที่เหมาะสมของแต่ละสถานการณ์ด้วย

ยกตัวอย่างการใช้งาน: นายเอซื้อหุ้น XXX ที่ราคา 100 บาท และตัดสินใจว่าจะ Cut loss ที่ 3% ซึ่งในเวลาต่อมาราคาหุ้น XXX ลดลงเหลือ 97 บาท หรือลดลง 3% ของทุนนายเอ นายเอจึงทำการขายหุ้น XXX ทิ้งเพื่อคัทลอส

]]>
http://hoondb.com/cut-loss/feed/ 0
Average Down http://hoondb.com/average-down/ http://hoondb.com/average-down/#comments Fri, 23 Aug 2013 17:54:40 +0000 http://hoondb.com/?p=205 Average Down หรือ การซื้อถัวเฉลี่ยขาลง (Averaging Down) คือการซื้อหุ้นเพิ่มในราคาที่ต่ำกว่าที่เคยซื้อไป – ซื้อไปแล้วและยังถืออยู่ โดยมุ่งหวังเพื่อดึงราคาเฉลี่ยของหุ้นที่ถืออยู่ให้ต่ำลง

ยกตัวอย่าง

เมื่อวานคุณได้ซื้อหุ้น XXX ที่ราคา 100 บาท มาทั้งหมด 100 หุ้น คิดเป็นเงิน 10,000 บาท หลายวันต่อมาหุ้น XXX ราคาลดลงเหลือเพียง 50 บาท คุณขาดทุน ติดลบ 50% โดยคิดเป็นจำนวนเงินได้ทั้งหมด 5,000 บาท แต่คุณคิดว่าหุ้น XXX น่าจะเด้งขึ้นไปเร็ว ๆ นี้ เลยตัดสินใจ “ซื้อถัว” เพิ่มอีก 100 หุ้น ส่งผลให้ราคาต้นทุนลดลงเหลือ 75 บาท ต่อหุ้น ((10,000 บาท + 5,000 บาท)/200 หุ้น) เห็นได้ว่าต้นทุนของคุณลดลงไปอีก 25 บาทต่อหุ้น จากที่ขาดทุน 50% ลดลงเหลือ 25%

ข้อคิด

จริงอยู่ว่าวิธีการซื้อถัวทำให้ราคาเฉลี่ยของหุ้นที่ถืออยู่ลดน้อยลง แต่ต้องอย่าลืมว่าต้นทุนก็มากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ตัวเลขที่ติดลบในบัญชีเพิ่มมากขึ้นไปอีกหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อ

]]>
ความหมาย Average Down

Average Down หรือ การซื้อถัวเฉลี่ยขาลง (Averaging Down) คือการซื้อหุ้นเพิ่มในราคาที่ต่ำกว่าที่เคยซื้อไป – ซื้อไปแล้วและยังถืออยู่ โดยมุ่งหวังเพื่อดึงราคาเฉลี่ยของหุ้นที่ถืออยู่ให้ต่ำลง

ยกตัวอย่าง

เมื่อวานคุณได้ซื้อหุ้น XXX ที่ราคา 100 บาท มาทั้งหมด 100 หุ้น คิดเป็นเงิน 10,000 บาท หลายวันต่อมาหุ้น XXX ราคาลดลงเหลือเพียง 50 บาท คุณขาดทุน ติดลบ 50% โดยคิดเป็นจำนวนเงินได้ทั้งหมด 5,000 บาท แต่คุณคิดว่าหุ้น XXX น่าจะเด้งขึ้นไปเร็ว ๆ นี้ เลยตัดสินใจ “ซื้อถัว” เพิ่มอีก 100 หุ้น ส่งผลให้ราคาต้นทุนลดลงเหลือ 75 บาท ต่อหุ้น ((10,000 บาท + 5,000 บาท)/200 หุ้น) เห็นได้ว่าต้นทุนของคุณลดลงไปอีก 25 บาทต่อหุ้น จากที่ขาดทุน 50% ลดลงเหลือ 25%

ข้อคิด

จริงอยู่ว่าวิธีการซื้อถัวทำให้ราคาเฉลี่ยของหุ้นที่ถืออยู่ลดน้อยลง แต่ต้องอย่าลืมว่าต้นทุนก็มากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ตัวเลขที่ติดลบในบัญชีเพิ่มมากขึ้นไปอีกหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อ

]]>
http://hoondb.com/average-down/feed/ 0
หุ้น http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments Fri, 23 Aug 2013 16:26:17 +0000 http://hoondb.com/?p=157 คำว่า “หุ้น” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นคือหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของในส่วนหนึ่งของบริษัท ผู้ถือหุ้นจึงมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัท โดยความเป็นเจ้าของสามารถระบุได้ด้วยจำนวนหุ้นต่อหุ้นทั้งหมด ราคาของหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะตลาดซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผลประกอบการของบริษัท เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วหุ้นสามาถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ หุ้นสามัญ (Common Stock) และ หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock)

หุ้น จัดเป็นการลงทุนพื้นฐานของเกือบทุกพอร์ตการลงทุน (Portfolio) เพราะจากอดีตที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนแบบอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในระยะยาว

]]>
ความหมายของ “หุ้น”

คำว่า “หุ้น” หมายความว่าอย่างไร? หุ้นคือหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของในส่วนหนึ่งของบริษัท ผู้ถือหุ้นจึงมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัท โดยความเป็นเจ้าของสามารถระบุได้ด้วยจำนวนหุ้นต่อหุ้นทั้งหมด ราคาของหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะตลาดซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผลประกอบการของบริษัท เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วหุ้นสามาถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ หุ้นสามัญ (Common Stock) และ หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock)

หุ้น จัดเป็นการลงทุนพื้นฐานของเกือบทุกพอร์ตการลงทุน (Portfolio) เพราะจากอดีตที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนแบบอื่น ๆ เกือบทั้งหมดในระยะยาว

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/ 0