หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » Technical http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Symmetrical Triangle http://hoondb.com/symmetrical-triangle/ http://hoondb.com/symmetrical-triangle/#comments Mon, 20 Oct 2014 13:06:00 +0000 http://hoondb.com/?p=7256 Symmetrical Triangle หรือ สามเหลี่ยมแบบสมมาตร คือ การฟอร์มตัวเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่มีความสมดุล โดยที่การแกว่งตัวของราคามีลักษณะบีบแคบลงเรื่อย ๆ เป็นการวิ่งแบบ Sideway ที่มีกรอบ (Boundary lines) ด้านบนเอียงลง และกรอบด้านล่างเอียงขึ้น กล่าวคือ ราคาจะต้องทำทั้ง Lower High และ Higher Low มุ่งหน้าเข้าสู่ปลายของสามเหลี่ยม โดยมีข้อกำหนดคือต้องมีการกลับตัวของราคาอย่างน้อย 4 ครั้ง ยกตัวอย่างเช่น (1) ราคาขึ้นไปจุดสูงสุด (2) ตีกลับลงมา (3) แล้วขึ้นไปทำ Lower High (4) ก่อนลงมาทำ Higher Low และเด้งกลับขึ้นมาอีกทีเพื่อยืนยันว่าเป็น Higher Low จริง ๆ ก่อนที่เราจะสามารถตีกรอบได้ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเราอาจพิจารณาตีกรอบใหม่ในกรณีที่ราคาหลุดออกไปแต่ยังไม่เลือกทางที่ชัดเจน

 

The Next Move

การเกิดขึ้นของ Symmetrical Triangle แสดงให้เห็นถึงความลังเลของตลาดที่ยังไม่สามารถเลือกทิศทางได้ ดังนั้น การคาดการณ์ทิศทางที่ตลาดจะดำเนินต่อจึงยังไม่สามารถทำได้ จนกว่าราคาจะ Breakout ออกมาจากแพทเทิร์น ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นไปตามทิศทางเดียวกับเทรนด์ก่อนหน้านี้ Symmetrical Triangle จึงมักถูกจัดให้เป็น Continuation Patterns แต่ก็สามารถเป็น Reversal Patterns ได้เช่นเดียวกัน

Breakout, Volume and Target

False moves เกิดขึ้นได้เสมอ เช่นเดียวกับแพทเทิร์นแบบอื่น ๆ การตัดสินใจซื้อขายเพียงเพราะราคาหลุดออกจากกรอบเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ โดยในเบื้องต้นอาจใช้ 3% เป็นเกณฑ์โดยประมาณ ทั้งนี้ เราควรดู Volume ประกอบเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยยืนยันด้วย โดยเฉพาะหากเป็นการทะลุกรอบด้านบน จะต้องมี Volume ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เราสามารถวัดราคาเป้าหมายได้โดยการใช้ส่วนที่กว้างที่สุดของ Symmetrical Triangle (ความสูงของส่วนฐานวัดจากกรอบล่างถึงกรอบบน) เป็นระยะเป้าหมายนับจากจุดที่มีการ Breakout อย่างไรก็ตาม ข้อควรสังเกตของ Symmetrical Triangle คือหากราคาวิ่งออกข้างนานจนเกินไป (เข้าสู่ส่วนปลายของสามเหลี่ยม) แรงส่งที่จะทำให้ราคาดีดออกก็มักจะยิ่งมีน้อยลงตามไปด้วย

]]>
Symmetrical Triangle

Symmetrical Triangle หรือ สามเหลี่ยมแบบสมมาตร คือ การฟอร์มตัวเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่มีความสมดุล โดยที่การแกว่งตัวของราคามีลักษณะบีบแคบลงเรื่อย ๆ เป็นการวิ่งแบบ Sideway ที่มีกรอบ (Boundary lines) ด้านบนเอียงลง และกรอบด้านล่างเอียงขึ้น กล่าวคือ ราคาจะต้องทำทั้ง Lower High และ Higher Low มุ่งหน้าเข้าสู่ปลายของสามเหลี่ยม โดยมีข้อกำหนดคือต้องมีการกลับตัวของราคาอย่างน้อย 4 ครั้ง ยกตัวอย่างเช่น (1) ราคาขึ้นไปจุดสูงสุด (2) ตีกลับลงมา (3) แล้วขึ้นไปทำ Lower High (4) ก่อนลงมาทำ Higher Low และเด้งกลับขึ้นมาอีกทีเพื่อยืนยันว่าเป็น Higher Low จริง ๆ ก่อนที่เราจะสามารถตีกรอบได้ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเราอาจพิจารณาตีกรอบใหม่ในกรณีที่ราคาหลุดออกไปแต่ยังไม่เลือกทางที่ชัดเจน

symmetrical triangle_Hoondb

 

The Next Move

การเกิดขึ้นของ Symmetrical Triangle แสดงให้เห็นถึงความลังเลของตลาดที่ยังไม่สามารถเลือกทิศทางได้ ดังนั้น การคาดการณ์ทิศทางที่ตลาดจะดำเนินต่อจึงยังไม่สามารถทำได้ จนกว่าราคาจะ Breakout ออกมาจากแพทเทิร์น ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นไปตามทิศทางเดียวกับเทรนด์ก่อนหน้านี้ Symmetrical Triangle จึงมักถูกจัดให้เป็น Continuation Patterns แต่ก็สามารถเป็น Reversal Patterns ได้เช่นเดียวกัน

Breakout, Volume and Target

False moves เกิดขึ้นได้เสมอ เช่นเดียวกับแพทเทิร์นแบบอื่น ๆ การตัดสินใจซื้อขายเพียงเพราะราคาหลุดออกจากกรอบเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ โดยในเบื้องต้นอาจใช้ 3% เป็นเกณฑ์โดยประมาณ ทั้งนี้ เราควรดู Volume ประกอบเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยยืนยันด้วย โดยเฉพาะหากเป็นการทะลุกรอบด้านบน จะต้องมี Volume ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เราสามารถวัดราคาเป้าหมายได้โดยการใช้ส่วนที่กว้างที่สุดของ Symmetrical Triangle (ความสูงของส่วนฐานวัดจากกรอบล่างถึงกรอบบน) เป็นระยะเป้าหมายนับจากจุดที่มีการ Breakout อย่างไรก็ตาม ข้อควรสังเกตของ Symmetrical Triangle คือหากราคาวิ่งออกข้างนานจนเกินไป (เข้าสู่ส่วนปลายของสามเหลี่ยม) แรงส่งที่จะทำให้ราคาดีดออกก็มักจะยิ่งมีน้อยลงตามไปด้วย

]]>
http://hoondb.com/symmetrical-triangle/feed/ 0
Higher High – Higher Low – Lower High – Lower Low http://hoondb.com/hh-hl-lh-ll/ http://hoondb.com/hh-hl-lh-ll/#comments Mon, 13 Oct 2014 12:55:53 +0000 http://hoondb.com/?p=7270 Higher High หรือ HH คือการที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดสูงสุดเดิม Lower High หรือ LH คือการที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ ต่ำลงกว่าจุดสูงสุดเดิม

[divide]

LOW: จุดต่ำสุด

Higher Low หรือ HL คือการที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดต่ำสุดเดิม Lower Low หรือ LL คือการที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ ต่ำลงกว่าจุดต่ำสุดเดิม

 

]]>
HIGH: จุดสูงสุด

Higher High หรือ HH คือการที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดสูงสุดเดิม
Lower High หรือ LH คือการที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ ต่ำลงกว่าจุดสูงสุดเดิม

HH-HL-hoondb
[divide]

LOW: จุดต่ำสุด

Higher Low หรือ HL คือการที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดต่ำสุดเดิม
Lower Low หรือ LL คือการที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ ต่ำลงกว่าจุดต่ำสุดเดิม

LH-LL-HOONDB

 

]]>
http://hoondb.com/hh-hl-lh-ll/feed/ 0
Head and Shoulders http://hoondb.com/head-and-shoulders/ http://hoondb.com/head-and-shoulders/#comments Sat, 11 Oct 2014 08:46:40 +0000 http://hoondb.com/?p=7009 Head and Shoulders ถ้าให้แปลกันตรง ๆ เลยก็คือ “หัวกับไหล่” เป็นหนึ่งใน Reversal Patterns ที่เรียกได้ว่ามีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง โดยลักษณะที่สำคัญของ Head and Shoulders จะประกอบไปด้วย 3 ยอด ได้แก่ (1) ไหล่ซ้าย (2) หัว และ (3) ไหล่ขวา โดยส่วนหัวจะต้องเป็นยอดที่สูงที่สุด และแน่นอนว่าต้องมีไหล่ครบทั้งสองข้างด้วย ในหลาย ๆ ครั้ง Head and Shoulders อาจมีไหล่ย่อย ๆ เราเรียกแพทเทิร์นแบบนี้ว่า Complex Head and Shoulders

Neckline

Neckline คือแนวรับของ Head and Shoulders ซึ่งเป็นการตีเส้นผ่านฐานของ “ไหล่ซ้าย-หัว” และ “หัว-ไหล่ขวา” โดยไม่จำเป็นต้องตีให้เป็นแนวราบเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ อาจเป็นเส้นที่มีความชันก็ได้หากฐานทั้งสองมีความลึกที่ไม่เท่ากัน (up/down-sloping neckline) โดยการฟอร์มรูปแบบ Head and Shoulders จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์จนกว่าราคาจะสามารถวิ่งทะลุ Neckline ไปได้อย่างชัดเจน (เรียกว่า Breakout) โดยในเบื้องต้นแล้วอาจใช้ 3% เป็นเกณฑ์เพื่อยืนยันการกลับตัวของเทรนด์

False moves เกิดขึ้นได้เสมอ – เมื่อราคาวิ่งทะลุ Neckline ไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไม่เป็นไปตามทิศทางที่คาดหมายไว้ ซึ่งโดยมากแล้วมักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง

Head and Shoulders Top/Bottom

รูปที่เห็นด้านบนคือ Head and Shoulders Top ในทางกลับกัน เราเรียก Head and Shoulders ที่กลับหัวกลับหางว่า Head and Shoulders Bottom (Inverted Head and Shoulders) ซึ่งเป็นการกลับตัวขึ้นจากแนวโน้มขาลง (Downtrend) โดยไม่ว่าจะเป็น Top หรือ Bottom ต่างก็มีลักษณะที่สำคัญเหมือนกันตามที่กล่าวไว้ด้านบน จะแตกต่างกันก็เพียงลักษณะของปริมาณการซื้อขาย..

Complex Head and Shoulders

Complex Head and Shoulders มีลักษณะเหมือน Head and Shoulders แบบปกติเลย คือมีหัว มีไหล่ เพียงแต่อาจมีไหล่ซ้าย ไหล่ขวา ส่วนหัว หรือทั้งหมดเพิ่มขึ้นมาอีก โดยไม่จำเป็นว่ายอดที่เพิ่มขึ้นมาจะต้องมีความสูงในระดับเดียวกัน กล่าวคือ เป็น Head and Shoulders ที่มีรูปแบบซับซ้อน

Target

ระยะเป้าหมายของ Head and Shoulders ไม่ว่าจะเป็น Top หรือ ฺBottom คือให้วัดจากยอด (Head) ไปจนถึง Neckline ซึ่งระยะดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายขั้นต่ำของการกลับตัวโดยวัดจากไหล่ขวา ตรงจุดที่ราคาทะลุ Neckline

Volume

Head and Shoulders Top: (1) Volume หรือ ปริมาณการซื้อขาย ในช่วงไหล่ซ้าย (Left Shoulder) จะมีเยอะมาก ก่อนที่จะลดระดับลงไปพร้อม ๆ กับราคา (2) Volume กลับมาเยอะขึ้นอีกครั้งในช่วงที่ราคาทะยานขึ้นทำยอดส่วนหัว (Head) แล้วลดระดับลงไปพร้อม ๆ กับราคาที่มุ่งหน้าเพื่อหา Neckline (3) หากราคาไม่สามารถทำยอดที่สูงกว่าก่อนหน้านี้ได้ ก็จะกลายเป็นไหล่ขวา (Righ Shoulder) ไปโดยปริยาย แต่ในครั้งนี้มี Volume น้อยกว่าทั้งไหล่ซ้ายและส่วนหัว

Head and Shoulders Bottom: จุดที่น่าสังเกตคือช่วงไหล่ขวาซึ่งควรมี Volume มากกว่าปกติเพื่อเป็นการยืนยัน

 

]]>
Head and Shoulders

Head and Shoulders ถ้าให้แปลกันตรง ๆ เลยก็คือ “หัวกับไหล่” เป็นหนึ่งใน Reversal Patterns ที่เรียกได้ว่ามีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง โดยลักษณะที่สำคัญของ Head and Shoulders จะประกอบไปด้วย 3 ยอด ได้แก่ (1) ไหล่ซ้าย (2) หัว และ (3) ไหล่ขวา โดยส่วนหัวจะต้องเป็นยอดที่สูงที่สุด และแน่นอนว่าต้องมีไหล่ครบทั้งสองข้างด้วย ในหลาย ๆ ครั้ง Head and Shoulders อาจมีไหล่ย่อย ๆ เราเรียกแพทเทิร์นแบบนี้ว่า Complex Head and Shoulders

Head and Shoulder Top3 Hoondb

Neckline

Neckline คือแนวรับของ Head and Shoulders ซึ่งเป็นการตีเส้นผ่านฐานของ “ไหล่ซ้าย-หัว” และ “หัว-ไหล่ขวา” โดยไม่จำเป็นต้องตีให้เป็นแนวราบเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ อาจเป็นเส้นที่มีความชันก็ได้หากฐานทั้งสองมีความลึกที่ไม่เท่ากัน (up/down-sloping neckline) โดยการฟอร์มรูปแบบ Head and Shoulders จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์จนกว่าราคาจะสามารถวิ่งทะลุ Neckline ไปได้อย่างชัดเจน (เรียกว่า Breakout) โดยในเบื้องต้นแล้วอาจใช้ 3% เป็นเกณฑ์เพื่อยืนยันการกลับตัวของเทรนด์

False moves เกิดขึ้นได้เสมอ – เมื่อราคาวิ่งทะลุ Neckline ไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไม่เป็นไปตามทิศทางที่คาดหมายไว้ ซึ่งโดยมากแล้วมักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง

Head and Shoulders Top/Bottom

รูปที่เห็นด้านบนคือ Head and Shoulders Top ในทางกลับกัน เราเรียก Head and Shoulders ที่กลับหัวกลับหางว่า Head and Shoulders Bottom (Inverted Head and Shoulders) ซึ่งเป็นการกลับตัวขึ้นจากแนวโน้มขาลง (Downtrend) โดยไม่ว่าจะเป็น Top หรือ Bottom ต่างก็มีลักษณะที่สำคัญเหมือนกันตามที่กล่าวไว้ด้านบน จะแตกต่างกันก็เพียงลักษณะของปริมาณการซื้อขาย..

Head and Shoulder Bottom Hoondb

Complex Head and Shoulders

Complex Head and Shoulders มีลักษณะเหมือน Head and Shoulders แบบปกติเลย คือมีหัว มีไหล่ เพียงแต่อาจมีไหล่ซ้าย ไหล่ขวา ส่วนหัว หรือทั้งหมดเพิ่มขึ้นมาอีก โดยไม่จำเป็นว่ายอดที่เพิ่มขึ้นมาจะต้องมีความสูงในระดับเดียวกัน กล่าวคือ เป็น Head and Shoulders ที่มีรูปแบบซับซ้อน

Target

ระยะเป้าหมายของ Head and Shoulders ไม่ว่าจะเป็น Top หรือ ฺBottom คือให้วัดจากยอด (Head) ไปจนถึง Neckline ซึ่งระยะดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายขั้นต่ำของการกลับตัวโดยวัดจากไหล่ขวา ตรงจุดที่ราคาทะลุ Neckline

Volume

Head and Shoulders Top: (1) Volume หรือ ปริมาณการซื้อขาย ในช่วงไหล่ซ้าย (Left Shoulder) จะมีเยอะมาก ก่อนที่จะลดระดับลงไปพร้อม ๆ กับราคา (2) Volume กลับมาเยอะขึ้นอีกครั้งในช่วงที่ราคาทะยานขึ้นทำยอดส่วนหัว (Head) แล้วลดระดับลงไปพร้อม ๆ กับราคาที่มุ่งหน้าเพื่อหา Neckline (3) หากราคาไม่สามารถทำยอดที่สูงกว่าก่อนหน้านี้ได้ ก็จะกลายเป็นไหล่ขวา (Righ Shoulder) ไปโดยปริยาย แต่ในครั้งนี้มี Volume น้อยกว่าทั้งไหล่ซ้ายและส่วนหัว

Head and Shoulders Bottom: จุดที่น่าสังเกตคือช่วงไหล่ขวาซึ่งควรมี Volume มากกว่าปกติเพื่อเป็นการยืนยัน

 

]]>
http://hoondb.com/head-and-shoulders/feed/ 0
Candlestick (กราฟแท่งเทียน) http://hoondb.com/candlestick-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/ http://hoondb.com/candlestick-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/#comments Wed, 01 Oct 2014 13:25:09 +0000 http://hoondb.com/?p=2108 Candlestick หรือ กราฟแท่งเทียน คือ กราฟชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อดูความเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ กราฟแท่งเทียนถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Munehisa Homma ในช่วง ค.ศ. 1850 และถูกเผยแพร่ไปสู่ชาวตะวันตกโดยนาย Steve Nison ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Japanese Candlestick Charting Techniques” กราฟแท่งเทียนเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis) มันสามารถบอกรายละเอียดของข้อมูลราคาได้มากกว่ากราฟแบบ Line chart

1 แท่งเทียนประกอบไปด้วยข้อมูล 4 อย่างคือ ราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และ ราคาต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด (แท่งเทียนในรูปด้านบนมีระยะเวลาเท่ากับ 1 วัน) เราเรียกช่วงลำตัวของแท่งเทียน (ส่วนสีเขียวและสีแดง) ว่า “Real body” มันคือส่วนต่างของราคาเปิดและราคาปิด แท่งเทียนเป็นสีเขียวแสดงให้เห็นว่าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (Bullish Candle) และในทางกลับกัน แท่งเทียนที่เป็นสีแดงแสดงให้เห็นว่าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด (Bearish Candle) ในบางประเทศอาจใช้แท่งเทียนสีขาวดำแทนสีเขียวแดงเลย หรือหรืออาจใช้สีฟ้าแทนสีเขียวก็ได้

ตัวอย่าง: กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) ด้านล่างเป็นของหุ้น Intuch (บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น) โดย 1 แท่งเทียนมีระยะเวลาเท่ากับ 1 วันเหมือนกับด้านบน แท่งเทียนทั้งหมดในรูปด้านล่างแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Intuch ออกมาเป็นกราฟ (ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน)

กราฟแท่งเทียนมีความสำคัญอย่างไร? สามารถเข้าใจได้ง่าย! Canddlestick (แท่งเทียน) แสดงรายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับการข้อมูลของราคาออกมาให้เห็นในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน สามารถเข้าใจได้ง่ายแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็ตาม สามารถแสดงจุดเปลี่ยนของราคา (เช่น เทรนด์ แรงซื้อและแรงขาย) ออกมาได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ากราฟแบบอื่น สามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือทางเทคนิคต่างๆ ได้ดีกว่า (Technical tools) สามารถใช้ได้กับทุกตลาดไม่ว่าจะเป็น Stock market, Forex market หรือ Commodity markets

]]>
Candlestick คืออะไร?

Candlestick หรือ กราฟแท่งเทียน คือ กราฟชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อดูความเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ กราฟแท่งเทียนถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Munehisa Homma ในช่วง ค.ศ. 1850 และถูกเผยแพร่ไปสู่ชาวตะวันตกโดยนาย Steve Nison ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Japanese Candlestick Charting Techniques” กราฟแท่งเทียนเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis) มันสามารถบอกรายละเอียดของข้อมูลราคาได้มากกว่ากราฟแบบ Line chart

HOONDB.CANDLESTICK

1 แท่งเทียนประกอบไปด้วยข้อมูล 4 อย่างคือ ราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และ ราคาต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด (แท่งเทียนในรูปด้านบนมีระยะเวลาเท่ากับ 1 วัน) เราเรียกช่วงลำตัวของแท่งเทียน (ส่วนสีเขียวและสีแดง) ว่า “Real body” มันคือส่วนต่างของราคาเปิดและราคาปิด แท่งเทียนเป็นสีเขียวแสดงให้เห็นว่าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (Bullish Candle) และในทางกลับกัน แท่งเทียนที่เป็นสีแดงแสดงให้เห็นว่าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด (Bearish Candle) ในบางประเทศอาจใช้แท่งเทียนสีขาวดำแทนสีเขียวแดงเลย หรือหรืออาจใช้สีฟ้าแทนสีเขียวก็ได้

ตัวอย่าง: กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) ด้านล่างเป็นของหุ้น Intuch (บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น) โดย 1 แท่งเทียนมีระยะเวลาเท่ากับ 1 วันเหมือนกับด้านบน แท่งเทียนทั้งหมดในรูปด้านล่างแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Intuch ออกมาเป็นกราฟ (ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน)

กราฟแท่งเทียนมีความสำคัญอย่างไร?

  • สามารถเข้าใจได้ง่าย! Canddlestick (แท่งเทียน) แสดงรายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับการข้อมูลของราคาออกมาให้เห็นในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน สามารถเข้าใจได้ง่ายแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็ตาม
  • สามารถแสดงจุดเปลี่ยนของราคา (เช่น เทรนด์ แรงซื้อและแรงขาย) ออกมาได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ากราฟแบบอื่น
  • สามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือทางเทคนิคต่างๆ ได้ดีกว่า (Technical tools)
  • สามารถใช้ได้กับทุกตลาดไม่ว่าจะเป็น Stock market, Forex market หรือ Commodity markets

candlestickhdb

]]>
http://hoondb.com/candlestick-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 5: ตลาดหมี http://hoondb.com/dow-theory-5/ http://hoondb.com/dow-theory-5/#comments Tue, 16 Sep 2014 12:53:13 +0000 http://hoondb.com/?p=6421 เราเรียกตลาดขาลงว่า “Bear Market” หรือ “ตลาดหมี” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาลง (Primary Downtrend) โดยตลาดหมีสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Distribution Phase, Panic Phase และ Despair Phase

The three phases of a price movement

Distribution Phase: เริ่มต้นขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของตลาดกระทิง แม้ว่าวอลุ่มการซื้อขายในตลาดจะยังคงเยอะอยู่เพราะนักลงทุนยังมีความหวังว่าตลาดจะยังดีต่อไป แต่ก็เริ่มเป็นกังวลเพราะตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงออกมาเริ่มไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในขณะที่นักลงทุนที่เก่งกว่ามองเห็นว่าตลาดขึ้นมาสูงเกินไปและค่อย ๆ ขายหุ้นในมือออกมาเพื่อทำกำไร

Panic Phase: ระยะนี้จะเหมือนกับ Public Participation Phase ของตลาดกระทิง เพียงแต่ว่ามีทิศทางตรงกันข้ามในตลาดหมี คือเป็นระยะที่นักลงทุนตกใจกลัว ฝั่งผู้ซื้อมีน้อยลงเรื่อย ๆ  จนในที่สุดมีแรงเทขายออกมาอย่างมหาศาล ส่งผลให้ราคาร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จะมีข่าวร้ายเข้ามาเรื่อย ๆ

Despair Phase: เป็นระยะสุดท้ายของตลาดหมี ราคายังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยความเร็วที่ช้าลงและหุ้นที่มีพื้นฐานดีเริ่มกลับมายืนได้ ภาพรวมเศรษฐกิจ ข่าวสาร อารมณ์ตลาดยังคงเป็นลบและอยู่ในจุดที่แย่ที่สุด ตลาดสะท้อนออกข่าวร้ายออกมาจนหมด นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกสิ้นหวัง และสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระยะสะสม (Accumulation Phase) ในตลาดกระทิง

[ ที่มาที่ไปของตลาดหมี ]

]]>
The Bear Market

เราเรียกตลาดขาลงว่า “Bear Market” หรือ “ตลาดหมี” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาลง (Primary Downtrend) โดยตลาดหมีสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Distribution Phase, Panic Phase และ Despair Phase

The three phases of a price movement

Distribution Phase: เริ่มต้นขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของตลาดกระทิง แม้ว่าวอลุ่มการซื้อขายในตลาดจะยังคงเยอะอยู่เพราะนักลงทุนยังมีความหวังว่าตลาดจะยังดีต่อไป แต่ก็เริ่มเป็นกังวลเพราะตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงออกมาเริ่มไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในขณะที่นักลงทุนที่เก่งกว่ามองเห็นว่าตลาดขึ้นมาสูงเกินไปและค่อย ๆ ขายหุ้นในมือออกมาเพื่อทำกำไร

Panic Phase: ระยะนี้จะเหมือนกับ Public Participation Phase ของตลาดกระทิง เพียงแต่ว่ามีทิศทางตรงกันข้ามในตลาดหมี คือเป็นระยะที่นักลงทุนตกใจกลัว ฝั่งผู้ซื้อมีน้อยลงเรื่อย ๆ  จนในที่สุดมีแรงเทขายออกมาอย่างมหาศาล ส่งผลให้ราคาร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จะมีข่าวร้ายเข้ามาเรื่อย ๆ

Despair Phase: เป็นระยะสุดท้ายของตลาดหมี ราคายังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยความเร็วที่ช้าลงและหุ้นที่มีพื้นฐานดีเริ่มกลับมายืนได้ ภาพรวมเศรษฐกิจ ข่าวสาร อารมณ์ตลาดยังคงเป็นลบและอยู่ในจุดที่แย่ที่สุด ตลาดสะท้อนออกข่าวร้ายออกมาจนหมด นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกสิ้นหวัง และสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระยะสะสม (Accumulation Phase) ในตลาดกระทิง

[ ที่มาที่ไปของตลาดหมี ]

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-5/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 4: ตลาดกระทิง http://hoondb.com/dow-theory-4/ http://hoondb.com/dow-theory-4/#comments Mon, 15 Sep 2014 12:31:43 +0000 http://hoondb.com/?p=6323 เราเรียกตลาดขาขึ้นว่า “Bull Market” หรือ “ตลาดกระทิง” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาขึ้น (Primary Uptrend) โดยตลาดกระทิงสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Accumulation Phase, Public Participation Phase และ Distribution Phase

The three phases of a price movement

Accumulation Phase: คือระยะสะสม มักจะเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดต่ำสุด นักลงทุนส่วนใหญ่มองตลาดเป็นลบ งบการเงินและผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ยังคงดูแย่ โดยในระยะนี้ราคาจะยังไม่เคลื่อนไหวมาก นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสจะเริ่มทยอยเข้าซื้อ (เก็บของ) ไปเรื่อย ๆ จนตลาดเริ่มตามทัน แรงรับกลับมามากกว่าแรงขาย ก็จะเข้าสู่ระยะที่สอง

Public Participation Phase: คือระยะที่คนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสนใจ เป็นระยะที่สองต่อจากระยะสะสม โดยในระยะนี้ตลาดจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าเดิมและเริ่มดึงดูดความสนใจของนักลงทุนในตลาด เป็นช่วงที่โดยมากแล้วนักลงทุนจะสามารถทำกำไรจากตลาดได้เยอะที่สุด

Distribution Phase: คือระยะกระจาย เป็นระยะสุดท้ายของตลาดกระทิงที่มีข่าวดีเต็มตลาด ราคาวิ่งแซงหน้าปัจจัยพื้นฐานไปมากด้วยความคาดหวังว่าอนาคตจะต้องดีกว่านี้ นักลงทุนหลาย ๆ คนแห่กันเข้ามาลงทุน เก็งกำไร แต่นักลงทุนตัวจริงมักเริ่มกระจายหุ้นของตัวเองกลับสู่ตลาด (ปล่อยของ) โดยระยะนี้จะกลายเป็นระยะเริ่มแรงของ Bear Market

[ ที่มาที่ไปของตลาดกระทิง ]

]]>
The Bull Market

เราเรียกตลาดขาขึ้นว่า “Bull Market” หรือ “ตลาดกระทิง” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาขึ้น (Primary Uptrend) โดยตลาดกระทิงสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Accumulation Phase, Public Participation Phase และ Distribution Phase

The three phases of a price movement

Accumulation Phase: คือระยะสะสม มักจะเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดต่ำสุด นักลงทุนส่วนใหญ่มองตลาดเป็นลบ งบการเงินและผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ยังคงดูแย่ โดยในระยะนี้ราคาจะยังไม่เคลื่อนไหวมาก นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสจะเริ่มทยอยเข้าซื้อ (เก็บของ) ไปเรื่อย ๆ จนตลาดเริ่มตามทัน แรงรับกลับมามากกว่าแรงขาย ก็จะเข้าสู่ระยะที่สอง

Public Participation Phase: คือระยะที่คนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสนใจ เป็นระยะที่สองต่อจากระยะสะสม โดยในระยะนี้ตลาดจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าเดิมและเริ่มดึงดูดความสนใจของนักลงทุนในตลาด เป็นช่วงที่โดยมากแล้วนักลงทุนจะสามารถทำกำไรจากตลาดได้เยอะที่สุด

Distribution Phase: คือระยะกระจาย เป็นระยะสุดท้ายของตลาดกระทิงที่มีข่าวดีเต็มตลาด ราคาวิ่งแซงหน้าปัจจัยพื้นฐานไปมากด้วยความคาดหวังว่าอนาคตจะต้องดีกว่านี้ นักลงทุนหลาย ๆ คนแห่กันเข้ามาลงทุน เก็งกำไร แต่นักลงทุนตัวจริงมักเริ่มกระจายหุ้นของตัวเองกลับสู่ตลาด (ปล่อยของ) โดยระยะนี้จะกลายเป็นระยะเริ่มแรงของ Bear Market

[ ที่มาที่ไปของตลาดกระทิง ]

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-4/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 3: แนวโน้ม http://hoondb.com/dow-theory-3/ http://hoondb.com/dow-theory-3/#comments Thu, 11 Sep 2014 13:56:30 +0000 http://hoondb.com/?p=6239 ตามทฤษฎีดาว ตลาดจะเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มหลัก หรือที่เราเรียกกันว่า Primary Trends และมักถูกเหวี่ยงสวนกลับมาด้วย Secondary Swings (เรียกว่า Corrections หรือการปรับฐาน) เป็นระยะ ๆ และสุดท้ายคือ Minor Trends หรือแนวโน้มย่อย (แนวโน้มระดับวัน) โดยหลาย ๆ แนวโน้มย่อยจะประกอบกันเป็น Secondary Trends หรือแนวโน้มรองนั่นเอง

Primary Trends

Primary Trends คือแนวโน้มหลัก ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลงก็ตาม โดยมากจะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป นักลงทุนระยะยาวหาจังหวะเข้าลงทุนเมื่อพบแนวโน้มหลักขาขึ้น (Bull Market) และถือไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจ Secondary Swings หรือ Minor Trends ที่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่าแนวโน้มหลักขาขึ้นได้จบลงแล้ว กลายเป็น Bear Market แทน

Secondary Trends

Secondary Trends คือแนวโน้มรอง เป็นแนวโน้มที่วิ่งสวนแนวโน้มหลัก หรือก็คือการปรับฐานของแนวโน้มหลักนั่นเอง เมื่อใดที่แนวโน้มหลักวิ่งเกินตัวไปก็อาจเกิดการปรับฐานขึ้นได้เสมอ โดยมากจะกินเวลาตั้งแต่หลายอาทิตย์ไปจนถึงหลายเดือน และมักกลับตัวคิดเป็นประมาณ 1/3 ถึง 2/3 ของทิศทางแนวโน้มหลักที่วิ่งมาก่อนหน้านี้ โดยนับจากการปรับฐานครั้งล่าสุด

Minor Trends

Minor Trends คือแนวโน้มย่อย เป็นแนวโน้มที่ไม่มีความสำคัญตามทฤษฎีของดาว แนวโน้มย่อยนั้นเปรียบเสมือนรอยริ้วหรือลอนของคลื่นในทะเลที่อาจเคลื่อนไหวไปตามหรือสวนกระแสน้ำหลักก็เป็นได้ โดยทั่วไปแล้วแนวโน้มย่อยจะกินเวลาน้อยกว่า 1 อาทิตย์ หรือนานกว่านั้นไม่มาก หากย้อนกลับไปดูสมมติฐานของทฤษฎี แนวโน้มย่อยเป็นแนวโน้มเดียวที่สามารถถูกควบคุมได้

]]>
แนวโน้มทั้งสาม

ตามทฤษฎีดาว ตลาดจะเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มหลัก หรือที่เราเรียกกันว่า Primary Trends และมักถูกเหวี่ยงสวนกลับมาด้วย Secondary Swings (เรียกว่า Corrections หรือการปรับฐาน) เป็นระยะ ๆ และสุดท้ายคือ Minor Trends หรือแนวโน้มย่อย (แนวโน้มระดับวัน) โดยหลาย ๆ แนวโน้มย่อยจะประกอบกันเป็น Secondary Trends หรือแนวโน้มรองนั่นเอง

wave2

Primary Trends

Primary Trends คือแนวโน้มหลัก ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลงก็ตาม โดยมากจะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป นักลงทุนระยะยาวหาจังหวะเข้าลงทุนเมื่อพบแนวโน้มหลักขาขึ้น (Bull Market) และถือไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจ Secondary Swings หรือ Minor Trends ที่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่าแนวโน้มหลักขาขึ้นได้จบลงแล้ว กลายเป็น Bear Market แทน

Secondary Trends

Secondary Trends คือแนวโน้มรอง เป็นแนวโน้มที่วิ่งสวนแนวโน้มหลัก หรือก็คือการปรับฐานของแนวโน้มหลักนั่นเอง เมื่อใดที่แนวโน้มหลักวิ่งเกินตัวไปก็อาจเกิดการปรับฐานขึ้นได้เสมอ โดยมากจะกินเวลาตั้งแต่หลายอาทิตย์ไปจนถึงหลายเดือน และมักกลับตัวคิดเป็นประมาณ 1/3 ถึง 2/3 ของทิศทางแนวโน้มหลักที่วิ่งมาก่อนหน้านี้ โดยนับจากการปรับฐานครั้งล่าสุด

Minor Trends

Minor Trends คือแนวโน้มย่อย เป็นแนวโน้มที่ไม่มีความสำคัญตามทฤษฎีของดาว แนวโน้มย่อยนั้นเปรียบเสมือนรอยริ้วหรือลอนของคลื่นในทะเลที่อาจเคลื่อนไหวไปตามหรือสวนกระแสน้ำหลักก็เป็นได้ โดยทั่วไปแล้วแนวโน้มย่อยจะกินเวลาน้อยกว่า 1 อาทิตย์ หรือนานกว่านั้นไม่มาก หากย้อนกลับไปดูสมมติฐานของทฤษฎี แนวโน้มย่อยเป็นแนวโน้มเดียวที่สามารถถูกควบคุมได้

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-3/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 2: สมมติฐาน http://hoondb.com/dow-theory-2/ http://hoondb.com/dow-theory-2/#comments Wed, 10 Sep 2014 12:49:45 +0000 http://hoondb.com/?p=6026 ก่อนที่จะเริ่มเข้าส่วนเนื้อหาของตัวทฤษฎี เราต้องยอมรับสมมติฐานซึ่งเป็นรากฐานของ Dow theory ทั้ง 3 ข้อเสียก่อน โดยสมมติฐานเหล่านี้มาจาก นาย Robert Rhea ผู้สรุป เรียบเรียง และกลั่นกรองผลงานที่ Charles และ William Peter Hamilton (ผู้ซึ่งทำหน้าที่เขียนชิ้นงานต่อหลังจากที่ Charles เสียชีวิตลง) ได้เขียนไว้

1. The primary trend cannot be manipulated แม้ว่าการทำหรือสร้างราคาหุ้นและดัชนีจะสามารถทำได้ในระดับวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงจำกัดต่อแนวโน้มรอง แต่การสร้างแนวโน้มหลัก (ซึ่งเป็นผลพวงจาก วัฏจักรของเศรษฐกิจ) นั้นไม่สามารถทำได้ – ตลาดหุ้นใหญ่เกินกว่าที่คนกลุ่มนึงจะสามารถกำหนดหรือรักษาทิศทางให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือแนวโน้มหลัก สามารถมองข้ามการเคลื่อนไหวในระดับวันต่อวันได้

2. Averages discount everything ข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ข่าวสาร ข้อเท็จจริง ความคาดหวัง และอื่น ๆ อีกมากมาย ถูกสะท้อนออกมาเป็นราคาและดัชนี ดังนั้นทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น ปัจจัยทุกอย่าง จะถูกตลาดซึมซับเข้าไปและส่งผลออกมาในรูปของราคา เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งเพราะมีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามาทุกขณะ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

3. The theory is not infallible เนื่องจากตลาดหุ้นคือผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ มากมายอันนับไม่ถ้วน การทำนายหรือการคาดการณ์ทิศทางของตลาดจึงเป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีทางที่จะแม่นยำ 100% (เช่นเดียวทฤษฎีกับและระบบอื่น ๆ ไม่มีอะไรแน่นอน!) Dow Theory เป็นเพียงอีกหนึ่งทฤษฎีที่ใช้ช่วยประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

]]>
สมมติฐานที่ต้องยอมรับ

ก่อนที่จะเริ่มเข้าส่วนเนื้อหาของตัวทฤษฎี เราต้องยอมรับสมมติฐานซึ่งเป็นรากฐานของ Dow theory ทั้ง 3 ข้อเสียก่อน โดยสมมติฐานเหล่านี้มาจาก นาย Robert Rhea ผู้สรุป เรียบเรียง และกลั่นกรองผลงานที่ Charles และ William Peter Hamilton (ผู้ซึ่งทำหน้าที่เขียนชิ้นงานต่อหลังจากที่ Charles เสียชีวิตลง) ได้เขียนไว้

1. The primary trend cannot be manipulated
แม้ว่าการทำหรือสร้างราคาหุ้นและดัชนีจะสามารถทำได้ในระดับวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงจำกัดต่อแนวโน้มรอง แต่การสร้างแนวโน้มหลัก (ซึ่งเป็นผลพวงจาก วัฏจักรของเศรษฐกิจ) นั้นไม่สามารถทำได้ – ตลาดหุ้นใหญ่เกินกว่าที่คนกลุ่มนึงจะสามารถกำหนดหรือรักษาทิศทางให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือแนวโน้มหลัก สามารถมองข้ามการเคลื่อนไหวในระดับวันต่อวันได้

2. Averages discount everything
ข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ข่าวสาร ข้อเท็จจริง ความคาดหวัง และอื่น ๆ อีกมากมาย ถูกสะท้อนออกมาเป็นราคาและดัชนี ดังนั้นทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น ปัจจัยทุกอย่าง จะถูกตลาดซึมซับเข้าไปและส่งผลออกมาในรูปของราคา เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งเพราะมีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามาทุกขณะ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

3. The theory is not infallible
เนื่องจากตลาดหุ้นคือผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ มากมายอันนับไม่ถ้วน การทำนายหรือการคาดการณ์ทิศทางของตลาดจึงเป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีทางที่จะแม่นยำ 100% (เช่นเดียวทฤษฎีกับและระบบอื่น ๆ ไม่มีอะไรแน่นอน!) Dow Theory เป็นเพียงอีกหนึ่งทฤษฎีที่ใช้ช่วยประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-2/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 1: จุดเริ่มต้น http://hoondb.com/dow-theory-1/ http://hoondb.com/dow-theory-1/#comments Wed, 10 Sep 2014 08:46:42 +0000 http://hoondb.com/?p=5870

Charles Henry Dow (1851–1902) ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Dow Jones & Company ร่วมกับ Edward Jones และ Charles Bergstresse เขาเป็นผู้คิดคิดค้น Dow Jones Industrial Average (DJIA) โดยนาย William Peter Hamilton, Robert Rhea และ E. George Schaefer เป็นผู้รวบรวมและจัดเรียงบทความของ Charles ที่ถูกตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ. 1900 – 1902 หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตลง จนทำให้เกิดเป็น Dow Theory หรือ ทฤษฏีดาว แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้เป็นผู้บัญญัติทฤษฏีนี้ขึ้นมาเองก็ตาม

แน่นอนว่าเกือบทุกคนที่อยู่ในตลาดหุ้นต้องเคยได้ยิน Dow Theory มาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนที่สนใจการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค มันคือรากฐานที่สำคัญซึ่งถูกต่อยอดออกมาจนถึงปัจจุบันนี้ Dow Theory ไม่ใช่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ไม่มีการนำงบการเงินหรือตัวเลขทางสถิติจากบริษัทมาคิดเหมือนที่นักวิเคราะห์พื้นฐานใช้ในการคำนวณ มันเป็นทฤษฏีที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดหุ้นล้วน ๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาร่วม 100 ปีแล้วก็ตาม แต่ Dow Theory ก็ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรที่จะต้องรู้

[quote font=”0″]“A person watching the tide coming in and who wishes to know the exact spot which marks the high tide, sets a stick in the sand at the points reached by the incoming waves until the stick reaches a position where the waves do not come up to it, and finally recede enough to show that the tide has turned. This method holds good in watching and determining the flood tide of the stock market.” – Charles H. Dow – January 31st, 1901[/quote]

Charles ได้เปรียบเทียบตลาดหุ้นกับกระแสน้ำขึ้นน้ำลงว่า ถ้าอยากรู้จุดสูงสุดของน้ำขึ้นให้ปักแท่งไม้ลงไปในทรายตรงจุดที่คลื่นซัดมาถึงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีคลื่นซัดมาถึง และค่อย ๆ ถอยร่นลงไปจนสามารถเห็นได้ชัดว่ากระแสน้ำได้เปลี่ยนทิศแล้ว วิธีนี้สามารถใช้ได้ดีในการสังเกตกระแสของตลาดหุ้น

]]>
idowcha001p1

Charles Henry Dow (1851–1902) ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Dow Jones & Company ร่วมกับ Edward Jones และ Charles Bergstresse เขาเป็นผู้คิดคิดค้น Dow Jones Industrial Average (DJIA) โดยนาย William Peter Hamilton, Robert Rhea และ E. George Schaefer เป็นผู้รวบรวมและจัดเรียงบทความของ Charles ที่ถูกตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ. 1900 – 1902 หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตลง จนทำให้เกิดเป็น Dow Theory หรือ ทฤษฏีดาว แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้เป็นผู้บัญญัติทฤษฏีนี้ขึ้นมาเองก็ตาม

แน่นอนว่าเกือบทุกคนที่อยู่ในตลาดหุ้นต้องเคยได้ยิน Dow Theory มาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนที่สนใจการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค มันคือรากฐานที่สำคัญซึ่งถูกต่อยอดออกมาจนถึงปัจจุบันนี้ Dow Theory ไม่ใช่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ไม่มีการนำงบการเงินหรือตัวเลขทางสถิติจากบริษัทมาคิดเหมือนที่นักวิเคราะห์พื้นฐานใช้ในการคำนวณ มันเป็นทฤษฏีที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดหุ้นล้วน ๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาร่วม 100 ปีแล้วก็ตาม แต่ Dow Theory ก็ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรที่จะต้องรู้

[quote font=”0″]“A person watching the tide coming in and who wishes to know the exact spot which marks the high tide, sets a stick in the sand at the points reached by the incoming waves until the stick reaches a position where the waves do not come up to it, and finally recede enough to show that the tide has turned. This method holds good in watching and determining the flood tide of the stock market.” – Charles H. Dow – January 31st, 1901[/quote]

Charles ได้เปรียบเทียบตลาดหุ้นกับกระแสน้ำขึ้นน้ำลงว่า ถ้าอยากรู้จุดสูงสุดของน้ำขึ้นให้ปักแท่งไม้ลงไปในทรายตรงจุดที่คลื่นซัดมาถึงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีคลื่นซัดมาถึง และค่อย ๆ ถอยร่นลงไปจนสามารถเห็นได้ชัดว่ากระแสน้ำได้เปลี่ยนทิศแล้ว วิธีนี้สามารถใช้ได้ดีในการสังเกตกระแสของตลาดหุ้น

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-1/feed/ 0
RSI – Relative Strength Index http://hoondb.com/rsi-relative-strength-index/ http://hoondb.com/rsi-relative-strength-index/#comments Mon, 13 Jan 2014 15:04:34 +0000 http://hoondb.com/?p=3755 RSI (Relative Strength Index) คือ momentum Indicator ที่เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวขึ้นและลงของราคาในระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อค้นหาภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) และ ภาวะการขายมากเกินไป (Oversold) เราสามารถคำนวณ RSI ได้ตามสูตรด้านล่างนี้

RSI = 100 – 100/(1 + RS) RS = ค่าเฉลี่ยราคาของจำนวนวันที่ปิดบวก / ค่าเฉลี่ยราคาของจำนวนวันที่ปิดลบ

สมมุติว่าใช้ RSI 14 วัน ในแต่ละวันเราก็จะบันทึกว่าราคาเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ถ้าราคาปิดเป็นบวกก็ให้ใส่ไว้ในแถวปิดบวก (เช่น + 3.50 บาท) แต่ถ้าเป็นลบใส่ไว้ในแถวปิดลบ และเมื่อทำครบ 14 วันก็ทำการหาค่าเฉลี่ยของวันที่ปิดบวก (นำตัวเลขในแถวปิดบวกมาบวกกันทั้งหมดแล้วหารด้วย 14) และทำเช่นเดียวกันกับฝั่งที่ปิดลบ นำค่าเฉลี่ยที่ได้มาหารกันตามสูตรหา RS ด้านบน แล้วนำไปคำนวณต่อเพื่อหาค่า RSI

GAIN (ค่าเฉลี่ย) LOSS (ค่าเฉลี่ย) RS 100/(1 + RS) RSI 50 50 1 50 50 10 90 0.11 90 10 90 10 9 10 90

จะเห็นได้ว่าค่า RSI จะแกว่งตัวอยู่ในระหว่าง 0 -100 เท่านั้น เมื่อราคาเฉลี่ยของจำนวนวันที่ปิดบวกและลบเท่ากัน RSI จะอยู่ที่ 50 หรือตรงกลางนั่นเอง! ลองสมมุติว่าราคาเฉลี่ยของวันที่ปิดบวกคือ 10 และราคาเฉลี่ยของวันที่ปิดลบคือ 90 RSI ที่คำนวณออกมาก็จะได้เท่ากับ 10 (Oversold) ตามที่แสดงอยู่ในตารางด้านบน

หลักเกณฑ์การใช้ RSI RSI < 30 คือ ขายมากเกินไป (Oversold) RSI > 70 คือ ซื้อมากเกินไป (Overbought) RSI สามารถยืนอยู่ในจุด Overbought และ Oversold ได้ในกรณีที่มีแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงที่ชัดเจน RSI สามารถใช้งานได้ค่อนข้างดีในกรณีที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบ Sideway การใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการเข้าซื้อขายอาจส่งผลให้ขาดทุนได้ !!

หมายเหตุ: RSI 14 วัน คือค่ามาตรฐานที่นิยมใช้กัน แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มหรือลดความไวของสัญญานได้ เช่น ค่า RSI 10 วัน ย่อมมีโอกาสวิ่งเข้าแตะเขต Overbought หรือ Oversold ได้ง่ายกว่า

]]>
RSI คืออะไร?

RSI (Relative Strength Index) คือ momentum Indicator ที่เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวขึ้นและลงของราคาในระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อค้นหาภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) และ ภาวะการขายมากเกินไป (Oversold) เราสามารถคำนวณ RSI ได้ตามสูตรด้านล่างนี้

RSI = 100 – 100/(1 + RS)
RS = ค่าเฉลี่ยราคาของจำนวนวันที่ปิดบวก / ค่าเฉลี่ยราคาของจำนวนวันที่ปิดลบ

สมมุติว่าใช้ RSI 14 วัน ในแต่ละวันเราก็จะบันทึกว่าราคาเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ถ้าราคาปิดเป็นบวกก็ให้ใส่ไว้ในแถวปิดบวก (เช่น + 3.50 บาท) แต่ถ้าเป็นลบใส่ไว้ในแถวปิดลบ และเมื่อทำครบ 14 วันก็ทำการหาค่าเฉลี่ยของวันที่ปิดบวก (นำตัวเลขในแถวปิดบวกมาบวกกันทั้งหมดแล้วหารด้วย 14) และทำเช่นเดียวกันกับฝั่งที่ปิดลบ นำค่าเฉลี่ยที่ได้มาหารกันตามสูตรหา RS ด้านบน แล้วนำไปคำนวณต่อเพื่อหาค่า RSI

GAIN (ค่าเฉลี่ย)
LOSS (ค่าเฉลี่ย)
RS 100/(1 + RS) RSI
50 50 1 50 50
10 90 0.11 90 10
90 10 9 10 90

จะเห็นได้ว่าค่า RSI จะแกว่งตัวอยู่ในระหว่าง 0 -100 เท่านั้น เมื่อราคาเฉลี่ยของจำนวนวันที่ปิดบวกและลบเท่ากัน RSI จะอยู่ที่ 50 หรือตรงกลางนั่นเอง! ลองสมมุติว่าราคาเฉลี่ยของวันที่ปิดบวกคือ 10 และราคาเฉลี่ยของวันที่ปิดลบคือ 90 RSI ที่คำนวณออกมาก็จะได้เท่ากับ 10 (Oversold) ตามที่แสดงอยู่ในตารางด้านบน

หลักเกณฑ์การใช้ RSI

  1. RSI < 30 คือ ขายมากเกินไป (Oversold)
  2. RSI > 70 คือ ซื้อมากเกินไป (Overbought)
  3. RSI สามารถยืนอยู่ในจุด Overbought และ Oversold ได้ในกรณีที่มีแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลงที่ชัดเจน
  4. RSI สามารถใช้งานได้ค่อนข้างดีในกรณีที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบ Sideway
  5. การใช้ RSI เพียงอย่างเดียวในการเข้าซื้อขายอาจส่งผลให้ขาดทุนได้ !!

rsi

หมายเหตุ: RSI 14 วัน คือค่ามาตรฐานที่นิยมใช้กัน แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มหรือลดความไวของสัญญานได้ เช่น ค่า RSI 10 วัน ย่อมมีโอกาสวิ่งเข้าแตะเขต Overbought หรือ Oversold ได้ง่ายกว่า

]]>
http://hoondb.com/rsi-relative-strength-index/feed/ 0