หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » Dow Theory http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Dow Theory ตอนที่ 5: ตลาดหมี http://hoondb.com/dow-theory-5/ http://hoondb.com/dow-theory-5/#comments Tue, 16 Sep 2014 12:53:13 +0000 http://hoondb.com/?p=6421 เราเรียกตลาดขาลงว่า “Bear Market” หรือ “ตลาดหมี” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาลง (Primary Downtrend) โดยตลาดหมีสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Distribution Phase, Panic Phase และ Despair Phase

The three phases of a price movement

Distribution Phase: เริ่มต้นขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของตลาดกระทิง แม้ว่าวอลุ่มการซื้อขายในตลาดจะยังคงเยอะอยู่เพราะนักลงทุนยังมีความหวังว่าตลาดจะยังดีต่อไป แต่ก็เริ่มเป็นกังวลเพราะตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงออกมาเริ่มไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในขณะที่นักลงทุนที่เก่งกว่ามองเห็นว่าตลาดขึ้นมาสูงเกินไปและค่อย ๆ ขายหุ้นในมือออกมาเพื่อทำกำไร

Panic Phase: ระยะนี้จะเหมือนกับ Public Participation Phase ของตลาดกระทิง เพียงแต่ว่ามีทิศทางตรงกันข้ามในตลาดหมี คือเป็นระยะที่นักลงทุนตกใจกลัว ฝั่งผู้ซื้อมีน้อยลงเรื่อย ๆ  จนในที่สุดมีแรงเทขายออกมาอย่างมหาศาล ส่งผลให้ราคาร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จะมีข่าวร้ายเข้ามาเรื่อย ๆ

Despair Phase: เป็นระยะสุดท้ายของตลาดหมี ราคายังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยความเร็วที่ช้าลงและหุ้นที่มีพื้นฐานดีเริ่มกลับมายืนได้ ภาพรวมเศรษฐกิจ ข่าวสาร อารมณ์ตลาดยังคงเป็นลบและอยู่ในจุดที่แย่ที่สุด ตลาดสะท้อนออกข่าวร้ายออกมาจนหมด นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกสิ้นหวัง และสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระยะสะสม (Accumulation Phase) ในตลาดกระทิง

[ ที่มาที่ไปของตลาดหมี ]

]]>
The Bear Market

เราเรียกตลาดขาลงว่า “Bear Market” หรือ “ตลาดหมี” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาลง (Primary Downtrend) โดยตลาดหมีสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Distribution Phase, Panic Phase และ Despair Phase

The three phases of a price movement

Distribution Phase: เริ่มต้นขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของตลาดกระทิง แม้ว่าวอลุ่มการซื้อขายในตลาดจะยังคงเยอะอยู่เพราะนักลงทุนยังมีความหวังว่าตลาดจะยังดีต่อไป แต่ก็เริ่มเป็นกังวลเพราะตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงออกมาเริ่มไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในขณะที่นักลงทุนที่เก่งกว่ามองเห็นว่าตลาดขึ้นมาสูงเกินไปและค่อย ๆ ขายหุ้นในมือออกมาเพื่อทำกำไร

Panic Phase: ระยะนี้จะเหมือนกับ Public Participation Phase ของตลาดกระทิง เพียงแต่ว่ามีทิศทางตรงกันข้ามในตลาดหมี คือเป็นระยะที่นักลงทุนตกใจกลัว ฝั่งผู้ซื้อมีน้อยลงเรื่อย ๆ  จนในที่สุดมีแรงเทขายออกมาอย่างมหาศาล ส่งผลให้ราคาร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จะมีข่าวร้ายเข้ามาเรื่อย ๆ

Despair Phase: เป็นระยะสุดท้ายของตลาดหมี ราคายังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยความเร็วที่ช้าลงและหุ้นที่มีพื้นฐานดีเริ่มกลับมายืนได้ ภาพรวมเศรษฐกิจ ข่าวสาร อารมณ์ตลาดยังคงเป็นลบและอยู่ในจุดที่แย่ที่สุด ตลาดสะท้อนออกข่าวร้ายออกมาจนหมด นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกสิ้นหวัง และสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระยะสะสม (Accumulation Phase) ในตลาดกระทิง

[ ที่มาที่ไปของตลาดหมี ]

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-5/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 4: ตลาดกระทิง http://hoondb.com/dow-theory-4/ http://hoondb.com/dow-theory-4/#comments Mon, 15 Sep 2014 12:31:43 +0000 http://hoondb.com/?p=6323 เราเรียกตลาดขาขึ้นว่า “Bull Market” หรือ “ตลาดกระทิง” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาขึ้น (Primary Uptrend) โดยตลาดกระทิงสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Accumulation Phase, Public Participation Phase และ Distribution Phase

The three phases of a price movement

Accumulation Phase: คือระยะสะสม มักจะเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดต่ำสุด นักลงทุนส่วนใหญ่มองตลาดเป็นลบ งบการเงินและผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ยังคงดูแย่ โดยในระยะนี้ราคาจะยังไม่เคลื่อนไหวมาก นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสจะเริ่มทยอยเข้าซื้อ (เก็บของ) ไปเรื่อย ๆ จนตลาดเริ่มตามทัน แรงรับกลับมามากกว่าแรงขาย ก็จะเข้าสู่ระยะที่สอง

Public Participation Phase: คือระยะที่คนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสนใจ เป็นระยะที่สองต่อจากระยะสะสม โดยในระยะนี้ตลาดจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าเดิมและเริ่มดึงดูดความสนใจของนักลงทุนในตลาด เป็นช่วงที่โดยมากแล้วนักลงทุนจะสามารถทำกำไรจากตลาดได้เยอะที่สุด

Distribution Phase: คือระยะกระจาย เป็นระยะสุดท้ายของตลาดกระทิงที่มีข่าวดีเต็มตลาด ราคาวิ่งแซงหน้าปัจจัยพื้นฐานไปมากด้วยความคาดหวังว่าอนาคตจะต้องดีกว่านี้ นักลงทุนหลาย ๆ คนแห่กันเข้ามาลงทุน เก็งกำไร แต่นักลงทุนตัวจริงมักเริ่มกระจายหุ้นของตัวเองกลับสู่ตลาด (ปล่อยของ) โดยระยะนี้จะกลายเป็นระยะเริ่มแรงของ Bear Market

[ ที่มาที่ไปของตลาดกระทิง ]

]]>
The Bull Market

เราเรียกตลาดขาขึ้นว่า “Bull Market” หรือ “ตลาดกระทิง” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาขึ้น (Primary Uptrend) โดยตลาดกระทิงสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Accumulation Phase, Public Participation Phase และ Distribution Phase

The three phases of a price movement

Accumulation Phase: คือระยะสะสม มักจะเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดต่ำสุด นักลงทุนส่วนใหญ่มองตลาดเป็นลบ งบการเงินและผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ยังคงดูแย่ โดยในระยะนี้ราคาจะยังไม่เคลื่อนไหวมาก นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสจะเริ่มทยอยเข้าซื้อ (เก็บของ) ไปเรื่อย ๆ จนตลาดเริ่มตามทัน แรงรับกลับมามากกว่าแรงขาย ก็จะเข้าสู่ระยะที่สอง

Public Participation Phase: คือระยะที่คนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสนใจ เป็นระยะที่สองต่อจากระยะสะสม โดยในระยะนี้ตลาดจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าเดิมและเริ่มดึงดูดความสนใจของนักลงทุนในตลาด เป็นช่วงที่โดยมากแล้วนักลงทุนจะสามารถทำกำไรจากตลาดได้เยอะที่สุด

Distribution Phase: คือระยะกระจาย เป็นระยะสุดท้ายของตลาดกระทิงที่มีข่าวดีเต็มตลาด ราคาวิ่งแซงหน้าปัจจัยพื้นฐานไปมากด้วยความคาดหวังว่าอนาคตจะต้องดีกว่านี้ นักลงทุนหลาย ๆ คนแห่กันเข้ามาลงทุน เก็งกำไร แต่นักลงทุนตัวจริงมักเริ่มกระจายหุ้นของตัวเองกลับสู่ตลาด (ปล่อยของ) โดยระยะนี้จะกลายเป็นระยะเริ่มแรงของ Bear Market

[ ที่มาที่ไปของตลาดกระทิง ]

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-4/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 3: แนวโน้ม http://hoondb.com/dow-theory-3/ http://hoondb.com/dow-theory-3/#comments Thu, 11 Sep 2014 13:56:30 +0000 http://hoondb.com/?p=6239 ตามทฤษฎีดาว ตลาดจะเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มหลัก หรือที่เราเรียกกันว่า Primary Trends และมักถูกเหวี่ยงสวนกลับมาด้วย Secondary Swings (เรียกว่า Corrections หรือการปรับฐาน) เป็นระยะ ๆ และสุดท้ายคือ Minor Trends หรือแนวโน้มย่อย (แนวโน้มระดับวัน) โดยหลาย ๆ แนวโน้มย่อยจะประกอบกันเป็น Secondary Trends หรือแนวโน้มรองนั่นเอง

Primary Trends

Primary Trends คือแนวโน้มหลัก ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลงก็ตาม โดยมากจะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป นักลงทุนระยะยาวหาจังหวะเข้าลงทุนเมื่อพบแนวโน้มหลักขาขึ้น (Bull Market) และถือไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจ Secondary Swings หรือ Minor Trends ที่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่าแนวโน้มหลักขาขึ้นได้จบลงแล้ว กลายเป็น Bear Market แทน

Secondary Trends

Secondary Trends คือแนวโน้มรอง เป็นแนวโน้มที่วิ่งสวนแนวโน้มหลัก หรือก็คือการปรับฐานของแนวโน้มหลักนั่นเอง เมื่อใดที่แนวโน้มหลักวิ่งเกินตัวไปก็อาจเกิดการปรับฐานขึ้นได้เสมอ โดยมากจะกินเวลาตั้งแต่หลายอาทิตย์ไปจนถึงหลายเดือน และมักกลับตัวคิดเป็นประมาณ 1/3 ถึง 2/3 ของทิศทางแนวโน้มหลักที่วิ่งมาก่อนหน้านี้ โดยนับจากการปรับฐานครั้งล่าสุด

Minor Trends

Minor Trends คือแนวโน้มย่อย เป็นแนวโน้มที่ไม่มีความสำคัญตามทฤษฎีของดาว แนวโน้มย่อยนั้นเปรียบเสมือนรอยริ้วหรือลอนของคลื่นในทะเลที่อาจเคลื่อนไหวไปตามหรือสวนกระแสน้ำหลักก็เป็นได้ โดยทั่วไปแล้วแนวโน้มย่อยจะกินเวลาน้อยกว่า 1 อาทิตย์ หรือนานกว่านั้นไม่มาก หากย้อนกลับไปดูสมมติฐานของทฤษฎี แนวโน้มย่อยเป็นแนวโน้มเดียวที่สามารถถูกควบคุมได้

]]>
แนวโน้มทั้งสาม

ตามทฤษฎีดาว ตลาดจะเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มหลัก หรือที่เราเรียกกันว่า Primary Trends และมักถูกเหวี่ยงสวนกลับมาด้วย Secondary Swings (เรียกว่า Corrections หรือการปรับฐาน) เป็นระยะ ๆ และสุดท้ายคือ Minor Trends หรือแนวโน้มย่อย (แนวโน้มระดับวัน) โดยหลาย ๆ แนวโน้มย่อยจะประกอบกันเป็น Secondary Trends หรือแนวโน้มรองนั่นเอง

wave2

Primary Trends

Primary Trends คือแนวโน้มหลัก ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลงก็ตาม โดยมากจะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป นักลงทุนระยะยาวหาจังหวะเข้าลงทุนเมื่อพบแนวโน้มหลักขาขึ้น (Bull Market) และถือไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจ Secondary Swings หรือ Minor Trends ที่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่าแนวโน้มหลักขาขึ้นได้จบลงแล้ว กลายเป็น Bear Market แทน

Secondary Trends

Secondary Trends คือแนวโน้มรอง เป็นแนวโน้มที่วิ่งสวนแนวโน้มหลัก หรือก็คือการปรับฐานของแนวโน้มหลักนั่นเอง เมื่อใดที่แนวโน้มหลักวิ่งเกินตัวไปก็อาจเกิดการปรับฐานขึ้นได้เสมอ โดยมากจะกินเวลาตั้งแต่หลายอาทิตย์ไปจนถึงหลายเดือน และมักกลับตัวคิดเป็นประมาณ 1/3 ถึง 2/3 ของทิศทางแนวโน้มหลักที่วิ่งมาก่อนหน้านี้ โดยนับจากการปรับฐานครั้งล่าสุด

Minor Trends

Minor Trends คือแนวโน้มย่อย เป็นแนวโน้มที่ไม่มีความสำคัญตามทฤษฎีของดาว แนวโน้มย่อยนั้นเปรียบเสมือนรอยริ้วหรือลอนของคลื่นในทะเลที่อาจเคลื่อนไหวไปตามหรือสวนกระแสน้ำหลักก็เป็นได้ โดยทั่วไปแล้วแนวโน้มย่อยจะกินเวลาน้อยกว่า 1 อาทิตย์ หรือนานกว่านั้นไม่มาก หากย้อนกลับไปดูสมมติฐานของทฤษฎี แนวโน้มย่อยเป็นแนวโน้มเดียวที่สามารถถูกควบคุมได้

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-3/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 2: สมมติฐาน http://hoondb.com/dow-theory-2/ http://hoondb.com/dow-theory-2/#comments Wed, 10 Sep 2014 12:49:45 +0000 http://hoondb.com/?p=6026 ก่อนที่จะเริ่มเข้าส่วนเนื้อหาของตัวทฤษฎี เราต้องยอมรับสมมติฐานซึ่งเป็นรากฐานของ Dow theory ทั้ง 3 ข้อเสียก่อน โดยสมมติฐานเหล่านี้มาจาก นาย Robert Rhea ผู้สรุป เรียบเรียง และกลั่นกรองผลงานที่ Charles และ William Peter Hamilton (ผู้ซึ่งทำหน้าที่เขียนชิ้นงานต่อหลังจากที่ Charles เสียชีวิตลง) ได้เขียนไว้

1. The primary trend cannot be manipulated แม้ว่าการทำหรือสร้างราคาหุ้นและดัชนีจะสามารถทำได้ในระดับวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงจำกัดต่อแนวโน้มรอง แต่การสร้างแนวโน้มหลัก (ซึ่งเป็นผลพวงจาก วัฏจักรของเศรษฐกิจ) นั้นไม่สามารถทำได้ – ตลาดหุ้นใหญ่เกินกว่าที่คนกลุ่มนึงจะสามารถกำหนดหรือรักษาทิศทางให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือแนวโน้มหลัก สามารถมองข้ามการเคลื่อนไหวในระดับวันต่อวันได้

2. Averages discount everything ข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ข่าวสาร ข้อเท็จจริง ความคาดหวัง และอื่น ๆ อีกมากมาย ถูกสะท้อนออกมาเป็นราคาและดัชนี ดังนั้นทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น ปัจจัยทุกอย่าง จะถูกตลาดซึมซับเข้าไปและส่งผลออกมาในรูปของราคา เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งเพราะมีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามาทุกขณะ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

3. The theory is not infallible เนื่องจากตลาดหุ้นคือผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ มากมายอันนับไม่ถ้วน การทำนายหรือการคาดการณ์ทิศทางของตลาดจึงเป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีทางที่จะแม่นยำ 100% (เช่นเดียวทฤษฎีกับและระบบอื่น ๆ ไม่มีอะไรแน่นอน!) Dow Theory เป็นเพียงอีกหนึ่งทฤษฎีที่ใช้ช่วยประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

]]>
สมมติฐานที่ต้องยอมรับ

ก่อนที่จะเริ่มเข้าส่วนเนื้อหาของตัวทฤษฎี เราต้องยอมรับสมมติฐานซึ่งเป็นรากฐานของ Dow theory ทั้ง 3 ข้อเสียก่อน โดยสมมติฐานเหล่านี้มาจาก นาย Robert Rhea ผู้สรุป เรียบเรียง และกลั่นกรองผลงานที่ Charles และ William Peter Hamilton (ผู้ซึ่งทำหน้าที่เขียนชิ้นงานต่อหลังจากที่ Charles เสียชีวิตลง) ได้เขียนไว้

1. The primary trend cannot be manipulated
แม้ว่าการทำหรือสร้างราคาหุ้นและดัชนีจะสามารถทำได้ในระดับวัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบในวงจำกัดต่อแนวโน้มรอง แต่การสร้างแนวโน้มหลัก (ซึ่งเป็นผลพวงจาก วัฏจักรของเศรษฐกิจ) นั้นไม่สามารถทำได้ – ตลาดหุ้นใหญ่เกินกว่าที่คนกลุ่มนึงจะสามารถกำหนดหรือรักษาทิศทางให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือแนวโน้มหลัก สามารถมองข้ามการเคลื่อนไหวในระดับวันต่อวันได้

2. Averages discount everything
ข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ข่าวสาร ข้อเท็จจริง ความคาดหวัง และอื่น ๆ อีกมากมาย ถูกสะท้อนออกมาเป็นราคาและดัชนี ดังนั้นทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น ปัจจัยทุกอย่าง จะถูกตลาดซึมซับเข้าไปและส่งผลออกมาในรูปของราคา เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เคยหยุดนิ่งเพราะมีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามาทุกขณะ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม

3. The theory is not infallible
เนื่องจากตลาดหุ้นคือผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ มากมายอันนับไม่ถ้วน การทำนายหรือการคาดการณ์ทิศทางของตลาดจึงเป็นเรื่องที่ยาก และไม่มีทางที่จะแม่นยำ 100% (เช่นเดียวทฤษฎีกับและระบบอื่น ๆ ไม่มีอะไรแน่นอน!) Dow Theory เป็นเพียงอีกหนึ่งทฤษฎีที่ใช้ช่วยประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-2/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 1: จุดเริ่มต้น http://hoondb.com/dow-theory-1/ http://hoondb.com/dow-theory-1/#comments Wed, 10 Sep 2014 08:46:42 +0000 http://hoondb.com/?p=5870

Charles Henry Dow (1851–1902) ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Dow Jones & Company ร่วมกับ Edward Jones และ Charles Bergstresse เขาเป็นผู้คิดคิดค้น Dow Jones Industrial Average (DJIA) โดยนาย William Peter Hamilton, Robert Rhea และ E. George Schaefer เป็นผู้รวบรวมและจัดเรียงบทความของ Charles ที่ถูกตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ. 1900 – 1902 หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตลง จนทำให้เกิดเป็น Dow Theory หรือ ทฤษฏีดาว แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้เป็นผู้บัญญัติทฤษฏีนี้ขึ้นมาเองก็ตาม

แน่นอนว่าเกือบทุกคนที่อยู่ในตลาดหุ้นต้องเคยได้ยิน Dow Theory มาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนที่สนใจการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค มันคือรากฐานที่สำคัญซึ่งถูกต่อยอดออกมาจนถึงปัจจุบันนี้ Dow Theory ไม่ใช่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ไม่มีการนำงบการเงินหรือตัวเลขทางสถิติจากบริษัทมาคิดเหมือนที่นักวิเคราะห์พื้นฐานใช้ในการคำนวณ มันเป็นทฤษฏีที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดหุ้นล้วน ๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาร่วม 100 ปีแล้วก็ตาม แต่ Dow Theory ก็ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรที่จะต้องรู้

[quote font=”0″]“A person watching the tide coming in and who wishes to know the exact spot which marks the high tide, sets a stick in the sand at the points reached by the incoming waves until the stick reaches a position where the waves do not come up to it, and finally recede enough to show that the tide has turned. This method holds good in watching and determining the flood tide of the stock market.” – Charles H. Dow – January 31st, 1901[/quote]

Charles ได้เปรียบเทียบตลาดหุ้นกับกระแสน้ำขึ้นน้ำลงว่า ถ้าอยากรู้จุดสูงสุดของน้ำขึ้นให้ปักแท่งไม้ลงไปในทรายตรงจุดที่คลื่นซัดมาถึงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีคลื่นซัดมาถึง และค่อย ๆ ถอยร่นลงไปจนสามารถเห็นได้ชัดว่ากระแสน้ำได้เปลี่ยนทิศแล้ว วิธีนี้สามารถใช้ได้ดีในการสังเกตกระแสของตลาดหุ้น

]]>
idowcha001p1

Charles Henry Dow (1851–1902) ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Dow Jones & Company ร่วมกับ Edward Jones และ Charles Bergstresse เขาเป็นผู้คิดคิดค้น Dow Jones Industrial Average (DJIA) โดยนาย William Peter Hamilton, Robert Rhea และ E. George Schaefer เป็นผู้รวบรวมและจัดเรียงบทความของ Charles ที่ถูกตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ. 1900 – 1902 หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตลง จนทำให้เกิดเป็น Dow Theory หรือ ทฤษฏีดาว แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้เป็นผู้บัญญัติทฤษฏีนี้ขึ้นมาเองก็ตาม

แน่นอนว่าเกือบทุกคนที่อยู่ในตลาดหุ้นต้องเคยได้ยิน Dow Theory มาไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคนที่สนใจการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค มันคือรากฐานที่สำคัญซึ่งถูกต่อยอดออกมาจนถึงปัจจุบันนี้ Dow Theory ไม่ใช่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ไม่มีการนำงบการเงินหรือตัวเลขทางสถิติจากบริษัทมาคิดเหมือนที่นักวิเคราะห์พื้นฐานใช้ในการคำนวณ มันเป็นทฤษฏีที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดหุ้นล้วน ๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาร่วม 100 ปีแล้วก็ตาม แต่ Dow Theory ก็ยังคงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่นักลงทุนทุกคนควรที่จะต้องรู้

[quote font=”0″]“A person watching the tide coming in and who wishes to know the exact spot which marks the high tide, sets a stick in the sand at the points reached by the incoming waves until the stick reaches a position where the waves do not come up to it, and finally recede enough to show that the tide has turned. This method holds good in watching and determining the flood tide of the stock market.” – Charles H. Dow – January 31st, 1901[/quote]

Charles ได้เปรียบเทียบตลาดหุ้นกับกระแสน้ำขึ้นน้ำลงว่า ถ้าอยากรู้จุดสูงสุดของน้ำขึ้นให้ปักแท่งไม้ลงไปในทรายตรงจุดที่คลื่นซัดมาถึงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีคลื่นซัดมาถึง และค่อย ๆ ถอยร่นลงไปจนสามารถเห็นได้ชัดว่ากระแสน้ำได้เปลี่ยนทิศแล้ว วิธีนี้สามารถใช้ได้ดีในการสังเกตกระแสของตลาดหุ้น

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-1/feed/ 0