หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » Fundamental http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 Current Ratio (อัตราส่วนทุนหมุนเวียน) http://hoondb.com/current-ratio/ http://hoondb.com/current-ratio/#comments Tue, 13 May 2014 14:34:22 +0000 http://hoondb.com/?p=4215 Current Ratio หรือ อัตราส่วนทุนหมุนเวียน คือ อัตราส่วนระหว่าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) และ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) เราใช้ Current Ratio เพื่อวัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นของกิจการ โดยยิ่ง Current Ratio สูงเท่าไร ความในการชำระหนี้ระยะสั้นของกิจการก็จะยิ่งมีสูงขึ้นตามไปด้วย และในทางกลับกัน ค่า Current Ratio ที่ต่ำกว่า 1 บ่งชี้ว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนไม่มากพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้นได้ นับว่าไม่ใช่สัญญานที่ดีสำหรับบริษัท

Current Ratio = Current Assets / Current Liabilities อัตราส่วนทุนหมุนเวียน = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน

Current Ratio จึงเป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดสภาพคล่องของกิจการว่ามีมากน้อยเพียงใด แต่ใช่ว่ายิ่งสูงจะยิ่งดีเสมอไป ในบางกรณีอาจหมายความว่าบริษัทจัดการสินทรัพย์หมุนเวียน (โดยเฉพาะเงินสดซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทน) ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ (ในมุมมองของนักลงทุน) จุดเหมาะสมของ Current Ratio เลยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง การเปรียบเทียบกับกิจการที่อยู่ในหมวดธุรกิจเดียวกันจึงมักมีความหมายกว่าการเทียบต่างธุรกิจ ควรตั้งข้อสังเกตหาก Current Ratio ของกิจการห่างออกไปจากค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

Note: Liquidity Ratio เป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของ Current Ratio

]]>
ความหมาย Current Ratio

Current Ratio หรือ อัตราส่วนทุนหมุนเวียน คือ อัตราส่วนระหว่าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) และ หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) เราใช้ Current Ratio เพื่อวัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นของกิจการ โดยยิ่ง Current Ratio สูงเท่าไร ความในการชำระหนี้ระยะสั้นของกิจการก็จะยิ่งมีสูงขึ้นตามไปด้วย และในทางกลับกัน ค่า Current Ratio ที่ต่ำกว่า 1 บ่งชี้ว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนไม่มากพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้นได้ นับว่าไม่ใช่สัญญานที่ดีสำหรับบริษัท

Current Ratio = Current Assets / Current Liabilities
อัตราส่วนทุนหมุนเวียน = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน

Current Ratio จึงเป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดสภาพคล่องของกิจการว่ามีมากน้อยเพียงใด แต่ใช่ว่ายิ่งสูงจะยิ่งดีเสมอไป ในบางกรณีอาจหมายความว่าบริษัทจัดการสินทรัพย์หมุนเวียน (โดยเฉพาะเงินสดซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทน) ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ (ในมุมมองของนักลงทุน) จุดเหมาะสมของ Current Ratio เลยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง การเปรียบเทียบกับกิจการที่อยู่ในหมวดธุรกิจเดียวกันจึงมักมีความหมายกว่าการเทียบต่างธุรกิจ ควรตั้งข้อสังเกตหาก Current Ratio ของกิจการห่างออกไปจากค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

Note: Liquidity Ratio เป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของ Current Ratio

]]>
http://hoondb.com/current-ratio/feed/ 0
Debt Ratio (อัตราส่วนหนี้สิน) http://hoondb.com/debt-ratio-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99/ http://hoondb.com/debt-ratio-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments Sun, 13 Apr 2014 13:54:40 +0000 http://hoondb.com/?p=4179 Debt Ratio หรือ อัตราส่วนหนี้สิน คือ อัตราส่วนที่เปรียบเทียบหนี้สินรวมกับสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท Debt Ratio บอกเราถึงสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวมของบริษัทโดยคิดเป็นเปอร์เซนต์ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ สินทรัพย์ของบริษัทเป็นของเจ้าหนี้มากน้อยแค่ไหน (ดูตัวอย่างและสูตรการคำนวณด้านล่าง) ดังนั้น ยิ่งบริษัทมีค่า Debt Ratio สูงเท่าไร ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย กล่าวคือ มีภาระหนี้สินเยอะ (Credit Risk) และในทางกลับกัน หากบริษัทมีค่า Debt Ratio ต่ำ นั่นหมายความว่าบริษัทนั้นมีหนี้สินน้อยเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี

Debt Ratio = Total Debt / Total Assets อัตราส่วนหนี้สิน = หนี้สินรวม / สินทรัพย์รวม

Debt Ratio มากกว่า 1 – บริษัทมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ Debt Ratio น้อยกว่า 1 – บริษัทมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน ยกตัวอย่าง Debt Ratio

บริษัท ABC สินทรัพย์รวม 1 พันล้านบาท และ มีหนี้สินรวม 500 ล้านบาท Debt Ratio ของบริษัท ABC จะเท่ากับ 0.5 หรือ 50% (500 ล้านบาท / 1 พันล้านบาท)

การตีความจาก Debt Ratio

Debt Ratio ที่เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเยอะหรือน้อย? บางบริษัท 50% อาจถือว่าน้อย แต่บางบริษัทก็อาจถือว่ามากเกินไป เพราะความเหมาะสมของ Debt Ratio ในแต่ละหมวดธุรกิจย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงควรเปรียบเทียบ Debt Ratio กับบริษัทที่ดำเนินกิจการในลักษณะเดียวกัน แต่ต้องอย่าลืมว่านักลงทุนอาจได้ประโยชน์จากค่า Debt Ratio ที่สูงกว่าก็เป็นได้ หากบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าต้นทุนของเงินทุน (Cost of Captial) ด้วย Leverage ที่สูงกว่า

]]>
ความหมาย Debt Ratio

Debt Ratio หรือ อัตราส่วนหนี้สิน คือ อัตราส่วนที่เปรียบเทียบหนี้สินรวมกับสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท Debt Ratio บอกเราถึงสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวมของบริษัทโดยคิดเป็นเปอร์เซนต์ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ สินทรัพย์ของบริษัทเป็นของเจ้าหนี้มากน้อยแค่ไหน (ดูตัวอย่างและสูตรการคำนวณด้านล่าง) ดังนั้น ยิ่งบริษัทมีค่า Debt Ratio สูงเท่าไร ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย กล่าวคือ มีภาระหนี้สินเยอะ (Credit Risk) และในทางกลับกัน หากบริษัทมีค่า Debt Ratio ต่ำ นั่นหมายความว่าบริษัทนั้นมีหนี้สินน้อยเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี

Debt Ratio = Total Debt / Total Assets
อัตราส่วนหนี้สิน = หนี้สินรวม / สินทรัพย์รวม

  • Debt Ratio มากกว่า 1 – บริษัทมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์
  • Debt Ratio น้อยกว่า 1 – บริษัทมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน

ยกตัวอย่าง Debt Ratio

บริษัท ABC สินทรัพย์รวม 1 พันล้านบาท และ มีหนี้สินรวม 500 ล้านบาท Debt Ratio ของบริษัท ABC จะเท่ากับ 0.5 หรือ 50% (500 ล้านบาท / 1 พันล้านบาท)

การตีความจาก Debt Ratio

Debt Ratio ที่เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเยอะหรือน้อย? บางบริษัท 50% อาจถือว่าน้อย แต่บางบริษัทก็อาจถือว่ามากเกินไป เพราะความเหมาะสมของ Debt Ratio ในแต่ละหมวดธุรกิจย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงควรเปรียบเทียบ Debt Ratio กับบริษัทที่ดำเนินกิจการในลักษณะเดียวกัน แต่ต้องอย่าลืมว่านักลงทุนอาจได้ประโยชน์จากค่า Debt Ratio ที่สูงกว่าก็เป็นได้ หากบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าต้นทุนของเงินทุน (Cost of Captial) ด้วย Leverage ที่สูงกว่า

]]>
http://hoondb.com/debt-ratio-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/ 0
วัฏจักรชีวิตอุตสาหกรรม http://hoondb.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/ http://hoondb.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/#comments Sun, 26 Jan 2014 11:43:25 +0000 http://hoondb.com/?p=3812 วัฏจักรชีวิตของอุตสาหกรรม หรือ Industry Life Cycle คือวงจรการขยายตัวของอุตสาหกรรม เราสามารถพิจารณาวัฏจักรชีวิตของอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ประกอบการลงทุนได้ว่าอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในระยะไหนแล้ว โดยเราสามารถแบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ได้ตามด้านล่างนี้

1. ระยะเริ่มต้น

เป็นระยะเริ่มแรกที่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่ยอมรับและยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยในช่วงนี้ยอดขายและกำไรจะค่อนข้างต่ำ แต่จะค่อย ๆ พัฒนาไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาและเงินทุนในการปรับปรุง พัฒนา และ ต่อยอดสินค้าให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

2. ระยะเติบโต

ในระยะนี้สินค้าเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับ เริ่มมองเห็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เริ่มมีคู่แข่งขันรายใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรมมากขึ้นแต่การแข่งขันยังไม่รุนแรงมากนัก โดยผลตอบแทนของบริษัทเหล่านี้จะถูกนำไปลงทุนต่อซะเป็นส่วนใหญ่เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

3. ระยะขยายตัว

ผลิตภัณฑ์กลายเป็นที่ยอมรับของตลาด ยอดขายและกำไรเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมากมายและมีการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้นกว่าเดิมมาก ความได้เปรียบจาก Economies of Scale เกิดขึ้น บริษัทเล็ก ๆ เริ่มถูกบีบออกจากตลาด

4. ระยะอิ่มตัว

การเติบโตเริ่มช้าลงและเข้าสู่ระยะอิ่มตัวเมื่อเทียบกับระยะก่อนหน้านี้ เป้าหมายหลักของบริษัทคือการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์ (Market Share) โดยบริษัทที่อยู่ในระยะนี้จะมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้นกว่าในระยะก่อนหน้า

5. ระยะเสื่อมถอย

ยอดขายและรายได้ลดน้อยลง และหากบริษัทในอุตสาหกรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไปก็อาจถูกแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมใหม่ไปเลย (เข้าสู่ระยะเสื่อมถอย)

]]>
Industry Life Cycle

วัฏจักรชีวิตของอุตสาหกรรม หรือ Industry Life Cycle คือวงจรการขยายตัวของอุตสาหกรรม เราสามารถพิจารณาวัฏจักรชีวิตของอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ประกอบการลงทุนได้ว่าอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในระยะไหนแล้ว โดยเราสามารถแบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ได้ตามด้านล่างนี้

1. ระยะเริ่มต้น

เป็นระยะเริ่มแรกที่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่ยอมรับและยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยในช่วงนี้ยอดขายและกำไรจะค่อนข้างต่ำ แต่จะค่อย ๆ พัฒนาไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาและเงินทุนในการปรับปรุง พัฒนา และ ต่อยอดสินค้าให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

2. ระยะเติบโต

ในระยะนี้สินค้าเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับ เริ่มมองเห็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เริ่มมีคู่แข่งขันรายใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรมมากขึ้นแต่การแข่งขันยังไม่รุนแรงมากนัก โดยผลตอบแทนของบริษัทเหล่านี้จะถูกนำไปลงทุนต่อซะเป็นส่วนใหญ่เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

3. ระยะขยายตัว

ผลิตภัณฑ์กลายเป็นที่ยอมรับของตลาด ยอดขายและกำไรเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมากมายและมีการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้นกว่าเดิมมาก ความได้เปรียบจาก Economies of Scale เกิดขึ้น บริษัทเล็ก ๆ เริ่มถูกบีบออกจากตลาด

4. ระยะอิ่มตัว

การเติบโตเริ่มช้าลงและเข้าสู่ระยะอิ่มตัวเมื่อเทียบกับระยะก่อนหน้านี้ เป้าหมายหลักของบริษัทคือการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์ (Market Share) โดยบริษัทที่อยู่ในระยะนี้จะมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้นกว่าในระยะก่อนหน้า

5. ระยะเสื่อมถอย

ยอดขายและรายได้ลดน้อยลง และหากบริษัทในอุตสาหกรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อีกต่อไปก็อาจถูกแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมใหม่ไปเลย (เข้าสู่ระยะเสื่อมถอย)

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8f%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/ 0
Return On Equity – ROE http://hoondb.com/return-on-equity-roe/ http://hoondb.com/return-on-equity-roe/#comments Mon, 30 Dec 2013 16:46:09 +0000 http://hoondb.com/?p=3693 ROE คืออะไร? Return On Equity (ROE) หรือ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น โดยส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับสินทรัพย์รวมลบด้วยหนี้สินรวม เราใช้ ROE ในการวัดความสามารถของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น สามารถคำนวณ ROE ได้ตามสูตรทางด้านล่างนี้

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทของคุณมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ 1 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 50 ล้านบาท ROE ในกรณีนี้ก็จะเท่ากับ 5% (50,000,000 / 1,000,000,000)

ทำไม ROE จึงมีความสำคัญ? เพราะว่า ROE คือเครื่องมือบ่งชี้ว่าบริษัทมีความสามารถในการนำกำไรกลับมาลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เติบโตขึ้นได้ดีมากน้อยแค่ไหน บางอุตสาหกรรมมีค่า ROE สูงเพราะไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์มากมายเพื่อดำเนินกิจการ เช่น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเป็นต้น แต่ในบางอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากก่อนที่จะสามารถสร้างกำไรได้ ดังนั้น นักลงทุนควรเปรียบเทียบ ROE ระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อหาจุดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากกำไรที่ได้มาไม่ได้ถูกนำไปลงทุนต่อ ค่า ROE ก็ดูเหมือนจะไม่มีความหมายมากซักเท่าไหร่ ดังนั้น การดูเพียงแค่ค่า ROE อาจไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเพื่อลงทุน

สรุปข้อมูลเกี่ยวกับ ROE ROE เท่ากับกำไรสุทธิ (หลังปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ ก่อนปันผลหุ้นสามัญ) หารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น ROE ที่ 15% – 20% โดยประมาณถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดี ตรวจสอบค่า ROE ย้อนหลัง การหาค่าเฉลี่ยอาจทำให้มองเห็นภาพการเติบโตได้ชัดเจนมากขึ้น ]]>
ความหมาย “Return On Equity”

ROE คืออะไร? Return On Equity (ROE) หรือ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น โดยส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับสินทรัพย์รวมลบด้วยหนี้สินรวม เราใช้ ROE ในการวัดความสามารถของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น สามารถคำนวณ ROE ได้ตามสูตรทางด้านล่างนี้

roe-formula

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทของคุณมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ 1 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 50 ล้านบาท ROE ในกรณีนี้ก็จะเท่ากับ 5% (50,000,000 / 1,000,000,000)

ทำไม ROE จึงมีความสำคัญ? เพราะว่า ROE คือเครื่องมือบ่งชี้ว่าบริษัทมีความสามารถในการนำกำไรกลับมาลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เติบโตขึ้นได้ดีมากน้อยแค่ไหน บางอุตสาหกรรมมีค่า ROE สูงเพราะไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์มากมายเพื่อดำเนินกิจการ เช่น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเป็นต้น แต่ในบางอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากก่อนที่จะสามารถสร้างกำไรได้ ดังนั้น นักลงทุนควรเปรียบเทียบ ROE ระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อหาจุดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากกำไรที่ได้มาไม่ได้ถูกนำไปลงทุนต่อ ค่า ROE ก็ดูเหมือนจะไม่มีความหมายมากซักเท่าไหร่ ดังนั้น การดูเพียงแค่ค่า ROE อาจไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเพื่อลงทุน

สรุปข้อมูลเกี่ยวกับ ROE

  • ROE เท่ากับกำไรสุทธิ (หลังปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ ก่อนปันผลหุ้นสามัญ) หารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น
  • ROE ที่ 15% – 20% โดยประมาณถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดี
  • ตรวจสอบค่า ROE ย้อนหลัง การหาค่าเฉลี่ยอาจทำให้มองเห็นภาพการเติบโตได้ชัดเจนมากขึ้น
]]>
http://hoondb.com/return-on-equity-roe/feed/ 0
Book Value (มูลค่าตามบัญชี) http://hoondb.com/book-value-%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5/ http://hoondb.com/book-value-%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5/#comments Mon, 21 Oct 2013 19:13:44 +0000 http://hoondb.com/?p=2575 คำว่า “Book Value” หมายความว่าอย่างไร? มูลค่าตามบัญชีคืออะไร? Book Value หรือ มูลค่าทางบัญชี คือ มูลค่าของสินทรัพย์ตามงบดุลของบริษัท สามารถคำนวณได้จากการนำ สินทรัพย์รวม ลบด้วย หนี้สินรวม (Book Value จึงเท่ากับ ผลต่างของสินทรัพย์รวมและหนี้สินรวม) ในทางทฤษฎีหากบริษัทปิดกิจการและขายสินทรัพย์ทั้งหมดหลังจากการชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนแบ่งจากสินทรัพย์ที่เหลือก็จะถูกแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน เรียกว่า มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (Book Value per Share) กล่าวคือ Book Value (มูลค่าทางบัญชี) เท่ากับ ส่วนของผู้ถือหุ้น

มูลค่าตามบัญชี (Book Value) = สินทรัพย์ – หนี้สิน

Book Value per Share = Book Value / จำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่บริษัทออกและเรียกชำระแล้ว

งบการเงิน

รูปด้านบนเป็นค่าสถิติสำคัญจากงบการเงินของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (Intuch) ในส่วนที่ไฮไลท์ด้วยสีเหลืองคือค่า P/BV Ratio ซึ่งเราสามารถนำ ราคาล่าสุด มาหารด้วยค่า P/BV เพื่อหา Book Value per Share ในกรณีด้านบน BVPS ของ Intuch จะเท่ากับ 7.56 บาท (87.25/11.54 = 7.56) หรือนำส่วนของผู้ถือหุ้นมาหารด้วยมูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้วจากงบการเงินก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน

]]>
ความหมาย “Book Value”

คำว่า “Book Value” หมายความว่าอย่างไร? มูลค่าตามบัญชีคืออะไร? Book Value หรือ มูลค่าทางบัญชี คือ มูลค่าของสินทรัพย์ตามงบดุลของบริษัท สามารถคำนวณได้จากการนำ สินทรัพย์รวม ลบด้วย หนี้สินรวม (Book Value จึงเท่ากับ ผลต่างของสินทรัพย์รวมและหนี้สินรวม) ในทางทฤษฎีหากบริษัทปิดกิจการและขายสินทรัพย์ทั้งหมดหลังจากการชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนแบ่งจากสินทรัพย์ที่เหลือก็จะถูกแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน เรียกว่า มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (Book Value per Share) กล่าวคือ Book Value (มูลค่าทางบัญชี) เท่ากับ ส่วนของผู้ถือหุ้น


มูลค่าตามบัญชี (Book Value) = สินทรัพย์ – หนี้สิน

Book Value per Share = Book Value / จำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่บริษัทออกและเรียกชำระแล้ว


book value
งบการเงิน
bookvalue2


รูปด้านบนเป็นค่าสถิติสำคัญจากงบการเงินของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (Intuch) ในส่วนที่ไฮไลท์ด้วยสีเหลืองคือค่า P/BV Ratio ซึ่งเราสามารถนำ ราคาล่าสุด มาหารด้วยค่า P/BV เพื่อหา Book Value per Share ในกรณีด้านบน BVPS ของ Intuch จะเท่ากับ 7.56 บาท (87.25/11.54 = 7.56) หรือนำส่วนของผู้ถือหุ้นมาหารด้วยมูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้วจากงบการเงินก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน

]]>
http://hoondb.com/book-value-%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5/feed/ 0
Price to Book Value (P/BV Ratio) http://hoondb.com/price-to-book-value-pbv-ratio/ http://hoondb.com/price-to-book-value-pbv-ratio/#comments Mon, 21 Oct 2013 19:13:27 +0000 http://hoondb.com/?p=2566 คำว่า “P/BV Ratio” หมายความว่าอย่างไร? Price to Book Value Ratio คืออะไร? ค่า P/BV Ratio (Price to Book Value Ratio) หรือ ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น โดยค่า P/BV ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ ราคา (P) และ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BV) ดังนั้นอัตราส่วน P/BV จึงบอกเราว่า ราคาของหุ้นนั้นคิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น

P/BV Ratio = ราคาหุ้น / มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น

ยกตัวอย่าง: รูปด้านบนเป็นค่าสถิติสำคัญจากงบการเงินของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) จะเห็นได้ว่าค่า P/BV เท่ากับ 11.54 เท่า และหากนำไปคูณด้วย มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (7.56 บาท) ก็จะได้ 87.25 ซึ่งก็คือราคาตลาดของหุ้นที่นำมาคิดเพื่อหาค่า P/BV กล่าวคือ ที่ราคา 87.25 บาท INTUCH มีราคาสูงกว่า มูลค่าทางบัญชี ถึง 11.54 เท่า

P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี?

ไม่เสมอไป เพราะแม้ว่าค่า P/BV ที่น้อยกว่า 1 จะหมายความว่านักลงทุนจะสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีได้ แต่ Book Value ไม่ได้คิดรวมมูลค่าของสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น ชื่อเสียงของแบรนด์ หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งบริษัทที่ดำเนินกิจการในรูปแบบของการให้บริการก็ไม่สามารถสะท้อนมูลค่าออกมาได้ด้วย Book Value ยกตัวอย่างเช่น บริษัทซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถจับต้องได้ ส่งผลให้มีค่า P/BV ที่สูงกว่า ดังนั้น การดูค่า P/BV เพียงอย่างเดียงคงไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจอะไร ควรดูตัวเลขอื่นประกอบการตัดสินใจด้วย

]]>
ความหมาย “P/BV Ratio”

คำว่า “P/BV Ratio” หมายความว่าอย่างไร? Price to Book Value Ratio คืออะไร? ค่า P/BV Ratio (Price to Book Value Ratio) หรือ ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น โดยค่า P/BV ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ ราคา (P) และ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BV) ดังนั้นอัตราส่วน P/BV จึงบอกเราว่า ราคาของหุ้นนั้นคิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น


book value
P/BV Ratio = ราคาหุ้น / มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น

ยกตัวอย่าง: รูปด้านบนเป็นค่าสถิติสำคัญจากงบการเงินของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) จะเห็นได้ว่าค่า P/BV เท่ากับ 11.54 เท่า และหากนำไปคูณด้วย มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (7.56 บาท) ก็จะได้ 87.25 ซึ่งก็คือราคาตลาดของหุ้นที่นำมาคิดเพื่อหาค่า P/BV กล่าวคือ ที่ราคา 87.25 บาท INTUCH มีราคาสูงกว่า มูลค่าทางบัญชี ถึง 11.54 เท่า


P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี?

ไม่เสมอไป เพราะแม้ว่าค่า P/BV ที่น้อยกว่า 1 จะหมายความว่านักลงทุนจะสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีได้ แต่ Book Value ไม่ได้คิดรวมมูลค่าของสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น ชื่อเสียงของแบรนด์ หรือ ทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งบริษัทที่ดำเนินกิจการในรูปแบบของการให้บริการก็ไม่สามารถสะท้อนมูลค่าออกมาได้ด้วย Book Value ยกตัวอย่างเช่น บริษัทซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถจับต้องได้ ส่งผลให้มีค่า P/BV ที่สูงกว่า ดังนั้น การดูค่า P/BV เพียงอย่างเดียงคงไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจอะไร ควรดูตัวเลขอื่นประกอบการตัดสินใจด้วย

]]>
http://hoondb.com/price-to-book-value-pbv-ratio/feed/ 0
Economic Cycle (วัฏจักรเศรษฐกิจ) http://hoondb.com/economic-cycle/ http://hoondb.com/economic-cycle/#comments Sun, 13 Oct 2013 15:40:20 +0000 http://hoondb.com/?p=2214 คำว่า “Economic Cycle” หมายความว่าอย่างไร? วัฏจักรเศรษฐกิจ คืออะไร? วัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) หรือ Business Cycle คือ การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจในระยะต่าง ๆ ซึ่งจะขยายและหดตัวไปตามวัฎจักร การเคลื่อนไหวเหล่านี้สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือชี้วัดหลาย ๆ อย่าง เช่น จากความผันผวนของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และ อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) เป็นต้น

Economic Cycle แบ่งออกเป็น 4 ระยะ

จากภาพด้านล่างจะสามารถสังเกตุเห็นได้ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) มีลักษณะการเคลื่อนไหวสลับขึ้นและลงเป็นเหมือนลูกคลื่น เราเรียกระยะเหล่านี้ว่า Phases เริ่มจากระยะแรกสุดจนไปถึงระยะสุดท้ายแล้วหมุนวนกลับมาที่เดิมเป็นวงจรทางเศรษฐกิจแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คือ ขยายตัว -> รุ่งเรือง -> ถดถอย -> ตกต่ำ เราอาจแบ่งเพิ่มอีก 1 ระยะหลังจาก Depression คือ “ระยะฟื้นตัวใหม่ (Revival)” แล้วค่อยวนกลับมาที่ระยะขยายตัว โดยหนึ่งวัฏจักรเศรษฐกิจอาจกินระยะเวลานานหลายปี

Expansion (คือภาวะเศรษฐกิจขยายตัว): เป็นช่วงที่การผลิต อัตราการจ้างงาน อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นเริ่มเพิ่มขึ้น รายได้และรายจ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น Boom (คือภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง): อัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นสูง การผลิตและความเชื่อมั่นทรงตัว เป็นจุดสูงสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ มีความขาดแคลนทั้งแรงงานและวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนการผลิตและระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น Recession (คือภาวะเศรษฐกิจถดถอย): ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มเป็นขาลง เป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การจ้างงาน และ ความต้องการสินค้าโดยรวมลดลง ธุรกิจเริ่มขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน Depression (คือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ): เป็นจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นตกต่ำ นโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการผลิตเริ่มเข้ามามีบทบาทและวนกลับไปสู่ระยะถัดไปของวัฎจักร ]]>
ความหมาย “Economic Cycle”

คำว่า “Economic Cycle” หมายความว่าอย่างไร? วัฏจักรเศรษฐกิจ คืออะไร? วัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) หรือ Business Cycle คือ การหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจในระยะต่าง ๆ ซึ่งจะขยายและหดตัวไปตามวัฎจักร การเคลื่อนไหวเหล่านี้สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือชี้วัดหลาย ๆ อย่าง เช่น จากความผันผวนของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และ อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) เป็นต้น


Economic Cycle แบ่งออกเป็น 4 ระยะ

จากภาพด้านล่างจะสามารถสังเกตุเห็นได้ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) มีลักษณะการเคลื่อนไหวสลับขึ้นและลงเป็นเหมือนลูกคลื่น เราเรียกระยะเหล่านี้ว่า Phases เริ่มจากระยะแรกสุดจนไปถึงระยะสุดท้ายแล้วหมุนวนกลับมาที่เดิมเป็นวงจรทางเศรษฐกิจแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คือ ขยายตัว -> รุ่งเรือง -> ถดถอย -> ตกต่ำ เราอาจแบ่งเพิ่มอีก 1 ระยะหลังจาก Depression คือ “ระยะฟื้นตัวใหม่ (Revival)” แล้วค่อยวนกลับมาที่ระยะขยายตัว โดยหนึ่งวัฏจักรเศรษฐกิจอาจกินระยะเวลานานหลายปี

วัฏจักรเศรษฐกิจ

  1. Expansion (คือภาวะเศรษฐกิจขยายตัว): เป็นช่วงที่การผลิต อัตราการจ้างงาน อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นเริ่มเพิ่มขึ้น รายได้และรายจ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น
  2. Boom (คือภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง): อัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นสูง การผลิตและความเชื่อมั่นทรงตัว เป็นจุดสูงสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ มีความขาดแคลนทั้งแรงงานและวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนการผลิตและระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น
  3. Recession (คือภาวะเศรษฐกิจถดถอย): ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มเป็นขาลง เป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การจ้างงาน และ ความต้องการสินค้าโดยรวมลดลง ธุรกิจเริ่มขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน
  4. Depression (คือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ): เป็นจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นตกต่ำ นโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการผลิตเริ่มเข้ามามีบทบาทและวนกลับไปสู่ระยะถัดไปของวัฎจักร
]]>
http://hoondb.com/economic-cycle/feed/ 0
Intrinsic Value (มูลค่าแท้จริง) http://hoondb.com/intrinsic-value/ http://hoondb.com/intrinsic-value/#comments Thu, 26 Sep 2013 19:39:03 +0000 http://hoondb.com/?p=1623 Intrinsic Value หมายความว่าอย่างไร? มูลค่าที่แท้จริง คืออะไร? Intrinsic Value คือ มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทหรือหลักทรัพย์ที่ยืนอยู่บนปัจจัยพื้นฐานของทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับกิจการทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) อาจมีค่าเท่ากับราคาตลาดหรือไม่เท่าก็ได้ นักลงทุนใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์โดยคาดหวังว่าจะเจอการลงทุนที่คุ้มค่า

มูลค่าแท้จริง vs. ราคาตลาด

ภาพด้านล่างคือตัวอย่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Intrinsic Value (มูลค่าที่แท้จริง) และ Market Price (ราคาตลาด) จะเห็นได้ว่าราคาตลาดมีการเหวี่ยงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา หากสามารถประเมินมูลค่าที่แท้จริง (เส้นสีแดง) ได้อย่างถูกต้อง นักลงทุนควรขายในระหว่างที่ Overpriced (ราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง) และซื้อในช่วง Underpriced (ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง)

ยกตัวอย่าง Intrinsic Value

ยกตัวอย่าง: คุณทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้ว โดยจากการประเมินหุ้น A มีราคาเหมาะสมอยู่ที่ 100 บาทต่อหุ้น แต่ในขณะนั้นราคาหุ้น A กลับอยู่ที่ 70 บาทต่อหุ้น Intrinsic Value ของหุ้น A สำหรับคุณเท่ากับ 100 บาท คุณเลยรีบทำการเข้าซื้อหุ้น A ในทันทีโดยคาดหวังว่าจะได้ส่วนลด หรือ กำไรจากส่วนต่างนี้ จะเห็นได้ว่าการประเมินมูลค่าที่แท้จริงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจสำหรับลงทุนมาก แต่ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถประเมิน Intrinsic Value ได้อย่างแม่นยำ คุณก็อาจต้องนั่งรอให้ถึงระยะเวลาที่ตลาดหุ้นสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงออกมาอยู่ดี ซึ่งจะนานแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้!

สูตรการคำนวณ Intrinsic Value

นักลงทุนหลายคนใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ไม่สามารถจับต้องได้ในการหามูลค่าที่แท้จริง บางคนก็ว่าไปตามข่าวลือ คนส่วนใหญ่คิดว่าดี มันก็ต้องดีสิ จริงมั้ย? ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องนำไปพิจารณากันเอง หากตัดเรื่องวิสัยทัศน์ส่วนบุคคลออกไป เราสามารถคำนวณ Intrinsic Value ได้หลายวิธีเช่น Dividend Discount Model (การประเมินมูลค่าหุ้นโดยการคิดลดเงินปันผล), Residual Income Model (การวัดมูลค่าหลักทรัพย์ตามวิธีกําไรส่วนเกิน) และ Discounted Cash Flow (การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด)

Margin of Safety และ Intrinsic Value

โดยทั่วไปหลังจากที่คำนวณหา Intrinsic Value ได้แล้ว การกำหนด Margin of Safety หรือ ส่วนเผื่อความปลอดภัย (ระหว่างราคาตลาดและราคาประเมิน) เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะมันสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ อ่าน Margin of Safety ต่อที่นี่ >

ข้อสังเกตุเกี่ยวกับ Intrinsic Value คุณไม่สามารถบอกได้ว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ได้จากการประเมินนั้นจะถูกต้อง คุณไม่รู้ว่าต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหนกว่าตลาดจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงออกมา ช่วงระยะเวลาที่นานสามารถส่งผลให้ Intrinsic Value ของบริษัทที่เคยประเมินไว้เปลี่ยนไป หากมูลค่าที่แท้จริงไม่ถูกสะท้อนออกมา และอาจไม่ถูกสะท้อนออกมาเพราะเราไม่รู้ “ระยะเวลา” กว่าที่ตลาดจะวิ่งเข้าสู่มูลค่าที่แท้จริง อาจจะนานหลายวัน หรือหลายปี Intrinsic Value ฟังดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ตัวเลขที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่… ]]>
ความหมาย Intrinsic Value

Intrinsic Value หมายความว่าอย่างไร? มูลค่าที่แท้จริง คืออะไร? Intrinsic Value คือ มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทหรือหลักทรัพย์ที่ยืนอยู่บนปัจจัยพื้นฐานของทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวกับกิจการทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) อาจมีค่าเท่ากับราคาตลาดหรือไม่เท่าก็ได้ นักลงทุนใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์โดยคาดหวังว่าจะเจอการลงทุนที่คุ้มค่า


มูลค่าแท้จริง vs. ราคาตลาด

ภาพด้านล่างคือตัวอย่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Intrinsic Value (มูลค่าที่แท้จริง) และ Market Price (ราคาตลาด) จะเห็นได้ว่าราคาตลาดมีการเหวี่ยงขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา หากสามารถประเมินมูลค่าที่แท้จริง (เส้นสีแดง) ได้อย่างถูกต้อง นักลงทุนควรขายในระหว่างที่ Overpriced (ราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง) และซื้อในช่วง Underpriced (ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง)

มูลค่าที่แท้จริง intrinsic value


ยกตัวอย่าง Intrinsic Value

ยกตัวอย่าง: คุณทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้ว โดยจากการประเมินหุ้น A มีราคาเหมาะสมอยู่ที่ 100 บาทต่อหุ้น แต่ในขณะนั้นราคาหุ้น A กลับอยู่ที่ 70 บาทต่อหุ้น Intrinsic Value ของหุ้น A สำหรับคุณเท่ากับ 100 บาท คุณเลยรีบทำการเข้าซื้อหุ้น A ในทันทีโดยคาดหวังว่าจะได้ส่วนลด หรือ กำไรจากส่วนต่างนี้ จะเห็นได้ว่าการประเมินมูลค่าที่แท้จริงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจสำหรับลงทุนมาก แต่ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถประเมิน Intrinsic Value ได้อย่างแม่นยำ คุณก็อาจต้องนั่งรอให้ถึงระยะเวลาที่ตลาดหุ้นสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงออกมาอยู่ดี ซึ่งจะนานแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้!


สูตรการคำนวณ Intrinsic Value

นักลงทุนหลายคนใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ไม่สามารถจับต้องได้ในการหามูลค่าที่แท้จริง บางคนก็ว่าไปตามข่าวลือ คนส่วนใหญ่คิดว่าดี มันก็ต้องดีสิ จริงมั้ย? ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องนำไปพิจารณากันเอง หากตัดเรื่องวิสัยทัศน์ส่วนบุคคลออกไป เราสามารถคำนวณ Intrinsic Value ได้หลายวิธีเช่น Dividend Discount Model (การประเมินมูลค่าหุ้นโดยการคิดลดเงินปันผล), Residual Income Model (การวัดมูลค่าหลักทรัพย์ตามวิธีกําไรส่วนเกิน) และ Discounted Cash Flow (การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด)


Margin of Safety และ Intrinsic Value

โดยทั่วไปหลังจากที่คำนวณหา Intrinsic Value ได้แล้ว การกำหนด Margin of Safety หรือ ส่วนเผื่อความปลอดภัย (ระหว่างราคาตลาดและราคาประเมิน) เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะมันสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ อ่าน Margin of Safety ต่อที่นี่ >


ข้อสังเกตุเกี่ยวกับ Intrinsic Value

  • คุณไม่สามารถบอกได้ว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ได้จากการประเมินนั้นจะถูกต้อง
  • คุณไม่รู้ว่าต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหนกว่าตลาดจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงออกมา
  • ช่วงระยะเวลาที่นานสามารถส่งผลให้ Intrinsic Value ของบริษัทที่เคยประเมินไว้เปลี่ยนไป
  • หากมูลค่าที่แท้จริงไม่ถูกสะท้อนออกมา และอาจไม่ถูกสะท้อนออกมาเพราะเราไม่รู้ “ระยะเวลา” กว่าที่ตลาดจะวิ่งเข้าสู่มูลค่าที่แท้จริง อาจจะนานหลายวัน หรือหลายปี Intrinsic Value ฟังดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ตัวเลขที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่…

]]>
http://hoondb.com/intrinsic-value/feed/ 0
Margin of Safety (ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย) http://hoondb.com/margin-of-safety/ http://hoondb.com/margin-of-safety/#comments Thu, 26 Sep 2013 19:38:57 +0000 http://hoondb.com/?p=1681 คำว่า “Margin of Safety” หมายความว่าอย่างไร? ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย คืออะไร? ในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis) นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นได้ก็ต่อเมื่อราคาตลาดนั้นต่ำกว่า Intrinsic value หรือพูดง่าย ๆ ก็คือหากราคาหุ้นตกลงต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่นักลงทุนได้ประเมินไว้ ส่วนต่างตรงนี้เราเรียกว่า Margin of Safety (MOS) นักลงทุนอย่าง Benjamin Graham และ Warren Buffett ได้ทำให้ Margin of Safety เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น มันคือปรัชญาแห่งการลงทุนสำหรับพวกเขา แม้ว่าการใช้ Margin of Safety จะไม่ได้รับรองถึงความสำเร็จในการลงทุน แต่มันก็ช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ของตัวผู้ลงทุนเอง

Margin of Safety กับเรื่องทั่วไป

Margin of Safety ไม่ได้ถูกใช้ในเรื่องของการเงินเพียงอย่างเดียว มันยังถูกใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้อีกด้วย ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม การมี “ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย” ย่อมปลอดภัยกว่าอย่างแน่นอน ลองสมมุติหากคุณคำนวณดูแล้วว่าวันพรุ่งนี้ต้องใช้เงินทั้งหมด 100 บาท คุณจะพกเงินติดตัวไปเท่าไหร่? 100 บาทพอดี หรือมากกว่านั้นเผื่อฉุกเฉิน? หุ้นก็เช่นเดียวกัน หากคุณประเมินออกมาแล้วว่า Intrinsic value ของหุ้นอยู่ที่ 100 บาท การซื้อที่ 70 บาทจะทำให้มี Margin of Safety เหลืออยู่ในกรณีที่คุณประเมินผิด: Intrinsic value จริง ๆ แล้วเท่ากับ 80 บาท

หลักเกณฑ์ของ Margin of Safety

ตามหลักแล้วการมีพื้นที่ของ Margin of Safety ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี มันหมายความว่าความเสี่ยงจะถูกลดลงให้เหลือน้อยมาก แต่ต้องอย่าลืมว่านั่นอาจทำให้เราพลาดโอกาศดี ๆ ไปได้เหมือนกัน (Low risk, low return) การกำหนดค่า Margin of Safety จึงไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับระบบที่นักลงทุนแต่ละคนจะพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับตนเอง

]]>
ความหมาย “Margin of Safety”

คำว่า “Margin of Safety” หมายความว่าอย่างไร? ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย คืออะไร? ในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis) นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นได้ก็ต่อเมื่อราคาตลาดนั้นต่ำกว่า Intrinsic value หรือพูดง่าย ๆ ก็คือหากราคาหุ้นตกลงต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่นักลงทุนได้ประเมินไว้ ส่วนต่างตรงนี้เราเรียกว่า Margin of Safety (MOS) นักลงทุนอย่าง Benjamin Graham และ Warren Buffett ได้ทำให้ Margin of Safety เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น มันคือปรัชญาแห่งการลงทุนสำหรับพวกเขา แม้ว่าการใช้ Margin of Safety จะไม่ได้รับรองถึงความสำเร็จในการลงทุน แต่มันก็ช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ของตัวผู้ลงทุนเอง


Margin of Safety กับเรื่องทั่วไป

Margin of Safety ไม่ได้ถูกใช้ในเรื่องของการเงินเพียงอย่างเดียว มันยังถูกใช้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตจริงได้อีกด้วย ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม การมี “ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย” ย่อมปลอดภัยกว่าอย่างแน่นอน ลองสมมุติหากคุณคำนวณดูแล้วว่าวันพรุ่งนี้ต้องใช้เงินทั้งหมด 100 บาท คุณจะพกเงินติดตัวไปเท่าไหร่? 100 บาทพอดี หรือมากกว่านั้นเผื่อฉุกเฉิน? หุ้นก็เช่นเดียวกัน หากคุณประเมินออกมาแล้วว่า Intrinsic value ของหุ้นอยู่ที่ 100 บาท การซื้อที่ 70 บาทจะทำให้มี Margin of Safety เหลืออยู่ในกรณีที่คุณประเมินผิด: Intrinsic value จริง ๆ แล้วเท่ากับ 80 บาท


หลักเกณฑ์ของ Margin of Safety

ตามหลักแล้วการมีพื้นที่ของ Margin of Safety ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี มันหมายความว่าความเสี่ยงจะถูกลดลงให้เหลือน้อยมาก แต่ต้องอย่าลืมว่านั่นอาจทำให้เราพลาดโอกาศดี ๆ ไปได้เหมือนกัน (Low risk, low return) การกำหนดค่า Margin of Safety จึงไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับระบบที่นักลงทุนแต่ละคนจะพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับตนเอง

]]>
http://hoondb.com/margin-of-safety/feed/ 0
Price-Earnings Ratio (P/E Ratio) http://hoondb.com/pe-ratio/ http://hoondb.com/pe-ratio/#comments Wed, 25 Sep 2013 15:41:34 +0000 http://hoondb.com/?p=1437 คำว่า “P/E Ratio” หมายความว่าอย่างไร? Price-Earnings Ratio คืออะไร? ค่า P/E Ratio (Price-Earnings Ratio) หรือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น/ราคาปิดต่อกำไรสุทธิ มันคืออัตราส่วนที่ได้จากการคำนวณโดยใช้ ราคาตลาดของหุ้น หารด้วย กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) โดยทั่วไปแล้ว การที่บริษัทมีค่า P/E สูงสามารถตีความได้ว่า นักลงทุนคาดหวังกำไรจากการเติบโตในอนาคตหากเทียบกับบริษัทที่มีค่า P/E ต่ำกว่า การเปรียบเทียบค่า P/E กับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหมวดธุรกิจเดียวกัน และ/หรือ เปรียบเทียบย้อนหลังมักจะสามารถบอกอะไรได้มากกว่าอย่างไรก็ตาม การดูแค่ค่า P/E เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายหรือสรุปเรื่องราวทั้งหมดได้

การคำนวณ P/E Ratio

P/E Ratio = ราคาหุ้นปัจจุบัน x [(จำนวนหุ้นสามัญ + จำนวนหุ้นบุริมสิทธิ) – จำนวนหุ้นซื้อคืน] / กำไรงวด 12 เดือนล่าสุด

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ใช้ “กำไรสุทธิต่อหุ้นสามัญ” ในการคำนวณค่า P/E แต่จะใช้ “กำไรสุทธิที่บริษัทนั้นทำได้ในรอบระยะเวลา 12 เดือนล่าสุด” ในการคำนวณแทน ประเภทหลักทรัพย์ที่ถูกคำนวณได้แก่ หลักทรัพย์ (เฉพาะหุ้นสามัญ ยกเว้น หลักทรัพย์ที่จัดอยู่ใน หมวดธุรกิจ กองทุนรวมอหังสาริมทรัพย์), หมวดธุรกิจ, กลุ่มอุตสาหกรรม, ตลาดรวม (SET, mai), SET50 และ SET100

[สูตรการคํานวณ]

ยกตัวอย่าง P/E Ratio หุ้น A หุ้น B  ราคาหุ้นปัจจุบัน 100 100  กำไรต่อหุ้น (EPS) 5 10  P/E ratio 20 10  เงินปันผล 5 10  อัตราค่าตอบแทน 5% 10%

สมมุติว่าหุ้น A และ หุ้น B มีราคาเท่ากันคือ 100 บาท และจ่ายเงินปันผลคิดเป็น 100% ของกำไร จุดที่แตกต่างกันคือหุ้น A มีกำไรต่อหุ้นแค่ 5 บาทในขณะที่ หุ้น B มีกำไรมากต่อหุ้นมากถึง 10 บาท แน่นอนว่าหากสองบริษัทนี้เหมือนกันทุกอย่างแบบเป๊ะ ๆ เราก็สามารถบอกได้ว่า หุ้น B นั้นเหมาะสมกว่าสำหรับการลงทุนเพราะจะใช้เวลาคืนทุนเพียงแค่ 10 ปี ในขณะที่หุ้น A ต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการคืนทุน

การตีความ P/E Ratio   N.A. บริษัทที่ไม่มีกำไรจะมีค่า P/E เป็น N.A. อย่างไรก็ตามบริษัทที่ขาดทุนก็จะมีค่าเป็น N.A. เช่นเดียวกัน แม้ว่าค่า P/E แบบติดลบจะสามารถคำนวณได้ก็ตาม 0–10 ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือกำไรของบริษัทอาจสูงกว่าปรกติ บริษัทอาจได้กำไรจากการขายสินทรัพย์ 10–17 หลาย ๆ บริษัทมีค่า P/E Ratio อยู่ประมาณนี้ อาจจัดได้ว่าเป็นมูลค่ายุติธรรม 17–25 ราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าประเมิน หรือ กำไรของบริษัทเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม อาจจัดได้ว่าเป็นหุ้นเติบโต 25+ บริษัทที่มีค่า P/E สูงมากจัดได้ว่าเป็นหุ้นเติบโตที่มีความคาดหวังสูง หรือกำไรในปีนี้มีน้อยมาก หรือกำลังอยู่ในสภาวะฟองสบู่ (Speculative Bubble)

[ข้อมูลจากวิกิพีเดีย]

ด้านบนคือตัวอย่างการตีความของค่าพีอี แต่การดูค่า P/E Ratio เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินสถานะของบริษัท โดยทั่วไปแล้วนักวิเคราะห์จะต้องดูอย่างอื่นประกอบการตัดสินใจด้วย หลังจากเปรียบเทียบข้อมูลต่าง ๆ (เช่น P/E ของกลุ่มอุตสาหกรรม) เรียบร้อยแล้ว เราจะสามารถแบ่งค่า P/E Ratio ออกได้เป็นสามแบบคือ ต่ำกว่ามูลค่าประเมิน มูลค่ายุติธรรม และ สูงกว่ามูลค่าประเมิน (Undervalue, Fair value และ Overvalue ตามลำดับ)

P/E ratio และ การเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบค่า P/E ระหว่างบริษัทเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรจะเป็นบริษัทที่อยู่ในหมวดเดียวกันด้วย เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE, DTAC) การเอา P/E ของธุรกิจการเกษตร มาเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารคงจะไม่เหมาะสมซักเท่าไหร่ และก็คงจะบอกอะไรไม่ได้มากอีกด้วย ที่สำคัญคือต้องอย่าลืมว่าแม้ค่า P/E ที่ได้จากการเปรียบเทียบจะแพงน้อยกว่า แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าค่า P/E ที่ได้มานั้นจะถูก ตัวที่เราใช้เปรียบเทียบอาจจะ Overvalue อยู่ก็เป็นได้! การเปรียบเทียบค่า P/E ยังสามารถทำได้ระหว่างตลาดหุ้นด้วย เช่น เทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน (Jakarta Stock Exchange Composite Index, Philippines Stock Exchange PSEi Index, Vietnam Ho Chi Minh Stock Index / VN-Index เป็นต้น)

P/E ratio สูงมาก !?

การที่ค่า P/E Ratio สูงไม่ได้หมายความว่าจะแย่สำหรับการลงทุนเสมอไป สมมุติว่าบริษัท A มี P/E Ratio = 50 แต่คาดว่าปีหน้าจะมีกำไรต่อหุ้นที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ถ้าหากราคาของหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง บริษัท A จะมีค่า P/E Ratio ลดน้อยลง ทำให้ราคาของมันดูสมเหตุสมผลมากขึ้น ในบางครั้งการหลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่มีค่า P/E สูงเกินอาจทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ก็เป็นได้ หุ้นเติบโตส่วนใหญ่มักจะมีค่า P/E ที่สูงมาก แต่หลังจากการเติบโตเริ่มชลอตัว ค่า P/E ก็จะเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปรกติ ยกตัวอย่างเช่นหุ้นของ Google ที่เคยมีค่า P/E ขึ้นไปมากถึง 133 เท่า

Trailing P/E

Trailing P/E = ราคาหุ้นปัจจุบัน / กำไรสุทธิต่อหุ้น 4 ไตรมาสล่าสุด

Trailing P/E: คือ P/E อดีต หรือค่า P/E ที่ได้จากการคำนวณโดยใช้กำไรสุทธิต่อหุ้นย้อนหลัง (ข้อเท็จจริง) ซึ่งแตกต่างจาก Forward P/E ที่ต้องใช้การคาดการณ์ Trailing P/E จึงจัดได้ว่าเป็นข้อมูลที่แม่นยำที่สุด และเป็นค่า P/E ที่ถูกใช้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพราะราคาของหุ้นขยับขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาในขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้นคงที่ Forward P/E จึงเข้ามามีบทบาทในการประเมินค่าบริษัท

Forward P/E

Forward P/E = ราคาหุ้นปัจจุบัน / กำไรสุทธิต่อหุ้นที่คาดการณ์

Forward P/E: คือ P/E อนาคต หรือการคาดการณ์กำไรล่วงหน้าสำหรับใช้ในการคำนวณหาค่า P/E แน่นอนว่าการใช้กำไรจากการคาดการณ์เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนหากเทียบกับข้อมูลปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เราสามารถใช้ประโยชน์จาก Forward P/E สำหรับการวิเคราะห์ต่าง ๆ ได้ เช่น หากเราคาดการณ์ว่าจะมีกำไรเพิ่มมากขึ้นในอนาคต P/E ที่คำนวณออกมาก็จะต่ำกว่าค่า P/E ในปัจจุบัน เรายังสามารถใช้ Forward P/E เพื่อเปรียบเทียบบริษัทที่มีความคาดหวังในอนาคตสูงกับบริษัททั่ว ๆ ไปได้อีกด้วย

Forward P/E vs. Trailing P/E

Forward หรือ Trailing? แล้วทำไมไม่ดูมันทั้งคู่เลยหล่ะ? บางครั้ง forward P/E และ trailing P/E ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ในบางครั้งก็แตกต่างกันมากเหลือเกิน ถ้ามันแตกต่างให้ลองวิเคราะห์และหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาเหตุผลมารองรับ การที่บริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็สามารถส่งผลให้ forward P/E มากกว่า trailing P/E ได้

 E ของ P/E ratio

ตัว E ของ P/E ratio เป็นตัวเลขที่สำคัญและไม่ควรถูกละเลยเป็นอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ดังนั้นเราควรตรวจดูให้แน่ใจก่อนว่าตัว E นั้นสมเหตุสมผลและไม่ถูกบิดเบือน

การใช้ Trailing P/E กับหุ้นวัฏจักร (Cyclical stock): หุ้นวัฏจักรมีรอบของมันอยู่ การที่ค่า Trailing P/E ต่ำอาจหมายความว่า กำไร (E) มีสูงมากในช่วงที่ผ่านมา และนั่นอาจหมายความว่าใกล้หมดรอบของมันแล้วก็เป็นได้ (กำไรตก) ต้องระวัง! เหตุการณ์ไม่คาดคิด: สมมุติว่าบริษัทถูกฟ้อง หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอะไรก็ตามแต่ ที่ส่งผลกระทบให้ E ตก ทำให้ trailing P/E พุ่งสูงขึ้นมาก (ถูกบิดเบือน) การขายสินทรัพย์:  ขายโรงงาน ขายที่ดิน หรืออะไรก็ตามที่ส่งผลให้ E สูงขึ้นเพียงชั่วคราว ส่งผลให้ P/E ต่ำลง ทั้งที่ความเป็นจริงหากใช้กำไรปรกติมาคำนวณ แล้วค่า P/E นั้นอาจห่างไกลจากคำว่าถูก (ถูกบิดเบือน) สรุปเรื่องราวของ P/E ratio

หนี้สิน สินทรัพย์ กระแสเงินสด คู่แข่ง ความยั่งยืนของบริษัท การบริหารงาน และอื่น ๆ อีกมากมายที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจสำหรับการลงทุนในบริษัท ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาโดย PE ratio ค่าพีอีเป็นเพียงหนึ่งตัวเลขเท่านั้น การตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบย่อมไม่สามารถทำได้ด้วยการดูเพียงแค่หนึ่งตัวเลขอย่างแน่นอน ลองสมมุติดูว่าเราต้องการรู้ข้อมูลอะไรบ้างนอกเหนือจากค่า P/E ก่อนที่จะลงทุนในบริษัทแห่งไหนก็ตาม จะเห็นได้ว่าของถูกไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป

ข้อสังเกตุเกี่ยวกับ P/E ratio P/E ratio สูงมักจะหมายความว่านักลงทุนคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตในอนาคต ค่าเฉลี่ย P/E ratio ของ SET อยู่ที่ 14 เท่า (Feb 2012) และ 18 เท่า (Feb 2013) ขยับขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างปี P/E ratio สามารถใช้ กำไรสุทธิต่อหุ้นคาดการณ์ เพื่อหา forward P/E ratio บริษัทที่ขาดทุนจะไม่มี P/E ratio (N.A.) ]]>
ความหมาย “P/E Ratio”

คำว่า “P/E Ratio” หมายความว่าอย่างไร? Price-Earnings Ratio คืออะไร? ค่า P/E Ratio (Price-Earnings Ratio) หรือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น/ราคาปิดต่อกำไรสุทธิ มันคืออัตราส่วนที่ได้จากการคำนวณโดยใช้ ราคาตลาดของหุ้น หารด้วย กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) โดยทั่วไปแล้ว การที่บริษัทมีค่า P/E สูงสามารถตีความได้ว่า นักลงทุนคาดหวังกำไรจากการเติบโตในอนาคตหากเทียบกับบริษัทที่มีค่า P/E ต่ำกว่า การเปรียบเทียบค่า P/E กับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหมวดธุรกิจเดียวกัน และ/หรือ เปรียบเทียบย้อนหลังมักจะสามารถบอกอะไรได้มากกว่าอย่างไรก็ตาม การดูแค่ค่า P/E เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายหรือสรุปเรื่องราวทั้งหมดได้


การคำนวณ P/E Ratio

P/E Ratioราคาหุ้นปัจจุบัน x [(จำนวนหุ้นสามัญ + จำนวนหุ้นบุริมสิทธิ) – จำนวนหุ้นซื้อคืน] / กำไรงวด 12 เดือนล่าสุด

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ใช้ “กำไรสุทธิต่อหุ้นสามัญ” ในการคำนวณค่า P/E แต่จะใช้ “กำไรสุทธิที่บริษัทนั้นทำได้ในรอบระยะเวลา 12 เดือนล่าสุด” ในการคำนวณแทน ประเภทหลักทรัพย์ที่ถูกคำนวณได้แก่ หลักทรัพย์ (เฉพาะหุ้นสามัญ ยกเว้น หลักทรัพย์ที่จัดอยู่ใน หมวดธุรกิจ กองทุนรวมอหังสาริมทรัพย์), หมวดธุรกิจ, กลุ่มอุตสาหกรรม, ตลาดรวม (SET, mai), SET50 และ SET100

[สูตรการคํานวณ]


ยกตัวอย่าง P/E Ratio

หุ้น A หุ้น B
 ราคาหุ้นปัจจุบัน 100 100
 กำไรต่อหุ้น (EPS) 5 10
 P/E ratio 20 10
 เงินปันผล 5 10
 อัตราค่าตอบแทน 5% 10%

สมมุติว่าหุ้น A และ หุ้น B มีราคาเท่ากันคือ 100 บาท และจ่ายเงินปันผลคิดเป็น 100% ของกำไร จุดที่แตกต่างกันคือหุ้น A มีกำไรต่อหุ้นแค่ 5 บาทในขณะที่ หุ้น B มีกำไรมากต่อหุ้นมากถึง 10 บาท แน่นอนว่าหากสองบริษัทนี้เหมือนกันทุกอย่างแบบเป๊ะ ๆ เราก็สามารถบอกได้ว่า หุ้น B นั้นเหมาะสมกว่าสำหรับการลงทุนเพราะจะใช้เวลาคืนทุนเพียงแค่ 10 ปี ในขณะที่หุ้น A ต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการคืนทุน


การตีความ P/E Ratio

  N.A. บริษัทที่ไม่มีกำไรจะมีค่า P/E เป็น N.A. อย่างไรก็ตามบริษัทที่ขาดทุนก็จะมีค่าเป็น N.A. เช่นเดียวกัน แม้ว่าค่า P/E แบบติดลบจะสามารถคำนวณได้ก็ตาม
0–10 ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือกำไรของบริษัทอาจสูงกว่าปรกติ บริษัทอาจได้กำไรจากการขายสินทรัพย์
10–17 หลาย ๆ บริษัทมีค่า P/E Ratio อยู่ประมาณนี้ อาจจัดได้ว่าเป็นมูลค่ายุติธรรม
17–25 ราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าประเมิน หรือ กำไรของบริษัทเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม อาจจัดได้ว่าเป็นหุ้นเติบโต
25+ บริษัทที่มีค่า P/E สูงมากจัดได้ว่าเป็นหุ้นเติบโตที่มีความคาดหวังสูง หรือกำไรในปีนี้มีน้อยมาก หรือกำลังอยู่ในสภาวะฟองสบู่ (Speculative Bubble)

[ข้อมูลจากวิกิพีเดีย]

ด้านบนคือตัวอย่างการตีความของค่าพีอี แต่การดูค่า P/E Ratio เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินสถานะของบริษัท โดยทั่วไปแล้วนักวิเคราะห์จะต้องดูอย่างอื่นประกอบการตัดสินใจด้วย หลังจากเปรียบเทียบข้อมูลต่าง ๆ (เช่น P/E ของกลุ่มอุตสาหกรรม) เรียบร้อยแล้ว เราจะสามารถแบ่งค่า P/E Ratio ออกได้เป็นสามแบบคือ ต่ำกว่ามูลค่าประเมิน มูลค่ายุติธรรม และ สูงกว่ามูลค่าประเมิน (Undervalue, Fair value และ Overvalue ตามลำดับ)


P/E ratio และ การเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบค่า P/E ระหว่างบริษัทเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรจะเป็นบริษัทที่อยู่ในหมวดเดียวกันด้วย เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE, DTAC) การเอา P/E ของธุรกิจการเกษตร มาเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารคงจะไม่เหมาะสมซักเท่าไหร่ และก็คงจะบอกอะไรไม่ได้มากอีกด้วย ที่สำคัญคือต้องอย่าลืมว่าแม้ค่า P/E ที่ได้จากการเปรียบเทียบจะแพงน้อยกว่า แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าค่า P/E ที่ได้มานั้นจะถูก ตัวที่เราใช้เปรียบเทียบอาจจะ Overvalue อยู่ก็เป็นได้! การเปรียบเทียบค่า P/E ยังสามารถทำได้ระหว่างตลาดหุ้นด้วย เช่น เทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน (Jakarta Stock Exchange Composite Index, Philippines Stock Exchange PSEi Index, Vietnam Ho Chi Minh Stock Index / VN-Index เป็นต้น)


P/E ratio สูงมาก !?

การที่ค่า P/E Ratio สูงไม่ได้หมายความว่าจะแย่สำหรับการลงทุนเสมอไป สมมุติว่าบริษัท A มี P/E Ratio = 50 แต่คาดว่าปีหน้าจะมีกำไรต่อหุ้นที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ถ้าหากราคาของหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง บริษัท A จะมีค่า P/E Ratio ลดน้อยลง ทำให้ราคาของมันดูสมเหตุสมผลมากขึ้น ในบางครั้งการหลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่มีค่า P/E สูงเกินอาจทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ก็เป็นได้ หุ้นเติบโตส่วนใหญ่มักจะมีค่า P/E ที่สูงมาก แต่หลังจากการเติบโตเริ่มชลอตัว ค่า P/E ก็จะเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปรกติ ยกตัวอย่างเช่นหุ้นของ Google ที่เคยมีค่า P/E ขึ้นไปมากถึง 133 เท่า


Trailing P/E

Trailing P/E = ราคาหุ้นปัจจุบัน / กำไรสุทธิต่อหุ้น 4 ไตรมาสล่าสุด

Trailing P/E: คือ P/E อดีต หรือค่า P/E ที่ได้จากการคำนวณโดยใช้กำไรสุทธิต่อหุ้นย้อนหลัง (ข้อเท็จจริง) ซึ่งแตกต่างจาก Forward P/E ที่ต้องใช้การคาดการณ์ Trailing P/E จึงจัดได้ว่าเป็นข้อมูลที่แม่นยำที่สุด และเป็นค่า P/E ที่ถูกใช้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม เพราะราคาของหุ้นขยับขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาในขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้นคงที่ Forward P/E จึงเข้ามามีบทบาทในการประเมินค่าบริษัท


Forward P/E

Forward P/E = ราคาหุ้นปัจจุบัน / กำไรสุทธิต่อหุ้นที่คาดการณ์

Forward P/E: คือ P/E อนาคต หรือการคาดการณ์กำไรล่วงหน้าสำหรับใช้ในการคำนวณหาค่า P/E แน่นอนว่าการใช้กำไรจากการคาดการณ์เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนหากเทียบกับข้อมูลปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เราสามารถใช้ประโยชน์จาก Forward P/E สำหรับการวิเคราะห์ต่าง ๆ ได้ เช่น หากเราคาดการณ์ว่าจะมีกำไรเพิ่มมากขึ้นในอนาคต P/E ที่คำนวณออกมาก็จะต่ำกว่าค่า P/E ในปัจจุบัน เรายังสามารถใช้ Forward P/E เพื่อเปรียบเทียบบริษัทที่มีความคาดหวังในอนาคตสูงกับบริษัททั่ว ๆ ไปได้อีกด้วย


Forward P/E vs. Trailing P/E

Forward หรือ Trailing? แล้วทำไมไม่ดูมันทั้งคู่เลยหล่ะ? บางครั้ง forward P/E และ trailing P/E ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ในบางครั้งก็แตกต่างกันมากเหลือเกิน ถ้ามันแตกต่างให้ลองวิเคราะห์และหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาเหตุผลมารองรับ การที่บริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วก็สามารถส่งผลให้ forward P/E มากกว่า trailing P/E ได้


 E ของ P/E ratio

ตัว E ของ P/E ratio เป็นตัวเลขที่สำคัญและไม่ควรถูกละเลยเป็นอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ดังนั้นเราควรตรวจดูให้แน่ใจก่อนว่าตัว E นั้นสมเหตุสมผลและไม่ถูกบิดเบือน

  • การใช้ Trailing P/E กับหุ้นวัฏจักร (Cyclical stock): หุ้นวัฏจักรมีรอบของมันอยู่ การที่ค่า Trailing P/E ต่ำอาจหมายความว่า กำไร (E) มีสูงมากในช่วงที่ผ่านมา และนั่นอาจหมายความว่าใกล้หมดรอบของมันแล้วก็เป็นได้ (กำไรตก) ต้องระวัง!
  • เหตุการณ์ไม่คาดคิด: สมมุติว่าบริษัทถูกฟ้อง หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอะไรก็ตามแต่ ที่ส่งผลกระทบให้ E ตก ทำให้ trailing P/E พุ่งสูงขึ้นมาก (ถูกบิดเบือน)
  • การขายสินทรัพย์:  ขายโรงงาน ขายที่ดิน หรืออะไรก็ตามที่ส่งผลให้ E สูงขึ้นเพียงชั่วคราว ส่งผลให้ P/E ต่ำลง ทั้งที่ความเป็นจริงหากใช้กำไรปรกติมาคำนวณ แล้วค่า P/E นั้นอาจห่างไกลจากคำว่าถูก (ถูกบิดเบือน)

สรุปเรื่องราวของ P/E ratio

หนี้สิน สินทรัพย์ กระแสเงินสด คู่แข่ง ความยั่งยืนของบริษัท การบริหารงาน และอื่น ๆ อีกมากมายที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจสำหรับการลงทุนในบริษัท ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาโดย PE ratio ค่าพีอีเป็นเพียงหนึ่งตัวเลขเท่านั้น การตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบย่อมไม่สามารถทำได้ด้วยการดูเพียงแค่หนึ่งตัวเลขอย่างแน่นอน ลองสมมุติดูว่าเราต้องการรู้ข้อมูลอะไรบ้างนอกเหนือจากค่า P/E ก่อนที่จะลงทุนในบริษัทแห่งไหนก็ตาม จะเห็นได้ว่าของถูกไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป


ข้อสังเกตุเกี่ยวกับ P/E ratio

  • P/E ratio สูงมักจะหมายความว่านักลงทุนคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตในอนาคต
  • ค่าเฉลี่ย P/E ratio ของ SET อยู่ที่ 14 เท่า (Feb 2012) และ 18 เท่า (Feb 2013) ขยับขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างปี
  • P/E ratio สามารถใช้ กำไรสุทธิต่อหุ้นคาดการณ์ เพื่อหา forward P/E ratio
  • บริษัทที่ขาดทุนจะไม่มี P/E ratio (N.A.)
]]>
http://hoondb.com/pe-ratio/feed/ 0