หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » ความรู้ทั่วไป http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.16 อะไรคือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น? http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments Tue, 01 Apr 2014 13:03:56 +0000 http://hoondb.com/?p=4129 ราคาหุ้นเคลื่อนไหวขึ้นลงทุกวันไปตามปัจจัยต่าง ๆ ลองอ่าน “ทำไมหุ้นมีขึ้น และก็มีลง?” ตรงนี้ก่อน! ประเด็นที่สำคัญจริง ๆ ไม่ใช่แค่ Demand & Supply แต่เป็นที่มาของความต้องการเบื้องหลังหุ้นแต่ละตัวต่างหาก บ้างก็ว่าข่าวที่เกี่ยวกับบริษัท บ้างก็ว่าตัวเลขเศรษฐกิจ บ้างก็ว่าเป็นเทคนิค ซึ่งคำตอบที่ถูกจริง ๆ อาจเป็นทั้งหมดก็เป็นได้

ตามทฤษฎีแล้ว ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปตามความรู้สึกของนักลงทุน สะท้อนออกมาเป็นราคาที่นักลงทุนคิดว่าเหมาะสมกับตัวบริษัทแล้ว (เกี่ยวข้อง: มูลค่าที่แท้จริง) ราคาหุ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่มูลค่าของบริษัท (Market cap) แต่ยังรวมไปถึงความคาดหวังของนักลงทุนที่มีต่อตัวบริษัท โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีผลกระทบมากที่สุดคือ “กำไร” ในระยะยาวแล้วถ้าหากบริษัทไม่มีกำไรก็ไม่สามารถอยู่รอดได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ถ้าผลประกอบการของบริษัทออกมาดี หรือ คาดว่าจะออกมาดี ราคาหุ้นของบริษัทนั้น ๆ ก็มักจะพุ่งสูงขึ้น และในทางกลับกัน ราคาหุ้นก็มักตกต่ำลงเมื่อผลประกอบการของบริษัทออกมาแย่กว่าที่คาด ความคาดหวังจึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้เป็นอย่างมาก

แน่นอนว่ายังมีอีกหลาย ๆ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นนอกเหนือจากกำไร อัตราส่วนต่าง ๆ เช่น P/E ROE รวมไปถึงการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค ล้วนถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการหามูลค่าที่เหมาะสมของราคาหุ้น ยังไม่นับอารมณ์ตลาดและนักลงทุนที่บางทีก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจึงไม่สามารถอธิบายได้อย่าง 100% แม้ว่าจะมีทฤษฎีมากมายมารองรับก็ตาม

]]>
ปัจจัยของราคาหุ้น

ราคาหุ้นเคลื่อนไหวขึ้นลงทุกวันไปตามปัจจัยต่าง ๆ ลองอ่าน “ทำไมหุ้นมีขึ้น และก็มีลง?” ตรงนี้ก่อน! ประเด็นที่สำคัญจริง ๆ ไม่ใช่แค่ Demand & Supply แต่เป็นที่มาของความต้องการเบื้องหลังหุ้นแต่ละตัวต่างหาก บ้างก็ว่าข่าวที่เกี่ยวกับบริษัท บ้างก็ว่าตัวเลขเศรษฐกิจ บ้างก็ว่าเป็นเทคนิค ซึ่งคำตอบที่ถูกจริง ๆ อาจเป็นทั้งหมดก็เป็นได้

ตามทฤษฎีแล้ว ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปตามความรู้สึกของนักลงทุน สะท้อนออกมาเป็นราคาที่นักลงทุนคิดว่าเหมาะสมกับตัวบริษัทแล้ว (เกี่ยวข้อง: มูลค่าที่แท้จริง) ราคาหุ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่มูลค่าของบริษัท (Market cap) แต่ยังรวมไปถึงความคาดหวังของนักลงทุนที่มีต่อตัวบริษัท โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีผลกระทบมากที่สุดคือ “กำไร” ในระยะยาวแล้วถ้าหากบริษัทไม่มีกำไรก็ไม่สามารถอยู่รอดได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ถ้าผลประกอบการของบริษัทออกมาดี หรือ คาดว่าจะออกมาดี ราคาหุ้นของบริษัทนั้น ๆ ก็มักจะพุ่งสูงขึ้น และในทางกลับกัน ราคาหุ้นก็มักตกต่ำลงเมื่อผลประกอบการของบริษัทออกมาแย่กว่าที่คาด ความคาดหวังจึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้เป็นอย่างมาก

แน่นอนว่ายังมีอีกหลาย ๆ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นนอกเหนือจากกำไร อัตราส่วนต่าง ๆ เช่น P/E ROE รวมไปถึงการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค ล้วนถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการหามูลค่าที่เหมาะสมของราคาหุ้น ยังไม่นับอารมณ์ตลาดและนักลงทุนที่บางทีก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจึงไม่สามารถอธิบายได้อย่าง 100% แม้ว่าจะมีทฤษฎีมากมายมารองรับก็ตาม

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/ 0
ทำไมหุ้นมีขึ้น และก็มีลง? http://hoondb.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a7%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a7%e0%b8%99/#comments Sun, 30 Mar 2014 09:07:27 +0000 http://hoondb.com/?p=4118 สาเหตุที่ราคาหุ้นผันผวน ขยับขึ้นและขยับลงตลอดเวลาก็เพราะมันคือการประมูล! เราซื้อขายหุ้นผ่าน ตลาดหลักทรัพย์ โดยผู้ซื้อและผู้ขายเป็นคนกำหนดราคาหุ้นในตลาดซึ่งเป็นไปตามหลัก Demand & Supply ยกตัวอย่างเช่น หากมีความต้องการซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากกว่าความต้องการขาย ราคาของหุ้นตัวนั้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นเพราะผู้ซื้อยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงกว่า หุ้นขึ้น! และในทางกลับกัน ถ้ามีความต้องการขายมากกว่าความต้องการซื้อราคาหุ้นก็จะปรับตัวลง หุ้นลง!

หากลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่าการขยับตัวของราคาหุ้นนั้นมาจากแรงซื้อและแรงขายที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีข่าวหรือปัจจัยอะไรที่ส่งผลกระทบต่อตัวบริษัท ราคาหุ้นก็สามารถขยับขึ้นลงได้ตามแรงซื้อขายนี้ เช่น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตัดสินใจเทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากก็สามารถทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นร่วงลงได้ เพียงเพราะจำนวนคนที่สนใจจะซื้อที่ราคาแถวนั้นมีไม่มากพอ ภาพด้านล่างเป็นราคา Bid Offer หุ้นของบริษัท กรุงเทพประกันภัย (BKI)

จะเห็นได้ว่าฝั่งราคาแรกสุดของฝั่ง Bid อยู่ที่ 347 เป็นจำนวน 400 หุ้น รวมแล้วมูลค่าที่ราคานี้จะเท่ากับ 347 x 400 = 138,800 บาท! เพียงแค่มีใครซักคนที่ถือหุ้น BKI อยู่แสนกว่าบาทก็สามารถเทขายกดราคาหุ้นลงไปได้แล้ว (ในกรณีที่ไม่มีคนเติม Bid/ตั้งรับซื้อเพิ่ม) สรุปเลยก็คือ ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปตามแรงซื้อขายซึ่งมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ ผลประกอบการของบริษัท หรือ แม้แต่ความคาดหวังของตัวนักลงทุนเองเป็นต้น

]]>
ราคาหุ้นผันผวน มีขึ้น และก็มีลง!?

สาเหตุที่ราคาหุ้นผันผวน ขยับขึ้นและขยับลงตลอดเวลาก็เพราะมันคือการประมูล! เราซื้อขายหุ้นผ่าน ตลาดหลักทรัพย์ โดยผู้ซื้อและผู้ขายเป็นคนกำหนดราคาหุ้นในตลาดซึ่งเป็นไปตามหลัก Demand & Supply ยกตัวอย่างเช่น หากมีความต้องการซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากกว่าความต้องการขาย ราคาของหุ้นตัวนั้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นเพราะผู้ซื้อยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงกว่า หุ้นขึ้น! และในทางกลับกัน ถ้ามีความต้องการขายมากกว่าความต้องการซื้อราคาหุ้นก็จะปรับตัวลง หุ้นลง!

หากลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่าการขยับตัวของราคาหุ้นนั้นมาจากแรงซื้อและแรงขายที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีข่าวหรือปัจจัยอะไรที่ส่งผลกระทบต่อตัวบริษัท ราคาหุ้นก็สามารถขยับขึ้นลงได้ตามแรงซื้อขายนี้ เช่น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตัดสินใจเทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากก็สามารถทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นร่วงลงได้ เพียงเพราะจำนวนคนที่สนใจจะซื้อที่ราคาแถวนั้นมีไม่มากพอ ภาพด้านล่างเป็นราคา Bid Offer หุ้นของบริษัท กรุงเทพประกันภัย (BKI)

bki-bid-offer

จะเห็นได้ว่าฝั่งราคาแรกสุดของฝั่ง Bid อยู่ที่ 347 เป็นจำนวน 400 หุ้น รวมแล้วมูลค่าที่ราคานี้จะเท่ากับ 347 x 400 = 138,800 บาท! เพียงแค่มีใครซักคนที่ถือหุ้น BKI อยู่แสนกว่าบาทก็สามารถเทขายกดราคาหุ้นลงไปได้แล้ว (ในกรณีที่ไม่มีคนเติม Bid/ตั้งรับซื้อเพิ่ม) สรุปเลยก็คือ ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปตามแรงซื้อขายซึ่งมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ ผลประกอบการของบริษัท หรือ แม้แต่ความคาดหวังของตัวนักลงทุนเองเป็นต้น

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a7%e0%b8%99/feed/ 0
Dow Jones คืออะไร? http://hoondb.com/dow-jones-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ http://hoondb.com/dow-jones-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments Tue, 25 Mar 2014 16:18:31 +0000 http://hoondb.com/?p=4068 Dow Jones Industrial Average (DJIA) หรือ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ คือ ดัชนีที่คิดคำนวณจาก หุ้นบลูชิพ จำนวน 30 ตัวที่ซื้อขายใน New York Stock Exchange และ Nasdaq ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบริษัททั้ง 30 แห่งนั้นเป็นที่รู้จักอย่างดี เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมและมีขนาดใหญ่มาก (ดูรายชื่อบริษัทที่อยู่ในดัชนีดาวโจนส์ด้านล่าง)

Dow Jones ไม่เหมือนกับ SET Index

SET Index เป็นดัชนีมูลค่าตลาด (Market capitalization weighted index) ส่วนดาวโจนส์ (Dow Jones) เป็นดัชนีราคาตลาด (Price weighted index) ในปี 1896, Charles Dow ได้เริ่มใช้ดัชนีดาวโจนส์เป็นครั้งแรก โดยเอาราคาหุ้นของแต่ละบริษัทมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนบริษัททั้งหมด ได้ออกมาเป็นตัวเลขดัชนีที่ 40.94 จุด (ตอนนี้ดาวโจน์อยู่ที่ 16,344.44 จุด – 3/25/2014 -10:44AM EDT) จะเห็นได้ว่าการคำนวณของดัชนีดาวโจนส์นั้นใช้ “ราคา” เป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงขนาดของบริษัทซึ่งแตกต่างจาก SET ที่ใช้มูลค่าตลาดเข้ามาร่วมคำนวณด้วย ดังนั้น หุ้นที่มีราคาสูงจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์มากกว่าหุ้นที่มีราคาถูก

แล้วตกลง Dow Jones ดี หรือไม่?

คำตอบคือ ทั้งดีและไม่ดี! ข้อเสียของดาวโจนส์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือ 1. ตามที่กล่าวไปด้านบน ดาวโจนส์เป็นดัชนีราคาตลาด หุ้นที่ราคา 100 บาท ส่งผลกระทบต่อดัชนีมากเป็น 10 เท่าของหุ้นที่ราคา 10 บาท (โดยประมาณ) โดยไม่คำนึงถึง Market Capitalization และ 2. มีจำนวนบริษัทน้อยเกินไปที่จะสามารถสะท้อนความเคลื่อนไหวจริง ๆ ของตลาดได้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในดัชนีที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและได้รับการยอมรับให้เป็นตัวชี้วัดภาพรวมของตลาดและเศรษฐกิจ เพราะทั้ง 30 บริษัทล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของอเมริกา ตารางด้านล่างแสดงรายชื่อบริษัทที่อยู่ในดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ คุณรู้จักบริษัทไหนบ้าง?

Symbol Company Price (3/25/2014) MMM 3M Co 133.14 AXP American Express Co 91.24 T AT&T Inc 34.56 BA Boeing Co 123.79 CAT Caterpillar Inc 98.98 CVX Chevron Corp 116.46 CSCO Cisco Systems Inc 21.95 DD E I du Pont de Nemours and Co 67.00 EXOM Exxon Mobil Corp 94.98 GE General Electric Co 25.47 GS Goldman Sachs Group Inc 164.50 HD Home Depot Inc 79.35 INTC Intel Corp 25.46 IBM International Business Machines Co… 191.70 JNJ Johnson & Johnson 96.00 JPM JPMorgan Chase and Co 60.86 MCD McDonald’s Corp 95.89 MRK Merck & Co Inc 54.60 MSFT Microsoft Corp 40.29 NKE Nike Inc 74.14 PFE Pfizer Inc 31.74 PG Procter & Gamble Co 79.55 KO The Coca-Cola Co 38.72 TRV Travelers Companies Inc 84.19 UTX United Technologies Corp 114.06 UNH UnitedHealth Group Inc 81.43 VZ Verizon Communications Inc 46.83 V Visa Inc 219.80 WMT Wal-Mart Stores Inc 76.50 DIS Walt Disney Co 79.08 ]]>
หากคุณเคยดูข่าวเกี่ยวกับหุ้นและเศรษฐกิจ จะพบว่ามีการกล่าวถึง ดัชนีดาวโจนส์ อย่างเป็นประจำ หลายคนสงสัยว่าเกี่ยวอะไรกับดวงดาวรึเปล่า ทำไมต้องดูดาว!? (ไม่น่าจะเกี่ยว 55) มาดูกันว่าดาวโจนส์คืออะไร? สำคัญตรงไหน? และทำไมทุกคนถึงให้ความสนใจ?

Dow Jones คือ…

Dow Jones Industrial Average (DJIA) หรือ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ คือ ดัชนีที่คิดคำนวณจาก หุ้นบลูชิพ จำนวน 30 ตัวที่ซื้อขายใน New York Stock Exchange และ Nasdaq ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบริษัททั้ง 30 แห่งนั้นเป็นที่รู้จักอย่างดี เป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมและมีขนาดใหญ่มาก (ดูรายชื่อบริษัทที่อยู่ในดัชนีดาวโจนส์ด้านล่าง)


Dow Jones ไม่เหมือนกับ SET Index

SET Index เป็นดัชนีมูลค่าตลาด (Market capitalization weighted index) ส่วนดาวโจนส์ (Dow Jones) เป็นดัชนีราคาตลาด (Price weighted index) ในปี 1896, Charles Dow ได้เริ่มใช้ดัชนีดาวโจนส์เป็นครั้งแรก โดยเอาราคาหุ้นของแต่ละบริษัทมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนบริษัททั้งหมด ได้ออกมาเป็นตัวเลขดัชนีที่ 40.94 จุด (ตอนนี้ดาวโจน์อยู่ที่ 16,344.44 จุด – 3/25/2014 -10:44AM EDT) จะเห็นได้ว่าการคำนวณของดัชนีดาวโจนส์นั้นใช้ “ราคา” เป็นหลักโดยไม่คำนึงถึงขนาดของบริษัทซึ่งแตกต่างจาก SET ที่ใช้มูลค่าตลาดเข้ามาร่วมคำนวณด้วย ดังนั้น หุ้นที่มีราคาสูงจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์มากกว่าหุ้นที่มีราคาถูก

แล้วตกลง Dow Jones ดี หรือไม่?

คำตอบคือ ทั้งดีและไม่ดี! ข้อเสียของดาวโจนส์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือ 1. ตามที่กล่าวไปด้านบน ดาวโจนส์ป็นดัชนีราคาตลาด หุ้นที่ราคา 100 บาท ส่งผลกระทบต่อดัชนีมากเป็น 10 เท่าของหุ้นที่ราคา 10 บาท (โดยประมาณ) โดยไม่คำนึงถึง Market Capitalization และ 2. มีจำนวนบริษัทน้อยเกินไปที่จะสามารถสะท้อนความเคลื่อนไหวจริง ๆ ของตลาดได้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีดาวโจนส์ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในดัชนีที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและได้รับการยอมรับให้เป็นตัวชี้วัดภาพรวมของตลาดและเศรษฐกิจ เพราะทั้ง 30 บริษัทล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของอเมริกา ตารางด้านล่างแสดงรายชื่อบริษัทที่อยู่ในดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ คุณรู้จักบริษัทไหนบ้าง?


Symbol Company Price (3/25/2014)
MMM 3M Co 133.14
AXP American Express Co 91.24
T AT&T Inc 34.56
BA Boeing Co 123.79
CAT Caterpillar Inc 98.98
CVX Chevron Corp 116.46
CSCO Cisco Systems Inc 21.95
DD E I du Pont de Nemours and Co 67.00
EXOM Exxon Mobil Corp 94.98
GE General Electric Co 25.47
GS Goldman Sachs Group Inc 164.50
HD Home Depot Inc 79.35
INTC Intel Corp 25.46
IBM International Business Machines Co… 191.70
JNJ Johnson & Johnson 96.00
JPM JPMorgan Chase and Co 60.86
MCD McDonald’s Corp 95.89
MRK Merck & Co Inc 54.60
MSFT Microsoft Corp 40.29
NKE Nike Inc 74.14
PFE Pfizer Inc 31.74
PG Procter & Gamble Co 79.55
KO The Coca-Cola Co 38.72
TRV Travelers Companies Inc 84.19
UTX United Technologies Corp 114.06
UNH UnitedHealth Group Inc 81.43
VZ Verizon Communications Inc 46.83
V Visa Inc 219.80
WMT Wal-Mart Stores Inc 76.50
DIS Walt Disney Co 79.08
]]>
http://hoondb.com/dow-jones-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/ 0
SET Index คืออะไร? http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments Sat, 15 Mar 2014 13:34:25 +0000 http://hoondb.com/?p=4037

อย่างแรกสุด มาดูกันก่อนว่าที่มาของตัวเลข SET Index ที่เราเห็นนั้นถูกคำนวณออกมาได้อย่างไร คลิกตรงนี้ ! สิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก่อนเลยคือ ตัวเลขของ SET Index นั้นมาจากการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับ “วันฐาน” (Base Market Value) ซึ่งก็คือวันที่ 30 เมษายน ปี 2518 – สาระสำคัญที่ SET Index บอกเราก็คือเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของตลาดไปตามกาลเวลา ตัวเลขที่เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงเป็นเพียงตัวชี้วัดให้เราเห็นภาพว่าตลาดกำลังเป็นเช่นไร

ในหลาย ๆ ครั้งเราสามารถสังเกตเห็นได้ว่าจะมีปัจจัยอะไรบางอย่างที่เป็นแรงส่งให้ SET ปรับตัวขึ้นหรือลงในแต่ละวัน เช่น “SET +20 จุด รับแรงหนุนหลัง กปปส.ยุบเวที”, “SET รีบาวน์ตามทิศทางภูมิภาค”, “SET +30 จุด นักลงทุนคลายกังวล QE” หรือ “SET -30 จุด รับแรงกดดันจากปัจจัยทางการเมือง” เป็นต้น และถึงแม้ว่าการขึ้นลงของ SET อาจไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดแต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ตลาดในช่วงนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการขึ้นลงของ SET อาจไม่สอดคล้องกับหุ้นตัวที่คุณถืออยู่ก็เป็นได้! ต้องอย่าลืมว่า SET Index เป็นดัชนีมูลค่าตลาด (Market capitalization weighted index) การขยับตัวของราคาหุ้นที่มี market cap ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลกระทบต่อ SET Index มากกว่าการขยับของหุ้นตัวเล็ก ๆ

รูปด้านบนคือกราฟของ SET Index ตั้งแต่ปี 2011 จะเห็นได้ว่าดัชนีตอนปี 2011 นั้นอยู่ที่ประมาณ 1,000 จุด และขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในปี 2013 ที่แถว ๆ 1,650 จุด ก่อนจะปรับตัวลงมาสู่ระดับ 1,300 จุด

]]>
SET Index คือ?

setindex.streamingpro

อย่างแรกสุด มาดูกันก่อนว่าที่มาของตัวเลข SET Index ที่เราเห็นนั้นถูกคำนวณออกมาได้อย่างไร คลิกตรงนี้ ! สิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก่อนเลยคือ ตัวเลขของ SET Index นั้นมาจากการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับ “วันฐาน” (Base Market Value) ซึ่งก็คือวันที่ 30 เมษายน ปี 2518 – สาระสำคัญที่ SET Index บอกเราก็คือเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของตลาดไปตามกาลเวลา ตัวเลขที่เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงเป็นเพียงตัวชี้วัดให้เราเห็นภาพว่าตลาดกำลังเป็นเช่นไร

ในหลาย ๆ ครั้งเราสามารถสังเกตเห็นได้ว่าจะมีปัจจัยอะไรบางอย่างที่เป็นแรงส่งให้ SET ปรับตัวขึ้นหรือลงในแต่ละวัน เช่น “SET +20 จุด รับแรงหนุนหลัง กปปส.ยุบเวที”, “SET รีบาวน์ตามทิศทางภูมิภาค”, “SET +30 จุด นักลงทุนคลายกังวล QE” หรือ “SET -30 จุด รับแรงกดดันจากปัจจัยทางการเมือง” เป็นต้น และถึงแม้ว่าการขึ้นลงของ SET อาจไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดแต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ตลาดในช่วงนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการขึ้นลงของ SET อาจไม่สอดคล้องกับหุ้นตัวที่คุณถืออยู่ก็เป็นได้! ต้องอย่าลืมว่า SET Index เป็นดัชนีมูลค่าตลาด (Market capitalization weighted index) การขยับตัวของราคาหุ้นที่มี market cap ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลกระทบต่อ SET Index มากกว่าการขยับของหุ้นตัวเล็ก ๆ

setindex

รูปด้านบนคือกราฟของ SET Index ตั้งแต่ปี 2011 จะเห็นได้ว่าดัชนีตอนปี 2011 นั้นอยู่ที่ประมาณ 1,000 จุด และขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในปี 2013 ที่แถว ๆ 1,650 จุด ก่อนจะปรับตัวลงมาสู่ระดับ 1,300 จุด

]]>
http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/ 0
ระดับของความเสี่ยง http://hoondb.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/ http://hoondb.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/#comments Sat, 08 Mar 2014 07:23:10 +0000 http://hoondb.com/?p=3139 การลงทุนที่มีอัตราผลตอบแทนสูงย่อมมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย การจัดสรรเงินทุนลงในหลักทรัพย์และสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับกับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการลงทุน ระดับของความเสี่ยงสามารถแย่งออกเป็นได้ 5 ขั้น โดยระดับที่ 1 จะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และ ระดับที่ 5 จะมีความเสี่ยงสูงมาก

ระดับ ความเสี่ยง สินทรัพย์ 1 ความเสี่ยงต่ำมาก เงินฝาก ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรระยะสั้น 2 ความเสี่ยงต่ำ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้บริษัทขนาดใหญ่ 3 ความเสี่ยงปานกลาง หุ้นกู้ หุ้น กองทุนรวม 4 ความเสี่ยงสูง หุ้นกู้ดอกเบี้ยสูง ตราสารอนุพันธ์ 5 ความเสี่ยงสูงมาก หุ้นเก็งกำไร ]]>
ความเสี่ยงมีหลายระดับ

การลงทุนที่มีอัตราผลตอบแทนสูงย่อมมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย การจัดสรรเงินทุนลงในหลักทรัพย์และสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับกับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการลงทุน ระดับของความเสี่ยงสามารถแย่งออกเป็นได้ 5 ขั้น โดยระดับที่ 1 จะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และ ระดับที่ 5 จะมีความเสี่ยงสูงมาก

ระดับ ความเสี่ยง สินทรัพย์
1 ความเสี่ยงต่ำมาก เงินฝาก ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรระยะสั้น
2 ความเสี่ยงต่ำ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้บริษัทขนาดใหญ่
3 ความเสี่ยงปานกลาง หุ้นกู้ หุ้น กองทุนรวม
4 ความเสี่ยงสูง หุ้นกู้ดอกเบี้ยสูง ตราสารอนุพันธ์
5 ความเสี่ยงสูงมาก หุ้นเก็งกำไร
]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%87/feed/ 0
Credit Rating http://hoondb.com/credit-rating/ http://hoondb.com/credit-rating/#comments Sun, 02 Mar 2014 14:38:26 +0000 http://hoondb.com/?p=3979 Credit Rating หรือ อันดับความน่าเชื่อถือ คือ ข้อมูลที่ใช้บอกระดับความสามารถในการชำระหนี้ โดยระดับความน่าเชื่อถือถูกจัดทำขึ้นโดยบริษัทจัดอันดับ (Credit rating agency หรือ CRA) ซึ่งในประเทศไทยมี 2 บริษัทที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ในการจัดอันดับหุ้นกู้ คือ ทริส เรตติ้ง และ ฟิทช์ เรตติ้งส์

TRIS Fitch Moody’s S&P คำอธิบาย AAA AAA (tha) Aaa AAA อันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด AA AA (tha) Aa AA อันดับเครดิตรองลงมาและถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด A A (tha) A A ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ BBB BBB (tha) Baa BBB ความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

หมายเหตุ: S&P, Fitch Ratings และ TRIS Rating จะใช้สัญลักษณ์ + หรือ – เพื่อแบ่งย่อยคุณภาพเครดิตออกเป็นอีก 3 ระดับ เช่น BBB ก็ยังมี BBB+ และ BBB- (ยกเว้น AAA ที่เป็นคะแนนเต็ม และ D ที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดจะไม่มี + หรือ -) ส่วน Moody’s จะแสดงเป็นเลข 1, 2 และ 3 ซึ่งเลข 1 หมายถึงคุณภาพเครดิตดีที่สุด – สำหรับอันดับเครดิตของ Fitch Ratings จะใช้ (tha) ต่อท้ายเพื่อแสดงว่าเป็นอันดับเครดิตที่ใช้ในประเทศไทย

อันดับเครดิต ความหมาย AAA อันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด AA อันดับเครดิตรองลงมา และถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด A ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ BBB ถือว่ามีความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ในระดับปานกลาง BB มีความเสี่ยงในระดับสูง B มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก C มีความเสี่ยงในระดับสูงที่สุด D อยู่ในสถานะของการผิดนัดชำระหนี้

ตามมาตรฐานสากลอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ถือได้ว่าเป็นหุ้นกู้ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment grade) ส่วนอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB ลงไป มักจะเป็นหุ้นกู้ในระดับที่เป็นการลงทุนเพื่อเก็งกำไร (Speculative)

[ ข้อมูลจาก SET และ กลต ]

]]>
Credit Rating คืออะไร?

Credit Rating หรือ อันดับความน่าเชื่อถือ คือ ข้อมูลที่ใช้บอกระดับความสามารถในการชำระหนี้ โดยระดับความน่าเชื่อถือถูกจัดทำขึ้นโดยบริษัทจัดอันดับ (Credit rating agency หรือ CRA) ซึ่งในประเทศไทยมี 2 บริษัทที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ในการจัดอันดับหุ้นกู้ คือ ทริส เรตติ้ง และ ฟิทช์ เรตติ้งส์

TRIS
Fitch
Moody’s
S&P
คำอธิบาย
AAA AAA (tha)
Aaa
AAA
อันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
AA AA (tha) Aa AA อันดับเครดิตรองลงมาและถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
A A (tha) A A ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ
BBB BBB (tha) Baa BBB ความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ อยู่ในระดับปานกลาง

หมายเหตุ: S&P, Fitch Ratings และ TRIS Rating จะใช้สัญลักษณ์ + หรือ – เพื่อแบ่งย่อยคุณภาพเครดิตออกเป็นอีก 3 ระดับ เช่น BBB ก็ยังมี BBB+ และ BBB- (ยกเว้น AAA ที่เป็นคะแนนเต็ม และ D ที่ผู้ออกหุ้นกู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดจะไม่มี + หรือ -) ส่วน Moody’s จะแสดงเป็นเลข 1, 2 และ 3 ซึ่งเลข 1 หมายถึงคุณภาพเครดิตดีที่สุด – สำหรับอันดับเครดิตของ Fitch Ratings จะใช้ (tha) ต่อท้ายเพื่อแสดงว่าเป็นอันดับเครดิตที่ใช้ในประเทศไทย

อันดับเครดิต
ความหมาย
AAA
อันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
AA
อันดับเครดิตรองลงมา และถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
A
ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ
BBB
ถือว่ามีความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ในระดับปานกลาง
BB
มีความเสี่ยงในระดับสูง
B
มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก
C
มีความเสี่ยงในระดับสูงที่สุด
D
อยู่ในสถานะของการผิดนัดชำระหนี้

ตามมาตรฐานสากลอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ถือได้ว่าเป็นหุ้นกู้ที่อยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment grade) ส่วนอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB ลงไป มักจะเป็นหุ้นกู้ในระดับที่เป็นการลงทุนเพื่อเก็งกำไร (Speculative)

[ ข้อมูลจาก SET และ กลต ]

]]>
http://hoondb.com/credit-rating/feed/ 0
เป้าหมายการลงทุน http://hoondb.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/#comments Sun, 23 Feb 2014 13:28:06 +0000 http://hoondb.com/?p=3938 ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหนก็ตาม ผู้ลงทุนควรตั้งเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางของตัวผู้ลงทุนเองเพื่อสร้างความพร้อมและแผนการลงทุนให้เหมาะสมและเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยทั่วไปแล้วเราสามารถแบ่งเป้าหมายการลงทุนในตลาดหุ้นออกได้เป็น 4 ประเภท ซึ่งได้แก่:

1. Income

รายได้ประจำ – ผู้ลงทุนต้องการรายได้ประจำจากการลงทุน เช่น หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการดีและจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือ ตราสารหนี้ต่าง ๆ เช่น หุ้นกู้ และ พันธบัตร เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

2. Growth

การเพิ่มค่าของเงินทุน (Capital Appreciation) – ผู้ลงทุนต้องการให้หลักทรัพย์ที่ถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาที่ลงทุน โดยกำไรจะมาจาก Capital Gain เป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วอาจเลือกลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักจะไม่จ่ายปันผลเนื่องจากต้องนำเงินไปขยายกิจการต่อไป การลงทุนประเภทนี้จึงมักมีความเสี่ยงสูง

3. Speculation

การเก็งกำไร – ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงสุดในระยะเวลาสั้น ๆ แม้ว่าผลตอบแทนจะมาก แต่ความเสี่ยงก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

4. Total Return

เป็นการลงทุนแบบสมดุล กล่าวคือ เป็นการแบ่งสัดส่วนหรือกระจายการลงทุนไปในทุก ๆ แบบที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่ตลาดดีหรือร้ายก็ตาม

และเมื่อเวลาผ่านไปเป้าหมายที่ผู้ลงทุนเคยวางไว้ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่าง ๆ ข้อจำกัดที่เคยมีอาจหายไปและถูกแทนที่มาด้วยข้อใหม่ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามแบบแผนที่เคยวางไว้ในตอนแรก นักลงทุนควรทบทวนเป้าหมายการลงทุนของตัวเองเป็นระยะ ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนลงทุน

แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนก็คือต้องมีเงินทุน! แต่นอกเหนือจากเงินที่มีไว้ลงทุนผู้ลงทุนก็ควรพิจาณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการลงทุนด้วย เพราะผู้ลงทุนแต่ละคนมีพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน เป้าหมายหรือแนวทางการลงทุนจึงไม่มีหลักตายตัว

อายุ และ สุขภาพ

อายุเป็นหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก เช่น คนหนุ่มสาวสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่าคนมีอายุที่มีข้อจำกัดทางด้านการเงินหลังเกษียณเนื่องจากไม่มีรายได้จากการทำงานอีกแล้ว ต้องระมัดระวังไม่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากเกินไปที่อาจทำให้เงินสะสมที่จำเป็นต้องใช้ในอนาคตหายไป

ภาระผูกพัน

ภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ค่ากิน ค่าเล่าเรียน ค่าผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว เป็นต้น หากค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีมากเกินไปก็อาจทำให้ผู้ลงทุนไม่มีเงินส่วนเกินมากพอที่จะนำไปลงทุนได้

เวลา ความรู้ ประสบการณ์

เนื่องจากสถานการณ์และข้อมูลในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามหรือไม่มีเวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมก็มักจะพลาดโอกาสในการลงทุนที่มีอยู่ เลยอาจเลือกที่จะไม่ลงทุนซะดีกว่า

ความเสี่ยง

คุณรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน? ผู้ลงทุนแต่ละคนย่อมสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับที่แตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวหรือข้อจำกัดทางด้านการเงิน

]]>
กำหนดเป้าหมายการลงทุนให้เหมาะสม!

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหนก็ตาม ผู้ลงทุนควรตั้งเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางของตัวผู้ลงทุนเองเพื่อสร้างความพร้อมและแผนการลงทุนให้เหมาะสมและเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยทั่วไปแล้วเราสามารถแบ่งเป้าหมายการลงทุนในตลาดหุ้นออกได้เป็น 4 ประเภท ซึ่งได้แก่:

1. Income

รายได้ประจำ – ผู้ลงทุนต้องการรายได้ประจำจากการลงทุน เช่น หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการดีและจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือ ตราสารหนี้ต่าง ๆ เช่น หุ้นกู้ และ พันธบัตร เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

2. Growth

การเพิ่มค่าของเงินทุน (Capital Appreciation) – ผู้ลงทุนต้องการให้หลักทรัพย์ที่ถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาที่ลงทุน โดยกำไรจะมาจาก Capital Gain เป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วอาจเลือกลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักจะไม่จ่ายปันผลเนื่องจากต้องนำเงินไปขยายกิจการต่อไป การลงทุนประเภทนี้จึงมักมีความเสี่ยงสูง

3. Speculation

การเก็งกำไร – ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงสุดในระยะเวลาสั้น ๆ แม้ว่าผลตอบแทนจะมาก แต่ความเสี่ยงก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

4. Total Return

เป็นการลงทุนแบบสมดุล กล่าวคือ เป็นการแบ่งสัดส่วนหรือกระจายการลงทุนไปในทุก ๆ แบบที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่ตลาดดีหรือร้ายก็ตาม

และเมื่อเวลาผ่านไปเป้าหมายที่ผู้ลงทุนเคยวางไว้ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่าง ๆ ข้อจำกัดที่เคยมีอาจหายไปและถูกแทนที่มาด้วยข้อใหม่ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามแบบแผนที่เคยวางไว้ในตอนแรก นักลงทุนควรทบทวนเป้าหมายการลงทุนของตัวเองเป็นระยะ ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน


สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนลงทุน

แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนก็คือต้องมีเงินทุน! แต่นอกเหนือจากเงินที่มีไว้ลงทุนผู้ลงทุนก็ควรพิจาณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการลงทุนด้วย เพราะผู้ลงทุนแต่ละคนมีพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน เป้าหมายหรือแนวทางการลงทุนจึงไม่มีหลักตายตัว

อายุ และ สุขภาพ

อายุเป็นหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก เช่น คนหนุ่มสาวสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่าคนมีอายุที่มีข้อจำกัดทางด้านการเงินหลังเกษียณเนื่องจากไม่มีรายได้จากการทำงานอีกแล้ว ต้องระมัดระวังไม่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากเกินไปที่อาจทำให้เงินสะสมที่จำเป็นต้องใช้ในอนาคตหายไป

ภาระผูกพัน

ภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ค่ากิน ค่าเล่าเรียน ค่าผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว เป็นต้น หากค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีมากเกินไปก็อาจทำให้ผู้ลงทุนไม่มีเงินส่วนเกินมากพอที่จะนำไปลงทุนได้

เวลา ความรู้ ประสบการณ์

เนื่องจากสถานการณ์และข้อมูลในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามหรือไม่มีเวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมก็มักจะพลาดโอกาสในการลงทุนที่มีอยู่ เลยอาจเลือกที่จะไม่ลงทุนซะดีกว่า

ความเสี่ยง

คุณรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน? ผู้ลงทุนแต่ละคนย่อมสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับที่แตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวหรือข้อจำกัดทางด้านการเงิน

]]>
http://hoondb.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/feed/ 0
ตราสารทางการเงิน http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/ http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments Thu, 21 Nov 2013 15:41:29 +0000 http://hoondb.com/?p=3232 คำว่า “ตราสารทางการเงิน” หมายความว่าอย่างไร? ตราสารทางการเงิน หรือ Financial Instruments คือ หลักฐานหรือเอกสารทางการเงินที่แสดงการถือครองและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์นำออกมาจำหน่ายเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุน และอาจมีการนำมาจดทะเบียนเพื่อให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ตลาดรอง) เราสามารถแบ่งตราสารทางการเงินเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ตราสารทุน (Equity Instruments), ตราสารหนี้ (Debt Instruments), และ ตราสารอนุพันธ์ (Derivative instruments)

ตราสารทุน ตราสารหนี้ และ ตราสารอนุพันธ์ ตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ หุ้นสามัญ (Common Stocks) พันธบัตรรัฐบาล (Government bond) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (Futures Contract) หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stocks) พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (Forward Contract) ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrants) พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ตราสารสิทธิ (Option) หน่วยลงทุน (Unit Trust) ตั๋วเงินคลัง (Treasury bill) ตราสารแลกเปลี่ยน (Swap) ตราสารแสดงสิทธิในอนุพันธ์ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้น (Stock Options & Future) พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน  – ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (Non – Voting Depository Receipt) หุ้นกู้  –

ข้อแตกต่างระหว่าง ตราสารทุน และ ตราสารหนี้ คือ สิทธิการเป็นเจ้าของกิจการ และ สิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ ผู้ลงทุนจึงมีสถานะที่แตกต่างกันสำหรับการถือครองตราสารในแต่ละแบบ กล่าวคือ ผู้ลงทุนในฐานะเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนและผลประโยชน์อื่น ๆ ตามที่ได้ถูกระบุไว้ ซึ่งมีการกำหนดวันจ่ายดอกเบี้ยและวันครบอายุหรือกำหนดการไถ่ถอนตราสารไว้อย่างชัดเจน ส่วนผู้ลงทุนในฐานะเจ้าของกิจการจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนหากกิจการมีผลการดำเนินงานที่ดี อย่างไรก็ตาม หากผลตอบแทนของกิจการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ ความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็สามารถเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

ตราสารอนุพันธ์ คือ สัญญาทางการเงินเพื่อตกลงซื้อขาย หรือให้สิทธิในการซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทองคำ น้ำมัน หุ้นสามัญ และ ดัชนีหลักทรัพย์ เป็นต้น เป็นการทำสัญญาตกลงกันว่าจะซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ตามที่ตกลงกันไว้ (ราคา จำนวนหน่วย วันส่งมอบและชำระราคา) ตราสารอนุพันธ์จะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ คือ อายุสัญญาที่จำกัด โดยเมื่อครบอายุสัญญาแล้วมูลค่าของตราสารก็จะหมดลง

]]>
ความหมายของ “ตราสารทางการเงิน”

คำว่า “ตราสารทางการเงิน” หมายความว่าอย่างไร? ตราสารทางการเงิน หรือ Financial Instruments คือ หลักฐานหรือเอกสารทางการเงินที่แสดงการถือครองและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์นำออกมาจำหน่ายเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุน และอาจมีการนำมาจดทะเบียนเพื่อให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (ตลาดรอง) เราสามารถแบ่งตราสารทางการเงินเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ตราสารทุน (Equity Instruments), ตราสารหนี้ (Debt Instruments), และ ตราสารอนุพันธ์ (Derivative instruments)


ตราสารทุน ตราสารหนี้ และ ตราสารอนุพันธ์

ตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์
หุ้นสามัญ (Common Stocks)
พันธบัตรรัฐบาล (Government bond) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมาตรฐาน (Futures Contract)
หุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stocks)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มาตรฐาน (Forward Contract)
ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrants) พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ตราสารสิทธิ (Option)
หน่วยลงทุน (Unit Trust) ตั๋วเงินคลัง (Treasury bill) ตราสารแลกเปลี่ยน (Swap)
ตราสารแสดงสิทธิในอนุพันธ์ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้น (Stock Options & Future) พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน  –
ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (Non – Voting Depository Receipt) หุ้นกู้
 –

ข้อแตกต่างระหว่าง ตราสารทุน และ ตราสารหนี้ คือ สิทธิการเป็นเจ้าของกิจการ และ สิทธิการเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ ผู้ลงทุนจึงมีสถานะที่แตกต่างกันสำหรับการถือครองตราสารในแต่ละแบบ กล่าวคือ ผู้ลงทุนในฐานะเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนและผลประโยชน์อื่น ๆ ตามที่ได้ถูกระบุไว้ ซึ่งมีการกำหนดวันจ่ายดอกเบี้ยและวันครบอายุหรือกำหนดการไถ่ถอนตราสารไว้อย่างชัดเจน ส่วนผู้ลงทุนในฐานะเจ้าของกิจการจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนหากกิจการมีผลการดำเนินงานที่ดี อย่างไรก็ตาม หากผลตอบแทนของกิจการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ ความเสี่ยงที่จะขาดทุนก็สามารถเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

ตราสารอนุพันธ์ คือ สัญญาทางการเงินเพื่อตกลงซื้อขาย หรือให้สิทธิในการซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทองคำ น้ำมัน หุ้นสามัญ และ ดัชนีหลักทรัพย์ เป็นต้น เป็นการทำสัญญาตกลงกันว่าจะซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ตามที่ตกลงกันไว้ (ราคา จำนวนหน่วย วันส่งมอบและชำระราคา) ตราสารอนุพันธ์จะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ คือ อายุสัญญาที่จำกัด โดยเมื่อครบอายุสัญญาแล้วมูลค่าของตราสารก็จะหมดลง

]]>
http://hoondb.com/%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/ 0