หุ้นดีบี หุ้นและการลงทุน » คิดหุ้น http://hoondb.com Mon, 11 May 2015 15:54:38 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.2.15 เปรียบเทียบกรณีหุ้นไทยดิ่ง 140 จุด และ 2010 Flash Crash http://hoondb.com/set-140-flash-crash/ http://hoondb.com/set-140-flash-crash/#comments Sat, 20 Dec 2014 10:38:55 +0000 http://hoondb.com/?p=7895 Flash Crash คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2010 เมื่อดัชนี Dow Jones ดิ่งลงกว่า 1000 จุด คิดเป็นประมาณ 9% และตีกลับขึ้นมาภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งในวันนั้นตลาดเปิดมามีแนวโน้มเป็นขาลงอยู่แล้ว เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตหนี้ในกรีซ โดยที่ในช่วงเช้าตลาดดำเนินการไปอย่างปกติ

จากการรายงานของ SEC พบว่ามีการเทขายสัญญาล่วงหน้าทิ้งกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 75,000 สัญญาออกมาภายในเวลา 20 นาที ตอนช่วงบ่าย ซึ่งโดยปกติของไซส์ขนาดนี้ต้องใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมง ทำให้ตลาดฟิวเจอร์สเกิดความผันผวนเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังตลาดหุ้น

ระบบซื้อขายอัตโนมัติ (automated trading) ต่าง ๆ ในตลาดหุ้นหยุดทำงานชั่วคราวเนื่องจากตรวจพบความผิดปกติของการซื้อขาย ทำให้ตลาดขาดสภาพคล่อง หุ้นใหญ่ ๆ อย่าง Procter & Gamble และ Accenture มีการซื้อขายกันที่ราคาตั้งแต่ 1 เพนนี จนไปถึง $100,000 จนกระทั่ง Stop Logic Functionality บนตลาดฟิวเจอร์สทำงาน การซื้อขายถูกหยุดพักไป 5 วินาที หลังจากนั้นตลาดถึงได้เริ่มเด้งกลับคืนมา

SET Index 15/12/2014

หันกลับมาดูที่บ้านเราบ้าง จะว่าไปทรงก็คลับคล้ายคลับคลากับ Flash Crash ยังไงชอบกล ช่วงเช้าตลาดดูหม่น ๆ แล้วโดนเทรวดเดียวลบไปถึง 138.96 จุด คิดเป็นประมาณ 9% โดยกินเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีตอนช่วงบ่ายเหมือนกัน ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาปิดที่ 1,478.49 ลดลง 36.46 จุด หรือ 2.41%

อ่านรายละเอียด: SET -140 จุด 15/12/2014

ข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงเย็นวันที่ 15/12/2014 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ตลาดหลักทรัพย์ไม่พบการซื้อขายผิดปกติ แต่จะขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนกและยังเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนพยุงหุ้นแต่อย่างใด พร้อมเตือนนักลงทุนระมัดระวังข่าวลือต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาหลายเรื่อง ควรตรวจสอบและวิเคราะห์ให้ดี โดยเฉพาะผลกระทบจากประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อหุ้นตัวที่ถือลงทุนอยู่ ความเห็นผู้เขียน การที่หุ้นถูกเทลงมาอย่างหนักในระหว่างวันจนเกือบโดน Circuit Breaker และตีคืนกลับขึ้นมาร่วม 100 จุด โดยที่ทั้งหมดนี้กินเวลาเพียงไม่กี่นาทีนี่ไม่น่าจะใช่เรื่องปกติ บางทีอาจมีสาเหตุใกล้เคียงกับ Flash Crash ก็เป็นได้ ประเด็นน่าจะอยู่ตรงนี้ สาเหตุที่แท้จริงน่าจะไม่ได้มีเพียงประเด็นหลัก ๆ ที่เล่นกันในวันนั้น ตลท. ควรตั้งทีมตรวจสอบหาสาเหตุแล้วชี้แจงแก่นักลงทุน เหมือนที่ CFTC-SEC ของอเมริกาที่ร่วมกันสอบสวนกรณี Flash Crash นานร่วมเดือนเพื่อชี้แจงแก่สาธารณชน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลาย ๆ ฝ่ายไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

]]>
2010 Flash Crash

Flash Crash คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2010 เมื่อดัชนี Dow Jones ดิ่งลงกว่า 1000 จุด คิดเป็นประมาณ 9% และตีกลับขึ้นมาภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งในวันนั้นตลาดเปิดมามีแนวโน้มเป็นขาลงอยู่แล้ว เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตหนี้ในกรีซ โดยที่ในช่วงเช้าตลาดดำเนินการไปอย่างปกติ

flash-crash-dow-2010

จากการรายงานของ SEC พบว่ามีการเทขายสัญญาล่วงหน้าทิ้งกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 75,000 สัญญาออกมาภายในเวลา 20 นาที ตอนช่วงบ่าย ซึ่งโดยปกติของไซส์ขนาดนี้ต้องใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมง ทำให้ตลาดฟิวเจอร์สเกิดความผันผวนเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังตลาดหุ้น

ระบบซื้อขายอัตโนมัติ (automated trading) ต่าง ๆ ในตลาดหุ้นหยุดทำงานชั่วคราวเนื่องจากตรวจพบความผิดปกติของการซื้อขาย ทำให้ตลาดขาดสภาพคล่อง หุ้นใหญ่ ๆ อย่าง Procter & Gamble และ Accenture มีการซื้อขายกันที่ราคาตั้งแต่ 1 เพนนี จนไปถึง $100,000 จนกระทั่ง Stop Logic Functionality บนตลาดฟิวเจอร์สทำงาน การซื้อขายถูกหยุดพักไป 5 วินาที หลังจากนั้นตลาดถึงได้เริ่มเด้งกลับคืนมา


SET Index 15/12/2014

หันกลับมาดูที่บ้านเราบ้าง จะว่าไปทรงก็คลับคล้ายคลับคลากับ Flash Crash ยังไงชอบกล ช่วงเช้าตลาดดูหม่น ๆ แล้วโดนเทรวดเดียวลบไปถึง 138.96 จุด คิดเป็นประมาณ 9% โดยกินเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีตอนช่วงบ่ายเหมือนกัน ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาปิดที่ 1,478.49 ลดลง 36.46 จุด หรือ 2.41%

SET-15-12-2014-3

อ่านรายละเอียด: SET -140 จุด 15/12/2014

ข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยช่วงเย็นวันที่ 15/12/2014
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ตลาดหลักทรัพย์ไม่พบการซื้อขายผิดปกติ แต่จะขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนกและยังเห็นว่าไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนพยุงหุ้นแต่อย่างใด พร้อมเตือนนักลงทุนระมัดระวังข่าวลือต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาหลายเรื่อง ควรตรวจสอบและวิเคราะห์ให้ดี โดยเฉพาะผลกระทบจากประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อหุ้นตัวที่ถือลงทุนอยู่

ความเห็นผู้เขียน

การที่หุ้นถูกเทลงมาอย่างหนักในระหว่างวันจนเกือบโดน Circuit Breaker และตีคืนกลับขึ้นมาร่วม 100 จุด โดยที่ทั้งหมดนี้กินเวลาเพียงไม่กี่นาทีนี่ไม่น่าจะใช่เรื่องปกติ บางทีอาจมีสาเหตุใกล้เคียงกับ Flash Crash ก็เป็นได้ ประเด็นน่าจะอยู่ตรงนี้ สาเหตุที่แท้จริงน่าจะไม่ได้มีเพียงประเด็นหลัก ๆ ที่เล่นกันในวันนั้น ตลท. ควรตั้งทีมตรวจสอบหาสาเหตุแล้วชี้แจงแก่นักลงทุน เหมือนที่ CFTC-SEC ของอเมริกาที่ร่วมกันสอบสวนกรณี Flash Crash นานร่วมเดือนเพื่อชี้แจงแก่สาธารณชน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลาย ๆ ฝ่ายไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

]]>
http://hoondb.com/set-140-flash-crash/feed/ 0
Crude Oil http://hoondb.com/crude-oil/ http://hoondb.com/crude-oil/#comments Fri, 19 Dec 2014 16:54:12 +0000 http://hoondb.com/?p=7825 Crude Oil หรือ น้ำมันดิบ คือ ปิโตรเลียม (น้ำมันที่ได้จากหิน) มีลักษณะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ โดยน้ำมันดิบจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อให้ได้ออกมาเป็นน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เป็นต้น ในเบื้องต้นเราสามารถแบ่งคุณภาพของน้ำมันดิบได้ดังต่อไปนี้:

Sour – มีกำมะถันเจือปนสูง Sweet – มีกำมะถันเจือปนน้อย (คุณภาพสูง) Heavy – ความหนาแน่นสูง Light – ความหนาแน่นต่ำ (คุณภาพสูง)

Sulfur หรือ กำมะถัน คือสารปนเปื้อนที่ต้องกำจัดออกในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งต้นทุนการกลั่นจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปริมาณกำมะถันเจือปนอยู่มาก โดยตามหลักสากลให้ใช้ 0.5% เป็นเกณฑ์ หากน้อยกว่าคือมีการเจือปนต่ำ API Gravity หรือ ค่าความหนาแน่น คือค่าที่ใช้วัดความหนักเบาของน้ำมันดิบเมื่อเทียบกับน้ำ โดยหากค่า API Gravity มากกว่า 10 ก็จะลอยเหนือน้ำ (มีความหนาแน่นต่ำ) แต่ถ้าน้อยกว่าก็จะจม (มีความหนาแน่นสูง)

Crude Oil Benchmarks

เนื่องจากน้ำมันดิบสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายประเภทโดยขึ้นอยู่กับแหล่งที่ผลิต Crude Oil Benchmarks จึงถูกใช้เพื่อเป็นราคากลางสำหรับการซื้อขายน้ำมันดิบแต่ละประเภท โดยที่นิยมอ้างอิงถึงผ่านสื่อหรือรายงานบ่อย ๆ ก็จะเป็น West Texas Intermediate (WTI) และ Brent Blend

West Texas Intermediate (WTI) WTI หรืออีกชื่อเรียกหนึ่ง “Texas light sweet” สามารถจัดได้ว่าเป็น Energy Benchmark ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก มีแหล่งการผลิตที่ Midwest และ Gulf Coast ประเทศสหรัฐอเมริกา Brent Blend Brent Blend เป็นน้ำมันดิบประเภท Sweet crude ซึ่งมีแหล่งการผลิตจาก 15 แห่งบริเวณทะเลเหนือ (North Sea) สามารถจัดได้ว่าเป็น Light sweet crude เหมือนกัน แต่มีคุณภาพต่ำกว่า WTI ทั้งสองด้าน Dubai Crude Dubai Crude เป็นน้ำมันดิบประเภท Light/Medium sour crude จากประเทศดูไบ ถูกใช้เป็นราคากลางสำหรับน้ำมันดิบที่มาจากอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) Tapis Crude Tapis Crude เป็นน้ำมันดิบที่มีคุณภาพสูงมาก จัดได้ว่าเป็น very light and very sweet crude มีแหล่งการผลิตจากประเทศมาเลเซีย ถูกใช้เป็น Benchmark ในประเทศสิงคโปร์และเป็นที่นิยมในประเทศแถบเอเชีย OPEC Reference Basket (ORB) OPEC Basket เป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาน้ำมันดิบจากประเทศกลุ่ม OPEC (The Organization of the Petroleum Exporting Countries)

หมายเหตุ การซื้อขายน้ำมันดิบ (Crude oil) ใช้หน่วยเป็นบาร์เรล (barrel) โดยที่ 1 บาร์เรลเท่ากับ 158.978 ลิตร หรือ 42 US gallon หรือ 35 Imperial gallon

]]>
ความหมาย Crude Oil

Crude Oil หรือ น้ำมันดิบ คือ ปิโตรเลียม (น้ำมันที่ได้จากหิน) มีลักษณะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ โดยน้ำมันดิบจะต้องผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อให้ได้ออกมาเป็นน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ก่อนที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เป็นต้น ในเบื้องต้นเราสามารถแบ่งคุณภาพของน้ำมันดิบได้ดังต่อไปนี้:

  • Sour – มีกำมะถันเจือปนสูง
  • Sweet – มีกำมะถันเจือปนน้อย (คุณภาพสูง)
  • Heavy – ความหนาแน่นสูง
  • Light – ความหนาแน่นต่ำ (คุณภาพสูง)

Sulfur หรือ กำมะถัน คือสารปนเปื้อนที่ต้องกำจัดออกในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ซึ่งต้นทุนการกลั่นจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปริมาณกำมะถันเจือปนอยู่มาก โดยตามหลักสากลให้ใช้ 0.5% เป็นเกณฑ์ หากน้อยกว่าคือมีการเจือปนต่ำ
API Gravity หรือ ค่าความหนาแน่น คือค่าที่ใช้วัดความหนักเบาของน้ำมันดิบเมื่อเทียบกับน้ำ โดยหากค่า API Gravity มากกว่า 10 ก็จะลอยเหนือน้ำ (มีความหนาแน่นต่ำ) แต่ถ้าน้อยกว่าก็จะจม (มีความหนาแน่นสูง)


Crude Oil Benchmarks

เนื่องจากน้ำมันดิบสามารถจำแนกออกได้เป็นหลายประเภทโดยขึ้นอยู่กับแหล่งที่ผลิต Crude Oil Benchmarks จึงถูกใช้เพื่อเป็นราคากลางสำหรับการซื้อขายน้ำมันดิบแต่ละประเภท โดยที่นิยมอ้างอิงถึงผ่านสื่อหรือรายงานบ่อย ๆ ก็จะเป็น West Texas Intermediate (WTI) และ Brent Blend

West Texas Intermediate (WTI)
WTI หรืออีกชื่อเรียกหนึ่ง “Texas light sweet” สามารถจัดได้ว่าเป็น Energy Benchmark ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก มีแหล่งการผลิตที่ Midwest และ Gulf Coast ประเทศสหรัฐอเมริกา
Brent Blend
Brent Blend เป็นน้ำมันดิบประเภท Sweet crude ซึ่งมีแหล่งการผลิตจาก 15 แห่งบริเวณทะเลเหนือ (North Sea) สามารถจัดได้ว่าเป็น Light sweet crude เหมือนกัน แต่มีคุณภาพต่ำกว่า WTI ทั้งสองด้าน
Dubai Crude
Dubai Crude เป็นน้ำมันดิบประเภท Light/Medium sour crude จากประเทศดูไบ ถูกใช้เป็นราคากลางสำหรับน้ำมันดิบที่มาจากอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf)
Tapis Crude
Tapis Crude เป็นน้ำมันดิบที่มีคุณภาพสูงมาก จัดได้ว่าเป็น very light and very sweet crude มีแหล่งการผลิตจากประเทศมาเลเซีย ถูกใช้เป็น Benchmark ในประเทศสิงคโปร์และเป็นที่นิยมในประเทศแถบเอเชีย
OPEC Reference Basket (ORB)
OPEC Basket เป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของราคาน้ำมันดิบจากประเทศกลุ่ม OPEC (The Organization of the Petroleum Exporting Countries)

หมายเหตุ การซื้อขายน้ำมันดิบ (Crude oil) ใช้หน่วยเป็นบาร์เรล (barrel) โดยที่ 1 บาร์เรลเท่ากับ 158.978 ลิตร หรือ 42 US gallon หรือ 35 Imperial gallon

]]>
http://hoondb.com/crude-oil/feed/ 0
15/12/2014 – SET Index รูด 140 จุด แรงสุดในรอบปี! http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94-140-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94-2014/ http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94-140-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94-2014/#comments Wed, 17 Dec 2014 14:13:47 +0000 http://hoondb.com/?p=7722

ย้อนดูสถานการณ์

วันที่ 26/9/2014: SET Index ได้ขึ้นไปแตะ 1600 จุดเป็นครั้งแรกของปี โดยเป็นการค่อย ๆ ไต่ระดับมาตั้ง 1200 ตอนช่วงต้นปี มีช่วงพักตัวเป็นระยะ ๆ และยังไม่มีการหลุดแนวโน้มขาขึ้น แต่หลังจากที่แตะ 1600 ได้เพียงวันเดียวก็ถูกกดลงมารวดเดียว มาเล่นกันอยู่ในช่วง 1500 จุดต้น ๆ ทำท่าเหมือนว่าจะหลุดแนวโน้มขาขึ้น แต่ก็ตีกลับขึ้นมาและค่อย ๆ ฮึบขึ้นไปแตะ 1600 อีกรอบตอนช่วงปลายเดือน 11 (ดูกราฟด้านล่าง)

วันที่ 8/12/2014: หลังจากที่เล่นกันอยู่เกือบ ๆ 1600 ได้เป็นอาทิตย์ แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ซักที สุดท้ายก็โดนเทลงมา 20 กว่าจุดในวัน และถูกกดลงมาแบบโงหัวไม่ขึ้นทั้งอาทิตย์ หลุดแนวโน้มขาขึ้นตั้งแต่ต้นปีไปอย่างชัดเจน โดยมีหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, PTTEP และ PTTGC เป็นช่วยฉุดดัชนีลง (เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ปัญหาราคาน้ำมันตก)

วันนี้ 15/12/2014: SET เปิดโดดลงมาเล่นต่ำกว่า 1500 และค่อย ๆ ไหลลงมาตอนภาคเช้า แต่ที่เหนือความคาดหมายคือช่วงภาคบ่าย SET ลงไปต่ำสุดที่ 1375.99 (-138.96 จุด) ก่อนถูกดึงกลับขึ้นมาปิดที่ 1478.49 หรือลบลงไปแค่เพียง 36.46 จุด ปิดตลาดไปด้วยวอลุ่มการซื้อขาย 102,662.94 ล้านบาท นับเป็นวันที่ SET แกว่งมากที่สุดและมีวอลุ่มมากตั้งแต่ต้นปี โดยนักลงทุนทั่วไปในประเทศมีการซื้อสุทธิไปกว่า 7,500 ล้านบาท นับเป็นวันที่ 3 ที่เป็นการซื้อสุทธิในขณะที่สถาบันในประเทศ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างประเทศต่างพร้อมใจกันขาย

ประเด็นหลัก: ในวันนี้มีเพียง 2 ประเด็นที่เล่นกันคือ 1. OPEC ประกาศไม่ลดกำลังการผลิตและไม่มีราคาเป้าหมายแม้ว่าราคาจะตกลงไปถึง $40 ต่อบาร์เรล ก็ตาม โดยที่ราคาตอนนี้อยู่ในช่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี และ 2. ข่าวลือ.. ซึ่งได้มีการออกมาปฏิเสธไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านบนเป็นรูป SET Index ตั้งแต่ต้นปี 2014 หากลองตี Trendline จะพบว่า SET เริ่มหลุดแนวโน้มช่วงปลายเดือน 9 ต้นเดือน 10 และมีแนวต้านอยู่ที่ 1600 จุด หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่าแท่งเทียนวันสุดท้ายยาวลากไส้มาก ลงต่ำสุดแตะ 1,375 จุด ซึ่งเป็นระดับของเมื่อครึ่งปีที่แล้ว

ลองมาตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมจากกราฟ 1 นาทีด้านบน (15/12/2014) จะเห็นได้ว่า SET เริ่มรูดลงไปจริง ๆ ตอนช่วงบ่ายสาม และรูดลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนไปสุดที่บ่ายสามครึ่งพอดีเป๊ะ มีแรงรับเข้ามาและดีดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว น่าจะเร็วกว่าตอนลงด้วยซ้ำ แล้วจึงค่อย ๆ ฮึบขึ้นไปปิดตลาดในระดับใกล้เคียงกับช่วงเช้า กลายเป็นว่าปิดตลาดที่ -36 จุดนี่ดูน้อยมากไปเลยทีเดียว (ไอร่าระบุ แรงขาย Force Sell ของบัญชี Margin เกือบ 2 หมื่นล้านช่วง 15.00-15.15 น.)

อารมณ์ตลาด -140 จุด

หุ้นร่วงลงไปอย่างรุนแรงโดยที่ไม่มีปัจจัยใด ๆ สนับสนุนจนเกือบโดน Circuit Breaker!? หันไปมองตลาดต่างประเทศก็ลบกัน แต่ก็ไม่เยอะ แล้วทำไม SET จึงโดนตบไปร่วม 100 จุด ถ้าใครที่นั่งเฝ้าตลาดในวันนี้อาจได้สัมผัสถึงอารมณ์ของตลาดที่ดูเหมือนจะหมดอนาคตยังไงยังงั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีหุ้นอยู่นะ..

ภาคบ่ายเปิดตลาดมาเจอไป -50 จุดก็ว่าเยอะมากแล้ว พูดกันเล่น ๆ ว่าไม่ลบซัก 100 ไปซะเลยหละ เผลอแปปเดียวลบเกินร้อยไปเสียละ พวกหุ้นบลูชิพที่ว่าดี ๆ ก็ลงกันเละเทะ และที่สำคัญคือหากลองไล่ย้อนกลับไปดูกราฟ หุ้นส่วนใหญ่ถูกเทลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน ว่าง่าย ๆ คือพังกันหมดทุกตัวไม่ว่าจะดีแค่ไหน แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นคือมันเด้งคืนแรงมาก! (ลองดู AOT: เปิด 275 ลงไปต่ำสุด 245 กลับมาปิด 280 เขียวได้เฉยเลย!) บางคนก็บอกรู้งี้ซื้อเพิ่มไว้เยอะ ๆ ดีกว่า บางคนก็ว่าไม่น่าคัทไปเลย เจ็บตัวฟรีซะงั้น! สุดท้ายแล้วต่างคนก็ต่างความคิด ต่างการกระทำ ส่งผลออกมาเป็นการเคลื่อนไหวของราคาซึ่งบ่งบอกถึงอารมณ์ตลาด (Market Sentiment)

-140 แล้วทำไงดี!?

ซื้อสิครับ! ลองดูกราฟด้านขวาสิ SET เด้งขึ้นมาต้องกี่จุด!! (ดูกราฟแล้วพูดย้อนหลังใครก็ทำได้ 55) เอาจริง ๆ คือก็คงต้องถามก่อนว่า ลงทุนหรือเก็งกำไร? เพราะหากเป็นการลงทุน ท้ายที่สุดแล้วเครื่องยึดเหนี่ยวของคุณก็คือ Intrinsic value ไม่ใช่อารมณ์ตลาดที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ลองนำเหตุผลต่าง ๆ มาประเมินดูใหม่ก็จะได้คำตอบเองว่าควรทำอย่างไร

แต่ถ้าหากเป็นการเล่นเก็งกำไรก็ต้องว่าไปตามระบบหรือประสบการณ์ของตัวเอง อย่ารอลุ้นหรือนั่งภาวนาให้เลือกได้ถูกข้างเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกันกับการลงทุน หากไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้รีบกระโดดออกมาก่อน คงไม่มีใครตอบได้แน่ ๆ หรอกว่าหุ้นจะวิ่งยังไง แต่ที่แน่ ๆ คือต้องมีหลักการหรือแผนการเล่นที่ชัดเจน ไม่งั้นก็คงไม่ต่างอะไรจากการพนัน.. [pull_quote_left]ในระยะสั้นตลาดหุ้นคือการโหวต แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นคือตราชั่ง – Benjamin Graham[/pull_quote_left]

]]>
SET-15-12-2014

ย้อนดูสถานการณ์

วันที่ 26/9/2014: SET Index ได้ขึ้นไปแตะ 1600 จุดเป็นครั้งแรกของปี โดยเป็นการค่อย ๆ ไต่ระดับมาตั้ง 1200 ตอนช่วงต้นปี มีช่วงพักตัวเป็นระยะ ๆ และยังไม่มีการหลุดแนวโน้มขาขึ้น แต่หลังจากที่แตะ 1600 ได้เพียงวันเดียวก็ถูกกดลงมารวดเดียว มาเล่นกันอยู่ในช่วง 1500 จุดต้น ๆ ทำท่าเหมือนว่าจะหลุดแนวโน้มขาขึ้น แต่ก็ตีกลับขึ้นมาและค่อย ๆ ฮึบขึ้นไปแตะ 1600 อีกรอบตอนช่วงปลายเดือน 11 (ดูกราฟด้านล่าง)

วันที่ 8/12/2014: หลังจากที่เล่นกันอยู่เกือบ ๆ 1600 ได้เป็นอาทิตย์ แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ซักที สุดท้ายก็โดนเทลงมา 20 กว่าจุดในวัน และถูกกดลงมาแบบโงหัวไม่ขึ้นทั้งอาทิตย์ หลุดแนวโน้มขาขึ้นตั้งแต่ต้นปีไปอย่างชัดเจน โดยมีหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, PTTEP และ PTTGC เป็นช่วยฉุดดัชนีลง (เรื่องที่เกี่ยวข้อง: ปัญหาราคาน้ำมันตก)

วันนี้ 15/12/2014: SET เปิดโดดลงมาเล่นต่ำกว่า 1500 และค่อย ๆ ไหลลงมาตอนภาคเช้า แต่ที่เหนือความคาดหมายคือช่วงภาคบ่าย SET ลงไปต่ำสุดที่ 1375.99 (-138.96 จุด) ก่อนถูกดึงกลับขึ้นมาปิดที่ 1478.49 หรือลบลงไปแค่เพียง 36.46 จุด ปิดตลาดไปด้วยวอลุ่มการซื้อขาย 102,662.94 ล้านบาท นับเป็นวันที่ SET แกว่งมากที่สุดและมีวอลุ่มมากตั้งแต่ต้นปี โดยนักลงทุนทั่วไปในประเทศมีการซื้อสุทธิไปกว่า 7,500 ล้านบาท นับเป็นวันที่ 3 ที่เป็นการซื้อสุทธิในขณะที่สถาบันในประเทศ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างประเทศต่างพร้อมใจกันขาย

ประเด็นหลัก: ในวันนี้มีเพียง 2 ประเด็นที่เล่นกันคือ 1. OPEC ประกาศไม่ลดกำลังการผลิตและไม่มีราคาเป้าหมายแม้ว่าราคาจะตกลงไปถึง $40 ต่อบาร์เรล ก็ตาม โดยที่ราคาตอนนี้อยู่ในช่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี และ 2. ข่าวลือ.. ซึ่งได้มีการออกมาปฏิเสธไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

SET-15-12-2014-2

ด้านบนเป็นรูป SET Index ตั้งแต่ต้นปี 2014 หากลองตี Trendline จะพบว่า SET เริ่มหลุดแนวโน้มช่วงปลายเดือน 9 ต้นเดือน 10 และมีแนวต้านอยู่ที่ 1600 จุด หากสังเกตดูจะเห็นได้ว่าแท่งเทียนวันสุดท้ายยาวลากไส้มาก ลงต่ำสุดแตะ 1,375 จุด ซึ่งเป็นระดับของเมื่อครึ่งปีที่แล้ว

SET-15-12-2014-3

ลองมาตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมจากกราฟ 1 นาทีด้านบน (15/12/2014) จะเห็นได้ว่า SET เริ่มรูดลงไปจริง ๆ ตอนช่วงบ่ายสาม และรูดลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนไปสุดที่บ่ายสามครึ่งพอดีเป๊ะ มีแรงรับเข้ามาและดีดขึ้นไปอย่างรวดเร็ว น่าจะเร็วกว่าตอนลงด้วยซ้ำ แล้วจึงค่อย ๆ ฮึบขึ้นไปปิดตลาดในระดับใกล้เคียงกับช่วงเช้า กลายเป็นว่าปิดตลาดที่ -36 จุดนี่ดูน้อยมากไปเลยทีเดียว (ไอร่าระบุ แรงขาย Force Sell ของบัญชี Margin เกือบ 2 หมื่นล้านช่วง 15.00-15.15 น.)


อารมณ์ตลาด -140 จุด

SET-15-12-2014-5หุ้นร่วงลงไปอย่างรุนแรงโดยที่ไม่มีปัจจัยใด ๆ สนับสนุนจนเกือบโดน Circuit Breaker!? หันไปมองตลาดต่างประเทศก็ลบกัน แต่ก็ไม่เยอะ แล้วทำไม SET จึงโดนตบไปร่วม 100 จุด ถ้าใครที่นั่งเฝ้าตลาดในวันนี้อาจได้สัมผัสถึงอารมณ์ของตลาดที่ดูเหมือนจะหมดอนาคตยังไงยังงั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีหุ้นอยู่นะ..

ภาคบ่ายเปิดตลาดมาเจอไป -50 จุดก็ว่าเยอะมากแล้ว พูดกันเล่น ๆ ว่าไม่ลบซัก 100 ไปซะเลยหละ เผลอแปปเดียวลบเกินร้อยไปเสียละ พวกหุ้นบลูชิพที่ว่าดี ๆ ก็ลงกันเละเทะ และที่สำคัญคือหากลองไล่ย้อนกลับไปดูกราฟ หุ้นส่วนใหญ่ถูกเทลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน ว่าง่าย ๆ คือพังกันหมดทุกตัวไม่ว่าจะดีแค่ไหน แต่ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นคือมันเด้งคืนแรงมาก! (ลองดู AOT: เปิด 275 ลงไปต่ำสุด 245 กลับมาปิด 280 เขียวได้เฉยเลย!) บางคนก็บอกรู้งี้ซื้อเพิ่มไว้เยอะ ๆ ดีกว่า บางคนก็ว่าไม่น่าคัทไปเลย เจ็บตัวฟรีซะงั้น! สุดท้ายแล้วต่างคนก็ต่างความคิด ต่างการกระทำ ส่งผลออกมาเป็นการเคลื่อนไหวของราคาซึ่งบ่งบอกถึงอารมณ์ตลาด (Market Sentiment)


-140 แล้วทำไงดี!?

sett-17-12-2014ซื้อสิครับ! ลองดูกราฟด้านขวาสิ SET เด้งขึ้นมาต้องกี่จุด!! (ดูกราฟแล้วพูดย้อนหลังใครก็ทำได้ 55) เอาจริง ๆ คือก็คงต้องถามก่อนว่า ลงทุนหรือเก็งกำไร? เพราะหากเป็นการลงทุน ท้ายที่สุดแล้วเครื่องยึดเหนี่ยวของคุณก็คือ Intrinsic value ไม่ใช่อารมณ์ตลาดที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ลองนำเหตุผลต่าง ๆ มาประเมินดูใหม่ก็จะได้คำตอบเองว่าควรทำอย่างไร

แต่ถ้าหากเป็นการเล่นเก็งกำไรก็ต้องว่าไปตามระบบหรือประสบการณ์ของตัวเอง อย่ารอลุ้นหรือนั่งภาวนาให้เลือกได้ถูกข้างเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกันกับการลงทุน หากไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้รีบกระโดดออกมาก่อน คงไม่มีใครตอบได้แน่ ๆ หรอกว่าหุ้นจะวิ่งยังไง แต่ที่แน่ ๆ คือต้องมีหลักการหรือแผนการเล่นที่ชัดเจน ไม่งั้นก็คงไม่ต่างอะไรจากการพนัน..
[pull_quote_left]ในระยะสั้นตลาดหุ้นคือการโหวต แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นคือตราชั่ง – Benjamin Graham[/pull_quote_left]

]]>
http://hoondb.com/set-index-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%94-140-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%94-2014/feed/ 0
Symmetrical Triangle http://hoondb.com/symmetrical-triangle/ http://hoondb.com/symmetrical-triangle/#comments Mon, 20 Oct 2014 13:06:00 +0000 http://hoondb.com/?p=7256 Symmetrical Triangle หรือ สามเหลี่ยมแบบสมมาตร คือ การฟอร์มตัวเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่มีความสมดุล โดยที่การแกว่งตัวของราคามีลักษณะบีบแคบลงเรื่อย ๆ เป็นการวิ่งแบบ Sideway ที่มีกรอบ (Boundary lines) ด้านบนเอียงลง และกรอบด้านล่างเอียงขึ้น กล่าวคือ ราคาจะต้องทำทั้ง Lower High และ Higher Low มุ่งหน้าเข้าสู่ปลายของสามเหลี่ยม โดยมีข้อกำหนดคือต้องมีการกลับตัวของราคาอย่างน้อย 4 ครั้ง ยกตัวอย่างเช่น (1) ราคาขึ้นไปจุดสูงสุด (2) ตีกลับลงมา (3) แล้วขึ้นไปทำ Lower High (4) ก่อนลงมาทำ Higher Low และเด้งกลับขึ้นมาอีกทีเพื่อยืนยันว่าเป็น Higher Low จริง ๆ ก่อนที่เราจะสามารถตีกรอบได้ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเราอาจพิจารณาตีกรอบใหม่ในกรณีที่ราคาหลุดออกไปแต่ยังไม่เลือกทางที่ชัดเจน

 

The Next Move

การเกิดขึ้นของ Symmetrical Triangle แสดงให้เห็นถึงความลังเลของตลาดที่ยังไม่สามารถเลือกทิศทางได้ ดังนั้น การคาดการณ์ทิศทางที่ตลาดจะดำเนินต่อจึงยังไม่สามารถทำได้ จนกว่าราคาจะ Breakout ออกมาจากแพทเทิร์น ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นไปตามทิศทางเดียวกับเทรนด์ก่อนหน้านี้ Symmetrical Triangle จึงมักถูกจัดให้เป็น Continuation Patterns แต่ก็สามารถเป็น Reversal Patterns ได้เช่นเดียวกัน

Breakout, Volume and Target

False moves เกิดขึ้นได้เสมอ เช่นเดียวกับแพทเทิร์นแบบอื่น ๆ การตัดสินใจซื้อขายเพียงเพราะราคาหลุดออกจากกรอบเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ โดยในเบื้องต้นอาจใช้ 3% เป็นเกณฑ์โดยประมาณ ทั้งนี้ เราควรดู Volume ประกอบเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยยืนยันด้วย โดยเฉพาะหากเป็นการทะลุกรอบด้านบน จะต้องมี Volume ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เราสามารถวัดราคาเป้าหมายได้โดยการใช้ส่วนที่กว้างที่สุดของ Symmetrical Triangle (ความสูงของส่วนฐานวัดจากกรอบล่างถึงกรอบบน) เป็นระยะเป้าหมายนับจากจุดที่มีการ Breakout อย่างไรก็ตาม ข้อควรสังเกตของ Symmetrical Triangle คือหากราคาวิ่งออกข้างนานจนเกินไป (เข้าสู่ส่วนปลายของสามเหลี่ยม) แรงส่งที่จะทำให้ราคาดีดออกก็มักจะยิ่งมีน้อยลงตามไปด้วย

]]>
Symmetrical Triangle

Symmetrical Triangle หรือ สามเหลี่ยมแบบสมมาตร คือ การฟอร์มตัวเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมที่มีความสมดุล โดยที่การแกว่งตัวของราคามีลักษณะบีบแคบลงเรื่อย ๆ เป็นการวิ่งแบบ Sideway ที่มีกรอบ (Boundary lines) ด้านบนเอียงลง และกรอบด้านล่างเอียงขึ้น กล่าวคือ ราคาจะต้องทำทั้ง Lower High และ Higher Low มุ่งหน้าเข้าสู่ปลายของสามเหลี่ยม โดยมีข้อกำหนดคือต้องมีการกลับตัวของราคาอย่างน้อย 4 ครั้ง ยกตัวอย่างเช่น (1) ราคาขึ้นไปจุดสูงสุด (2) ตีกลับลงมา (3) แล้วขึ้นไปทำ Lower High (4) ก่อนลงมาทำ Higher Low และเด้งกลับขึ้นมาอีกทีเพื่อยืนยันว่าเป็น Higher Low จริง ๆ ก่อนที่เราจะสามารถตีกรอบได้ อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งเราอาจพิจารณาตีกรอบใหม่ในกรณีที่ราคาหลุดออกไปแต่ยังไม่เลือกทางที่ชัดเจน

symmetrical triangle_Hoondb

 

The Next Move

การเกิดขึ้นของ Symmetrical Triangle แสดงให้เห็นถึงความลังเลของตลาดที่ยังไม่สามารถเลือกทิศทางได้ ดังนั้น การคาดการณ์ทิศทางที่ตลาดจะดำเนินต่อจึงยังไม่สามารถทำได้ จนกว่าราคาจะ Breakout ออกมาจากแพทเทิร์น ซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นไปตามทิศทางเดียวกับเทรนด์ก่อนหน้านี้ Symmetrical Triangle จึงมักถูกจัดให้เป็น Continuation Patterns แต่ก็สามารถเป็น Reversal Patterns ได้เช่นเดียวกัน

Breakout, Volume and Target

False moves เกิดขึ้นได้เสมอ เช่นเดียวกับแพทเทิร์นแบบอื่น ๆ การตัดสินใจซื้อขายเพียงเพราะราคาหลุดออกจากกรอบเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ โดยในเบื้องต้นอาจใช้ 3% เป็นเกณฑ์โดยประมาณ ทั้งนี้ เราควรดู Volume ประกอบเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยยืนยันด้วย โดยเฉพาะหากเป็นการทะลุกรอบด้านบน จะต้องมี Volume ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เราสามารถวัดราคาเป้าหมายได้โดยการใช้ส่วนที่กว้างที่สุดของ Symmetrical Triangle (ความสูงของส่วนฐานวัดจากกรอบล่างถึงกรอบบน) เป็นระยะเป้าหมายนับจากจุดที่มีการ Breakout อย่างไรก็ตาม ข้อควรสังเกตของ Symmetrical Triangle คือหากราคาวิ่งออกข้างนานจนเกินไป (เข้าสู่ส่วนปลายของสามเหลี่ยม) แรงส่งที่จะทำให้ราคาดีดออกก็มักจะยิ่งมีน้อยลงตามไปด้วย

]]>
http://hoondb.com/symmetrical-triangle/feed/ 0
Higher High – Higher Low – Lower High – Lower Low http://hoondb.com/hh-hl-lh-ll/ http://hoondb.com/hh-hl-lh-ll/#comments Mon, 13 Oct 2014 12:55:53 +0000 http://hoondb.com/?p=7270 Higher High หรือ HH คือการที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดสูงสุดเดิม Lower High หรือ LH คือการที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ ต่ำลงกว่าจุดสูงสุดเดิม

[divide]

LOW: จุดต่ำสุด

Higher Low หรือ HL คือการที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดต่ำสุดเดิม Lower Low หรือ LL คือการที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ ต่ำลงกว่าจุดต่ำสุดเดิม

 

]]>
HIGH: จุดสูงสุด

Higher High หรือ HH คือการที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดสูงสุดเดิม
Lower High หรือ LH คือการที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ ต่ำลงกว่าจุดสูงสุดเดิม

HH-HL-hoondb
[divide]

LOW: จุดต่ำสุด

Higher Low หรือ HL คือการที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ สูงขึ้นกว่าจุดต่ำสุดเดิม
Lower Low หรือ LL คือการที่ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ ต่ำลงกว่าจุดต่ำสุดเดิม

LH-LL-HOONDB

 

]]>
http://hoondb.com/hh-hl-lh-ll/feed/ 0
Head and Shoulders http://hoondb.com/head-and-shoulders/ http://hoondb.com/head-and-shoulders/#comments Sat, 11 Oct 2014 08:46:40 +0000 http://hoondb.com/?p=7009 Head and Shoulders ถ้าให้แปลกันตรง ๆ เลยก็คือ “หัวกับไหล่” เป็นหนึ่งใน Reversal Patterns ที่เรียกได้ว่ามีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง โดยลักษณะที่สำคัญของ Head and Shoulders จะประกอบไปด้วย 3 ยอด ได้แก่ (1) ไหล่ซ้าย (2) หัว และ (3) ไหล่ขวา โดยส่วนหัวจะต้องเป็นยอดที่สูงที่สุด และแน่นอนว่าต้องมีไหล่ครบทั้งสองข้างด้วย ในหลาย ๆ ครั้ง Head and Shoulders อาจมีไหล่ย่อย ๆ เราเรียกแพทเทิร์นแบบนี้ว่า Complex Head and Shoulders

Neckline

Neckline คือแนวรับของ Head and Shoulders ซึ่งเป็นการตีเส้นผ่านฐานของ “ไหล่ซ้าย-หัว” และ “หัว-ไหล่ขวา” โดยไม่จำเป็นต้องตีให้เป็นแนวราบเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ อาจเป็นเส้นที่มีความชันก็ได้หากฐานทั้งสองมีความลึกที่ไม่เท่ากัน (up/down-sloping neckline) โดยการฟอร์มรูปแบบ Head and Shoulders จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์จนกว่าราคาจะสามารถวิ่งทะลุ Neckline ไปได้อย่างชัดเจน (เรียกว่า Breakout) โดยในเบื้องต้นแล้วอาจใช้ 3% เป็นเกณฑ์เพื่อยืนยันการกลับตัวของเทรนด์

False moves เกิดขึ้นได้เสมอ – เมื่อราคาวิ่งทะลุ Neckline ไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไม่เป็นไปตามทิศทางที่คาดหมายไว้ ซึ่งโดยมากแล้วมักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง

Head and Shoulders Top/Bottom

รูปที่เห็นด้านบนคือ Head and Shoulders Top ในทางกลับกัน เราเรียก Head and Shoulders ที่กลับหัวกลับหางว่า Head and Shoulders Bottom (Inverted Head and Shoulders) ซึ่งเป็นการกลับตัวขึ้นจากแนวโน้มขาลง (Downtrend) โดยไม่ว่าจะเป็น Top หรือ Bottom ต่างก็มีลักษณะที่สำคัญเหมือนกันตามที่กล่าวไว้ด้านบน จะแตกต่างกันก็เพียงลักษณะของปริมาณการซื้อขาย..

Complex Head and Shoulders

Complex Head and Shoulders มีลักษณะเหมือน Head and Shoulders แบบปกติเลย คือมีหัว มีไหล่ เพียงแต่อาจมีไหล่ซ้าย ไหล่ขวา ส่วนหัว หรือทั้งหมดเพิ่มขึ้นมาอีก โดยไม่จำเป็นว่ายอดที่เพิ่มขึ้นมาจะต้องมีความสูงในระดับเดียวกัน กล่าวคือ เป็น Head and Shoulders ที่มีรูปแบบซับซ้อน

Target

ระยะเป้าหมายของ Head and Shoulders ไม่ว่าจะเป็น Top หรือ ฺBottom คือให้วัดจากยอด (Head) ไปจนถึง Neckline ซึ่งระยะดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายขั้นต่ำของการกลับตัวโดยวัดจากไหล่ขวา ตรงจุดที่ราคาทะลุ Neckline

Volume

Head and Shoulders Top: (1) Volume หรือ ปริมาณการซื้อขาย ในช่วงไหล่ซ้าย (Left Shoulder) จะมีเยอะมาก ก่อนที่จะลดระดับลงไปพร้อม ๆ กับราคา (2) Volume กลับมาเยอะขึ้นอีกครั้งในช่วงที่ราคาทะยานขึ้นทำยอดส่วนหัว (Head) แล้วลดระดับลงไปพร้อม ๆ กับราคาที่มุ่งหน้าเพื่อหา Neckline (3) หากราคาไม่สามารถทำยอดที่สูงกว่าก่อนหน้านี้ได้ ก็จะกลายเป็นไหล่ขวา (Righ Shoulder) ไปโดยปริยาย แต่ในครั้งนี้มี Volume น้อยกว่าทั้งไหล่ซ้ายและส่วนหัว

Head and Shoulders Bottom: จุดที่น่าสังเกตคือช่วงไหล่ขวาซึ่งควรมี Volume มากกว่าปกติเพื่อเป็นการยืนยัน

 

]]>
Head and Shoulders

Head and Shoulders ถ้าให้แปลกันตรง ๆ เลยก็คือ “หัวกับไหล่” เป็นหนึ่งใน Reversal Patterns ที่เรียกได้ว่ามีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูง โดยลักษณะที่สำคัญของ Head and Shoulders จะประกอบไปด้วย 3 ยอด ได้แก่ (1) ไหล่ซ้าย (2) หัว และ (3) ไหล่ขวา โดยส่วนหัวจะต้องเป็นยอดที่สูงที่สุด และแน่นอนว่าต้องมีไหล่ครบทั้งสองข้างด้วย ในหลาย ๆ ครั้ง Head and Shoulders อาจมีไหล่ย่อย ๆ เราเรียกแพทเทิร์นแบบนี้ว่า Complex Head and Shoulders

Head and Shoulder Top3 Hoondb

Neckline

Neckline คือแนวรับของ Head and Shoulders ซึ่งเป็นการตีเส้นผ่านฐานของ “ไหล่ซ้าย-หัว” และ “หัว-ไหล่ขวา” โดยไม่จำเป็นต้องตีให้เป็นแนวราบเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ อาจเป็นเส้นที่มีความชันก็ได้หากฐานทั้งสองมีความลึกที่ไม่เท่ากัน (up/down-sloping neckline) โดยการฟอร์มรูปแบบ Head and Shoulders จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์จนกว่าราคาจะสามารถวิ่งทะลุ Neckline ไปได้อย่างชัดเจน (เรียกว่า Breakout) โดยในเบื้องต้นแล้วอาจใช้ 3% เป็นเกณฑ์เพื่อยืนยันการกลับตัวของเทรนด์

False moves เกิดขึ้นได้เสมอ – เมื่อราคาวิ่งทะลุ Neckline ไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไม่เป็นไปตามทิศทางที่คาดหมายไว้ ซึ่งโดยมากแล้วมักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง

Head and Shoulders Top/Bottom

รูปที่เห็นด้านบนคือ Head and Shoulders Top ในทางกลับกัน เราเรียก Head and Shoulders ที่กลับหัวกลับหางว่า Head and Shoulders Bottom (Inverted Head and Shoulders) ซึ่งเป็นการกลับตัวขึ้นจากแนวโน้มขาลง (Downtrend) โดยไม่ว่าจะเป็น Top หรือ Bottom ต่างก็มีลักษณะที่สำคัญเหมือนกันตามที่กล่าวไว้ด้านบน จะแตกต่างกันก็เพียงลักษณะของปริมาณการซื้อขาย..

Head and Shoulder Bottom Hoondb

Complex Head and Shoulders

Complex Head and Shoulders มีลักษณะเหมือน Head and Shoulders แบบปกติเลย คือมีหัว มีไหล่ เพียงแต่อาจมีไหล่ซ้าย ไหล่ขวา ส่วนหัว หรือทั้งหมดเพิ่มขึ้นมาอีก โดยไม่จำเป็นว่ายอดที่เพิ่มขึ้นมาจะต้องมีความสูงในระดับเดียวกัน กล่าวคือ เป็น Head and Shoulders ที่มีรูปแบบซับซ้อน

Target

ระยะเป้าหมายของ Head and Shoulders ไม่ว่าจะเป็น Top หรือ ฺBottom คือให้วัดจากยอด (Head) ไปจนถึง Neckline ซึ่งระยะดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายขั้นต่ำของการกลับตัวโดยวัดจากไหล่ขวา ตรงจุดที่ราคาทะลุ Neckline

Volume

Head and Shoulders Top: (1) Volume หรือ ปริมาณการซื้อขาย ในช่วงไหล่ซ้าย (Left Shoulder) จะมีเยอะมาก ก่อนที่จะลดระดับลงไปพร้อม ๆ กับราคา (2) Volume กลับมาเยอะขึ้นอีกครั้งในช่วงที่ราคาทะยานขึ้นทำยอดส่วนหัว (Head) แล้วลดระดับลงไปพร้อม ๆ กับราคาที่มุ่งหน้าเพื่อหา Neckline (3) หากราคาไม่สามารถทำยอดที่สูงกว่าก่อนหน้านี้ได้ ก็จะกลายเป็นไหล่ขวา (Righ Shoulder) ไปโดยปริยาย แต่ในครั้งนี้มี Volume น้อยกว่าทั้งไหล่ซ้ายและส่วนหัว

Head and Shoulders Bottom: จุดที่น่าสังเกตคือช่วงไหล่ขวาซึ่งควรมี Volume มากกว่าปกติเพื่อเป็นการยืนยัน

 

]]>
http://hoondb.com/head-and-shoulders/feed/ 0
Candlestick (กราฟแท่งเทียน) http://hoondb.com/candlestick-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/ http://hoondb.com/candlestick-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/#comments Wed, 01 Oct 2014 13:25:09 +0000 http://hoondb.com/?p=2108 Candlestick หรือ กราฟแท่งเทียน คือ กราฟชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อดูความเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ กราฟแท่งเทียนถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Munehisa Homma ในช่วง ค.ศ. 1850 และถูกเผยแพร่ไปสู่ชาวตะวันตกโดยนาย Steve Nison ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Japanese Candlestick Charting Techniques” กราฟแท่งเทียนเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis) มันสามารถบอกรายละเอียดของข้อมูลราคาได้มากกว่ากราฟแบบ Line chart

1 แท่งเทียนประกอบไปด้วยข้อมูล 4 อย่างคือ ราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และ ราคาต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด (แท่งเทียนในรูปด้านบนมีระยะเวลาเท่ากับ 1 วัน) เราเรียกช่วงลำตัวของแท่งเทียน (ส่วนสีเขียวและสีแดง) ว่า “Real body” มันคือส่วนต่างของราคาเปิดและราคาปิด แท่งเทียนเป็นสีเขียวแสดงให้เห็นว่าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (Bullish Candle) และในทางกลับกัน แท่งเทียนที่เป็นสีแดงแสดงให้เห็นว่าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด (Bearish Candle) ในบางประเทศอาจใช้แท่งเทียนสีขาวดำแทนสีเขียวแดงเลย หรือหรืออาจใช้สีฟ้าแทนสีเขียวก็ได้

ตัวอย่าง: กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) ด้านล่างเป็นของหุ้น Intuch (บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น) โดย 1 แท่งเทียนมีระยะเวลาเท่ากับ 1 วันเหมือนกับด้านบน แท่งเทียนทั้งหมดในรูปด้านล่างแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Intuch ออกมาเป็นกราฟ (ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน)

กราฟแท่งเทียนมีความสำคัญอย่างไร? สามารถเข้าใจได้ง่าย! Canddlestick (แท่งเทียน) แสดงรายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับการข้อมูลของราคาออกมาให้เห็นในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน สามารถเข้าใจได้ง่ายแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็ตาม สามารถแสดงจุดเปลี่ยนของราคา (เช่น เทรนด์ แรงซื้อและแรงขาย) ออกมาได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ากราฟแบบอื่น สามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือทางเทคนิคต่างๆ ได้ดีกว่า (Technical tools) สามารถใช้ได้กับทุกตลาดไม่ว่าจะเป็น Stock market, Forex market หรือ Commodity markets

]]>
Candlestick คืออะไร?

Candlestick หรือ กราฟแท่งเทียน คือ กราฟชนิดหนึ่งที่ใช้เพื่อดูความเคลื่อนไหวของราคาหลักทรัพย์ กราฟแท่งเทียนถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Munehisa Homma ในช่วง ค.ศ. 1850 และถูกเผยแพร่ไปสู่ชาวตะวันตกโดยนาย Steve Nison ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Japanese Candlestick Charting Techniques” กราฟแท่งเทียนเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis) มันสามารถบอกรายละเอียดของข้อมูลราคาได้มากกว่ากราฟแบบ Line chart

HOONDB.CANDLESTICK

1 แท่งเทียนประกอบไปด้วยข้อมูล 4 อย่างคือ ราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และ ราคาต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด (แท่งเทียนในรูปด้านบนมีระยะเวลาเท่ากับ 1 วัน) เราเรียกช่วงลำตัวของแท่งเทียน (ส่วนสีเขียวและสีแดง) ว่า “Real body” มันคือส่วนต่างของราคาเปิดและราคาปิด แท่งเทียนเป็นสีเขียวแสดงให้เห็นว่าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (Bullish Candle) และในทางกลับกัน แท่งเทียนที่เป็นสีแดงแสดงให้เห็นว่าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด (Bearish Candle) ในบางประเทศอาจใช้แท่งเทียนสีขาวดำแทนสีเขียวแดงเลย หรือหรืออาจใช้สีฟ้าแทนสีเขียวก็ได้

ตัวอย่าง: กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) ด้านล่างเป็นของหุ้น Intuch (บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น) โดย 1 แท่งเทียนมีระยะเวลาเท่ากับ 1 วันเหมือนกับด้านบน แท่งเทียนทั้งหมดในรูปด้านล่างแสดงความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Intuch ออกมาเป็นกราฟ (ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน)

กราฟแท่งเทียนมีความสำคัญอย่างไร?

  • สามารถเข้าใจได้ง่าย! Canddlestick (แท่งเทียน) แสดงรายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับการข้อมูลของราคาออกมาให้เห็นในรูปแบบที่ไม่ซับซ้อน สามารถเข้าใจได้ง่ายแม้ว่าจะเป็นมือใหม่ก็ตาม
  • สามารถแสดงจุดเปลี่ยนของราคา (เช่น เทรนด์ แรงซื้อและแรงขาย) ออกมาได้รวดเร็วและแม่นยำกว่ากราฟแบบอื่น
  • สามารถใช้ร่วมกับเครื่องมือทางเทคนิคต่างๆ ได้ดีกว่า (Technical tools)
  • สามารถใช้ได้กับทุกตลาดไม่ว่าจะเป็น Stock market, Forex market หรือ Commodity markets

candlestickhdb

]]>
http://hoondb.com/candlestick-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 5: ตลาดหมี http://hoondb.com/dow-theory-5/ http://hoondb.com/dow-theory-5/#comments Tue, 16 Sep 2014 12:53:13 +0000 http://hoondb.com/?p=6421 เราเรียกตลาดขาลงว่า “Bear Market” หรือ “ตลาดหมี” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาลง (Primary Downtrend) โดยตลาดหมีสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Distribution Phase, Panic Phase และ Despair Phase

The three phases of a price movement

Distribution Phase: เริ่มต้นขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของตลาดกระทิง แม้ว่าวอลุ่มการซื้อขายในตลาดจะยังคงเยอะอยู่เพราะนักลงทุนยังมีความหวังว่าตลาดจะยังดีต่อไป แต่ก็เริ่มเป็นกังวลเพราะตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงออกมาเริ่มไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในขณะที่นักลงทุนที่เก่งกว่ามองเห็นว่าตลาดขึ้นมาสูงเกินไปและค่อย ๆ ขายหุ้นในมือออกมาเพื่อทำกำไร

Panic Phase: ระยะนี้จะเหมือนกับ Public Participation Phase ของตลาดกระทิง เพียงแต่ว่ามีทิศทางตรงกันข้ามในตลาดหมี คือเป็นระยะที่นักลงทุนตกใจกลัว ฝั่งผู้ซื้อมีน้อยลงเรื่อย ๆ  จนในที่สุดมีแรงเทขายออกมาอย่างมหาศาล ส่งผลให้ราคาร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จะมีข่าวร้ายเข้ามาเรื่อย ๆ

Despair Phase: เป็นระยะสุดท้ายของตลาดหมี ราคายังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยความเร็วที่ช้าลงและหุ้นที่มีพื้นฐานดีเริ่มกลับมายืนได้ ภาพรวมเศรษฐกิจ ข่าวสาร อารมณ์ตลาดยังคงเป็นลบและอยู่ในจุดที่แย่ที่สุด ตลาดสะท้อนออกข่าวร้ายออกมาจนหมด นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกสิ้นหวัง และสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระยะสะสม (Accumulation Phase) ในตลาดกระทิง

[ ที่มาที่ไปของตลาดหมี ]

]]>
The Bear Market

เราเรียกตลาดขาลงว่า “Bear Market” หรือ “ตลาดหมี” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาลง (Primary Downtrend) โดยตลาดหมีสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Distribution Phase, Panic Phase และ Despair Phase

The three phases of a price movement

Distribution Phase: เริ่มต้นขึ้นในช่วงท้าย ๆ ของตลาดกระทิง แม้ว่าวอลุ่มการซื้อขายในตลาดจะยังคงเยอะอยู่เพราะนักลงทุนยังมีความหวังว่าตลาดจะยังดีต่อไป แต่ก็เริ่มเป็นกังวลเพราะตัวเลขต่าง ๆ ที่แสดงออกมาเริ่มไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ในขณะที่นักลงทุนที่เก่งกว่ามองเห็นว่าตลาดขึ้นมาสูงเกินไปและค่อย ๆ ขายหุ้นในมือออกมาเพื่อทำกำไร

Panic Phase: ระยะนี้จะเหมือนกับ Public Participation Phase ของตลาดกระทิง เพียงแต่ว่ามีทิศทางตรงกันข้ามในตลาดหมี คือเป็นระยะที่นักลงทุนตกใจกลัว ฝั่งผู้ซื้อมีน้อยลงเรื่อย ๆ  จนในที่สุดมีแรงเทขายออกมาอย่างมหาศาล ส่งผลให้ราคาร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จะมีข่าวร้ายเข้ามาเรื่อย ๆ

Despair Phase: เป็นระยะสุดท้ายของตลาดหมี ราคายังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยความเร็วที่ช้าลงและหุ้นที่มีพื้นฐานดีเริ่มกลับมายืนได้ ภาพรวมเศรษฐกิจ ข่าวสาร อารมณ์ตลาดยังคงเป็นลบและอยู่ในจุดที่แย่ที่สุด ตลาดสะท้อนออกข่าวร้ายออกมาจนหมด นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกสิ้นหวัง และสุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระยะสะสม (Accumulation Phase) ในตลาดกระทิง

[ ที่มาที่ไปของตลาดหมี ]

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-5/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 4: ตลาดกระทิง http://hoondb.com/dow-theory-4/ http://hoondb.com/dow-theory-4/#comments Mon, 15 Sep 2014 12:31:43 +0000 http://hoondb.com/?p=6323 เราเรียกตลาดขาขึ้นว่า “Bull Market” หรือ “ตลาดกระทิง” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาขึ้น (Primary Uptrend) โดยตลาดกระทิงสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Accumulation Phase, Public Participation Phase และ Distribution Phase

The three phases of a price movement

Accumulation Phase: คือระยะสะสม มักจะเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดต่ำสุด นักลงทุนส่วนใหญ่มองตลาดเป็นลบ งบการเงินและผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ยังคงดูแย่ โดยในระยะนี้ราคาจะยังไม่เคลื่อนไหวมาก นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสจะเริ่มทยอยเข้าซื้อ (เก็บของ) ไปเรื่อย ๆ จนตลาดเริ่มตามทัน แรงรับกลับมามากกว่าแรงขาย ก็จะเข้าสู่ระยะที่สอง

Public Participation Phase: คือระยะที่คนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสนใจ เป็นระยะที่สองต่อจากระยะสะสม โดยในระยะนี้ตลาดจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าเดิมและเริ่มดึงดูดความสนใจของนักลงทุนในตลาด เป็นช่วงที่โดยมากแล้วนักลงทุนจะสามารถทำกำไรจากตลาดได้เยอะที่สุด

Distribution Phase: คือระยะกระจาย เป็นระยะสุดท้ายของตลาดกระทิงที่มีข่าวดีเต็มตลาด ราคาวิ่งแซงหน้าปัจจัยพื้นฐานไปมากด้วยความคาดหวังว่าอนาคตจะต้องดีกว่านี้ นักลงทุนหลาย ๆ คนแห่กันเข้ามาลงทุน เก็งกำไร แต่นักลงทุนตัวจริงมักเริ่มกระจายหุ้นของตัวเองกลับสู่ตลาด (ปล่อยของ) โดยระยะนี้จะกลายเป็นระยะเริ่มแรงของ Bear Market

[ ที่มาที่ไปของตลาดกระทิง ]

]]>
The Bull Market

เราเรียกตลาดขาขึ้นว่า “Bull Market” หรือ “ตลาดกระทิง” เป็นลักษณะของตลาดที่มีแนวโน้มหลักเป็นขาขึ้น (Primary Uptrend) โดยตลาดกระทิงสามารถจำแนกได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ Accumulation Phase, Public Participation Phase และ Distribution Phase

The three phases of a price movement

Accumulation Phase: คือระยะสะสม มักจะเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในจุดต่ำสุด นักลงทุนส่วนใหญ่มองตลาดเป็นลบ งบการเงินและผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ ยังคงดูแย่ โดยในระยะนี้ราคาจะยังไม่เคลื่อนไหวมาก นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสจะเริ่มทยอยเข้าซื้อ (เก็บของ) ไปเรื่อย ๆ จนตลาดเริ่มตามทัน แรงรับกลับมามากกว่าแรงขาย ก็จะเข้าสู่ระยะที่สอง

Public Participation Phase: คือระยะที่คนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสนใจ เป็นระยะที่สองต่อจากระยะสะสม โดยในระยะนี้ตลาดจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าเดิมและเริ่มดึงดูดความสนใจของนักลงทุนในตลาด เป็นช่วงที่โดยมากแล้วนักลงทุนจะสามารถทำกำไรจากตลาดได้เยอะที่สุด

Distribution Phase: คือระยะกระจาย เป็นระยะสุดท้ายของตลาดกระทิงที่มีข่าวดีเต็มตลาด ราคาวิ่งแซงหน้าปัจจัยพื้นฐานไปมากด้วยความคาดหวังว่าอนาคตจะต้องดีกว่านี้ นักลงทุนหลาย ๆ คนแห่กันเข้ามาลงทุน เก็งกำไร แต่นักลงทุนตัวจริงมักเริ่มกระจายหุ้นของตัวเองกลับสู่ตลาด (ปล่อยของ) โดยระยะนี้จะกลายเป็นระยะเริ่มแรงของ Bear Market

[ ที่มาที่ไปของตลาดกระทิง ]

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-4/feed/ 0
Dow Theory ตอนที่ 3: แนวโน้ม http://hoondb.com/dow-theory-3/ http://hoondb.com/dow-theory-3/#comments Thu, 11 Sep 2014 13:56:30 +0000 http://hoondb.com/?p=6239 ตามทฤษฎีดาว ตลาดจะเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มหลัก หรือที่เราเรียกกันว่า Primary Trends และมักถูกเหวี่ยงสวนกลับมาด้วย Secondary Swings (เรียกว่า Corrections หรือการปรับฐาน) เป็นระยะ ๆ และสุดท้ายคือ Minor Trends หรือแนวโน้มย่อย (แนวโน้มระดับวัน) โดยหลาย ๆ แนวโน้มย่อยจะประกอบกันเป็น Secondary Trends หรือแนวโน้มรองนั่นเอง

Primary Trends

Primary Trends คือแนวโน้มหลัก ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลงก็ตาม โดยมากจะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป นักลงทุนระยะยาวหาจังหวะเข้าลงทุนเมื่อพบแนวโน้มหลักขาขึ้น (Bull Market) และถือไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจ Secondary Swings หรือ Minor Trends ที่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่าแนวโน้มหลักขาขึ้นได้จบลงแล้ว กลายเป็น Bear Market แทน

Secondary Trends

Secondary Trends คือแนวโน้มรอง เป็นแนวโน้มที่วิ่งสวนแนวโน้มหลัก หรือก็คือการปรับฐานของแนวโน้มหลักนั่นเอง เมื่อใดที่แนวโน้มหลักวิ่งเกินตัวไปก็อาจเกิดการปรับฐานขึ้นได้เสมอ โดยมากจะกินเวลาตั้งแต่หลายอาทิตย์ไปจนถึงหลายเดือน และมักกลับตัวคิดเป็นประมาณ 1/3 ถึง 2/3 ของทิศทางแนวโน้มหลักที่วิ่งมาก่อนหน้านี้ โดยนับจากการปรับฐานครั้งล่าสุด

Minor Trends

Minor Trends คือแนวโน้มย่อย เป็นแนวโน้มที่ไม่มีความสำคัญตามทฤษฎีของดาว แนวโน้มย่อยนั้นเปรียบเสมือนรอยริ้วหรือลอนของคลื่นในทะเลที่อาจเคลื่อนไหวไปตามหรือสวนกระแสน้ำหลักก็เป็นได้ โดยทั่วไปแล้วแนวโน้มย่อยจะกินเวลาน้อยกว่า 1 อาทิตย์ หรือนานกว่านั้นไม่มาก หากย้อนกลับไปดูสมมติฐานของทฤษฎี แนวโน้มย่อยเป็นแนวโน้มเดียวที่สามารถถูกควบคุมได้

]]>
แนวโน้มทั้งสาม

ตามทฤษฎีดาว ตลาดจะเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มหลัก หรือที่เราเรียกกันว่า Primary Trends และมักถูกเหวี่ยงสวนกลับมาด้วย Secondary Swings (เรียกว่า Corrections หรือการปรับฐาน) เป็นระยะ ๆ และสุดท้ายคือ Minor Trends หรือแนวโน้มย่อย (แนวโน้มระดับวัน) โดยหลาย ๆ แนวโน้มย่อยจะประกอบกันเป็น Secondary Trends หรือแนวโน้มรองนั่นเอง

wave2

Primary Trends

Primary Trends คือแนวโน้มหลัก ไม่ว่าจะเป็นขึ้นหรือลงก็ตาม โดยมากจะกินเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป นักลงทุนระยะยาวหาจังหวะเข้าลงทุนเมื่อพบแนวโน้มหลักขาขึ้น (Bull Market) และถือไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจ Secondary Swings หรือ Minor Trends ที่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่าแนวโน้มหลักขาขึ้นได้จบลงแล้ว กลายเป็น Bear Market แทน

Secondary Trends

Secondary Trends คือแนวโน้มรอง เป็นแนวโน้มที่วิ่งสวนแนวโน้มหลัก หรือก็คือการปรับฐานของแนวโน้มหลักนั่นเอง เมื่อใดที่แนวโน้มหลักวิ่งเกินตัวไปก็อาจเกิดการปรับฐานขึ้นได้เสมอ โดยมากจะกินเวลาตั้งแต่หลายอาทิตย์ไปจนถึงหลายเดือน และมักกลับตัวคิดเป็นประมาณ 1/3 ถึง 2/3 ของทิศทางแนวโน้มหลักที่วิ่งมาก่อนหน้านี้ โดยนับจากการปรับฐานครั้งล่าสุด

Minor Trends

Minor Trends คือแนวโน้มย่อย เป็นแนวโน้มที่ไม่มีความสำคัญตามทฤษฎีของดาว แนวโน้มย่อยนั้นเปรียบเสมือนรอยริ้วหรือลอนของคลื่นในทะเลที่อาจเคลื่อนไหวไปตามหรือสวนกระแสน้ำหลักก็เป็นได้ โดยทั่วไปแล้วแนวโน้มย่อยจะกินเวลาน้อยกว่า 1 อาทิตย์ หรือนานกว่านั้นไม่มาก หากย้อนกลับไปดูสมมติฐานของทฤษฎี แนวโน้มย่อยเป็นแนวโน้มเดียวที่สามารถถูกควบคุมได้

]]>
http://hoondb.com/dow-theory-3/feed/ 0