เป้าหมายการลงทุน


กำหนดเป้าหมายการลงทุนให้เหมาะสม!

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหนก็ตาม ผู้ลงทุนควรตั้งเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางของตัวผู้ลงทุนเองเพื่อสร้างความพร้อมและแผนการลงทุนให้เหมาะสมและเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยทั่วไปแล้วเราสามารถแบ่งเป้าหมายการลงทุนในตลาดหุ้นออกได้เป็น 4 ประเภท ซึ่งได้แก่:

1. Income

รายได้ประจำ – ผู้ลงทุนต้องการรายได้ประจำจากการลงทุน เช่น หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการดีและจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือ ตราสารหนี้ต่าง ๆ เช่น หุ้นกู้ และ พันธบัตร เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

2. Growth

การเพิ่มค่าของเงินทุน (Capital Appreciation) – ผู้ลงทุนต้องการให้หลักทรัพย์ที่ถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาที่ลงทุน โดยกำไรจะมาจาก Capital Gain เป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วอาจเลือกลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักจะไม่จ่ายปันผลเนื่องจากต้องนำเงินไปขยายกิจการต่อไป การลงทุนประเภทนี้จึงมักมีความเสี่ยงสูง

3. Speculation

การเก็งกำไร – ผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงสุดในระยะเวลาสั้น ๆ แม้ว่าผลตอบแทนจะมาก แต่ความเสี่ยงก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

4. Total Return

เป็นการลงทุนแบบสมดุล กล่าวคือ เป็นการแบ่งสัดส่วนหรือกระจายการลงทุนไปในทุก ๆ แบบที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่ตลาดดีหรือร้ายก็ตาม

และเมื่อเวลาผ่านไปเป้าหมายที่ผู้ลงทุนเคยวางไว้ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่าง ๆ ข้อจำกัดที่เคยมีอาจหายไปและถูกแทนที่มาด้วยข้อใหม่ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามแบบแผนที่เคยวางไว้ในตอนแรก นักลงทุนควรทบทวนเป้าหมายการลงทุนของตัวเองเป็นระยะ ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน


สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนลงทุน

แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนก็คือต้องมีเงินทุน! แต่นอกเหนือจากเงินที่มีไว้ลงทุนผู้ลงทุนก็ควรพิจาณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการลงทุนด้วย เพราะผู้ลงทุนแต่ละคนมีพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน เป้าหมายหรือแนวทางการลงทุนจึงไม่มีหลักตายตัว

อายุ และ สุขภาพ

อายุเป็นหนึ่งตัวแปรที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก เช่น คนหนุ่มสาวสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่าคนมีอายุที่มีข้อจำกัดทางด้านการเงินหลังเกษียณเนื่องจากไม่มีรายได้จากการทำงานอีกแล้ว ต้องระมัดระวังไม่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากเกินไปที่อาจทำให้เงินสะสมที่จำเป็นต้องใช้ในอนาคตหายไป

ภาระผูกพัน

ภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น ค่ากิน ค่าเล่าเรียน ค่าผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว เป็นต้น หากค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีมากเกินไปก็อาจทำให้ผู้ลงทุนไม่มีเงินส่วนเกินมากพอที่จะนำไปลงทุนได้

เวลา ความรู้ ประสบการณ์

เนื่องจากสถานการณ์และข้อมูลในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามหรือไม่มีเวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมก็มักจะพลาดโอกาสในการลงทุนที่มีอยู่ เลยอาจเลือกที่จะไม่ลงทุนซะดีกว่า

ความเสี่ยง

คุณรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน? ผู้ลงทุนแต่ละคนย่อมสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับที่แตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวหรือข้อจำกัดทางด้านการเงิน