ตลาดหุ้นคืออะไร?


ตลาดหุ้นคือ…

ตลาดหุ้นคืออะไร? ทำไมถึงต้องมีตลาดหุ้นด้วย? ตลาดหุ้นคือศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ อ่านความหมายของตลาดหุ้นตรงนี้ ในบทความนี้เราจะอธิบายถึงพื้นฐานเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างง่าย ๆ หากลองย้อนกลับไปเรื่องกิจการร้านอาหารไทยในบทความที่แล้ว (หุ้นคืออะไร?) คุณต้องการผู้ร่วมลงทุน แต่คุณไม่รู้จะไปหานักลงทุนเหล่านั้นจากที่ไหน คุณอาจหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาร่วมลงทุนก็เป็นได้ แต่หากวันนึงผู้ร่วมลงทุนต้องการขายหุ้นทิ้งไปล่ะ? พวกเขาก็ต้องออกตระเวนหานักลงทุนรายใหม่เพื่อที่จะขายหุ้นให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก โดยเฉพาะกิจการที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้!

Supermarket (ซุปเปอร์มาร์เก็ต) คือสถานที่ขายอาหาร เหตุผลที่คุณต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เพราะมันรวมอาหารทุก ๆ อย่างเอาไว้ในที่เดียวกัน มันง่ายกว่าการขับรถไปซื้อเนื้อที่ร้านขายเนื้อสด แล้ววนไปร้านขายผัก หรือร้านเฉพาะทางต่าง ๆ ตลาดหุ้นก็คือซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับหุ้น! ให้ลองจินตนาการว่า SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) คือห้องใหญ่ ๆ ห้องนึงที่ทุกคนสามารถเข้าไปทำการซื้อหุ้นหรือขายหุ้นก็ได้ การซื้อขายหุ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก เราไม่ต้องเดินทางไปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อซื้อขายหุ้น แค่เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ก็สามารถซื้อขายผ่านการโทรสั่งเจ้าหน้าที่การตลาด หรือส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อความรวดเร็วและยังประหยัดค่าคอมอีกด้วย

  EBAY | AMAZON | STOCK MARKET

สมมุติว่าเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก Amazon เราก็จะค่อย ๆ หาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอราคาที่เราพอใจ ผู้ขายอาจไม่สามารถรู้ได้เลยว่าราคาที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ถ้าขายได้น้อยแสดงว่าราคาสูงเกินไปหรือว่าสินค้าไม่ดีกันแน่? รูปแบบการขายนี้ทำให้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะว่ารู้ราคาของผู้ขาย แต่ผู้ขายไม่รู้ราคาของผู้ที่สนใจจะซื้อ

ในทางกลับกันหากเราอยากซื้อสินค้าชิ้นนึงจาก ebay เราจะต้องไป Bid (ประมูล) แข่งกับผู้ซื้อคนอื่น ๆ และจะไม่เห็น reserve price (ราคาขั้นต่ำที่ผู้ขายต้องการขาย) จะเห็นได้ว่าผู้ขายเป็นฝ่ายได้เปรียบเนื่องจากสามารถเห็น demand ของผู้ซื้อได้ในขณะที่ผู้ซื้อไม่รู้ราคาขั้นต่ำของผู้ขาย ebay และ Amazon จึงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ Demand ของผู้ซื้อ และ Supply ของผู้ขาย แต่ทั้งสองมีข้อจำกัดที่คล้าย ๆ กันคือ 1. ความโปร่งใสทั้งฝั่งผู้ซื้อและฝั่งผู้ขาย 2. ความกระจัดกระจาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องหากันให้เจอก่อนที่จะเริ่มซื้อขายกันได้

แต่หลักการทำงานของ ตลาดหุ้น ไม่เหมือนกับตลาดด้านบนที่กล่าวมา ราคาของฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นโปร่งใส โดยฝ่ายผู้ซื้อต้องตั้งราคาเสนอซื้อ (Bid) และฝ่ายผู้ขายต้องตั้งราคาเสนอขาย (Offer) ตลาดหุ้นมีที่ซื้อขายเพียงที่เดียวเท่านั้นสำหรับหุ้นแต่ละตัว ดังนั้นผู้ซื้อและผู้ขายจึงไม่จำเป็นต้องหากันให้เจอก่อน ความกระจัดกระจายของแหล่งที่ขายจึงไม่มี ราคาจะเป็นไปตามกลไกการของตลาด การซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจะถูกจับคู่ให้เองโดยอัตโนมัติ (ตามคิว) หลังจากที่ผู้ซื้อและผู้ขายส่งคำสั่ง Bid และ Offer

ยกตัวอย่างการซื้อขาย iPhone ในรูปแบบของตลาดหุ้น: หากผู้ที่ต้องการขายไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอขายที่ (101, 102, 103, 104 ดอลล่าร์) และผู้ที่ต้องการซื้อไอโฟนทุกคนตั้งราคาเสนอซื้อที่ (99, 98, 97, 96 ดอลล่าร์) การซื้อขายก็จะไม่เกิดขึ้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกจับคู่ซื้อขายก็ต่อเมื่อราคาตรงกันเท่านั้น (ราคาที่ทั้งสองฝั่งพึงพอใจ) เช่นถ้าผู้ซื้อตั้ง bid ที่ 100 และผู้ขายตั้ง offer ที่ 100 ทั้งสองคนก็จะถูกจับคู่กันโดยทันที (การซื้อขายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) ราคาที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นล่าสุดของ iPhone ก็จะเท่ากับ 100 ดอลล่าร์ จะเห็นได้ว่าการจับคู่ซื้อขายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทั้งสองฝั่งสามารถตกลงราคากันได้เท่านั้น

ลองสมมุติใหม่ว่าวันดีคืนดีมีข่าวออกมาว่าไอโฟนทุกเครื่องมีปัญหาเรื่องแบตเสื่อมอย่างรุนแรงหลังจากการใช้งานได้เพียง 3 เดือน ทุกคนจึงเทขายไอโฟนออกมา ทำให้ในตลาดมีคนต้องการขายมากกว่าคนต้องการซื้อ (supply > demand) ราคาไอโฟนจึงร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่ตลาดคิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสม

ตัวอย่างด้านบนเป็นเพียงการซื้อขายของสินค้าด้วยรูปแบบกลไกลของตลาดหุ้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างตลาดซื้อขายทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีหุ้นมากกว่า 500 ตัวในตลาด การขึ้นลงของราคาหุ้นเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SET Index ที่เราใช้เป็นเครื่องสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้น (ผลกระทบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ Market Cap ของหุ้นตัวนั้น ๆ)

หากลองมองย้อนกลับไปในอดีตเราสามารถสังเกตุได้ถึงความสัมพันธ์ของ SET Index และเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันโดยตลอดมา อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเป็นตลาดแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยการคาดการณ์ ราคาของหุ้นในตลาดจึงสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ล่วงหน้าได้ (สามารถรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงสวนกระแสเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นระยะ ๆ ได้